วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หลักการทรงงานอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ไทยของในหลวงร.9

ควรปลูกต้นไม้ในใจคนก่อน คนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วย

เพื่อเป็นการรักษาฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ของจังหวัดน่าน จึงเกิดโครงการ “รักษ์ป่าน่าน” ขึ้น โดยมีสำนักโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับกองทัพบก, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และจังหวัดน่าน ร่วมกันดำเนินงาน และเพื่อแสวงหายุทธศาสตร์ความร่วมมือในการหยุดยั้งการทำลายป่า พร้อมทั้งหาทางฟื้นฟู จัดการให้คนน่านได้ทำมาหากินใต้ผืนป่าและอยู่กับป่าได้โดยไม่ทำลาย จึงได้จัดการสัมมนา “รักษ์ป่าน่าน” ซึ่งปีนี้ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 โดยมีธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้สนับสนุนและประสานงาน โอกาสนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯเป็นองค์ประธานเปิดงาน พร้อมทั้งทรงบรรยายเรื่อง “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระผู้ทรงอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ไทย” ที่ศูนย์การเรียนรู้และบริการวิชาการ เครือข่ายแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต.ผาสิงห์ อ.เมือง จ.น่าน เมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯมีรับสั่งว่า การสัมมนารักษ์ป่าน่านในครั้งนี้ หน่วยงานต่างๆทั้งราชการและเอกชน ได้ร่วมระดมความรู้และประสบการณ์ที่จะแสวงหาแนวทางและวิธีการที่จะหยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่าน่านอย่างแท้จริง เป็นวิธีการที่ให้ประชาชนผู้อยู่อาศัยกับป่าสามารถดำรงชีพ มีวิถีชีวิตการทำมาหากินกับป่าได้ ป่าไม้จะเจริญได้ก็ต้องมีน้ำ ต้องมีความชุ่มชื้น มีดิน มีปุ๋ย ซึ่งปุ๋ยก็มาจากใบไม้ที่หมักและเพิ่มสารที่มีแร่ธาตุเพื่อเป็นอาหารของพืช พืชจะต้องอยู่ด้วยระบบนิเวศน์ที่พึ่งพาอาศัยกัน ปัญหาการตัดไม้ในปัจจุบัน คือคนมีจำนวนมากขึ้น มีการเคลื่อนย้ายมาอยู่อาศัย ทำให้มีการบุกรุกทำลายป่ากันมากขึ้น คนที่ทำสัมปทานป่าไม้จะต้องดูแลอย่างเคร่งครัด เมื่อตัดไปเท่าไหร่ ก็ต้องปลูกคืนกลับไปตามข้อกำหนด ต้นไม้ปัจจุบันไม่ได้เป็นป่าธรรมชาติ แต่เป็นป่าที่ปลูกทดแทนที่หายไป ประเทศไทยมีการลักลอบตัดต้นไม้ที่มีคุณค่า คนตัดไม้ใช้เลื่อยไฟฟ้า หรือการตัดที่โคนต้น เพื่อให้ต้นมันตาย แล้วมีการอ้างว่าไม่ได้ตัดไม้มันตายเอง บางคนไม่ได้อยากเอาไม้มาให้ แต่อยากได้ที่ดิน ก็ทำการเผา ต้องพยายามแก้เรื่องนี้

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯรับสั่งต่อว่า เมื่อต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ทรงได้รับฟังจาก “นายแก้วขวัญ วัชโรทัย” อดีตเลขาธิการพระราชวัง ว่าตอนเสด็จพระราชดำเนินไปวังไกลกังวล ระยะแรกเสด็จฯทางรถไฟ ต่อมาจึงเสด็จฯโดยรถยนต์ ได้ทอดพระเนตรเห็นต้นยางนาในพื้นที่ และโปรดฯให้ข้าราชบริพารเก็บเม็ดยางนามาถวาย แล้วทรงให้นำไปปลูกในพระตำหนักสวนจิตรลดา โปรดเกล้าฯให้อนุรักษ์ต้นยางนาจนถึงทุกวันนี้ และให้ทำเป็นป่าไม้สาธิต ให้ประชาชนสามารถเข้ามาศึกษาได้ มีการเพาะเนื้อเยื้อ สมัยนั้นถือเป็นเรื่องสมัยใหม่ นอกจากนี้พระตำหนักสวนจิตรลดายังได้ทำการอนุรักษ์พันธุ์ไม้ต่างๆอีกด้วย ในอดีตเมื่อพระบาท สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯไปที่ไหน โปรดฯให้เจ้าหน้าที่ต่างๆตามเสด็จฯไปด้วยมีหน่วยงานการเกษตร ชลประทาน พัฒนาที่ดิน กรมแผนที่ทหาร เพื่อจะได้เห็นสิ่งต่างๆ และทำงานร่วมกัน ซึ่งไม่ใช่ว่าจะทำได้โดยไม่ปรึกษาผู้อื่น

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำรัสให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาทำหน้าที่เสมือนพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการสรุปผลการพัฒนาที่ประชาชนเข้าไปเรียนรู้ และนำไปปฏิบัติได้ ซึ่งมีอยู่ 6 ศูนย์ โดยที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ้องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงใหม่ มีพระราชดำริให้ปลูกป่าสามอย่าง ประโยชน์สี่อย่าง คือปลูกไม้ใช้สอย ไม้กินผล ไม้ใช้ฟืน ไม้ทั่วไป ในพื้นที่ยังมีธารน้ำเล็กๆ โปรดเกล้าฯให้ทำฝายชะลอน้ำ เพื่อให้มีน้ำหล่อเลี้ยงป่าและป้องกันดินถล่ม นอกจากนี้ ทรงแนะนำให้ทดลองนำไม้โตเร็วมาปลูก เพื่อเป็นไม้ใหญ่คืนความชุ่มชื้นให้พื้นที่ พร้อมกับทรงแนะนำการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์และทำตลาดให้ชาวบ้าน ปัจจุบันชาวบ้านมีความรู้ เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือเกษตรกรดีเด่น พร้อมแบ่งปันความรู้ให้ชุมชนอื่น เป็นต้น พร้อมกันนี้ พระองค์ได้ทรงตามรอยเบื้องพระยุคลบาท เรื่องการอนุรักษ์ป่าไม้ ด้วยการจัดทำโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชมีการจัดทำฐานข้อมูลพันธุ์พืชของประเทศไทยในระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ดึงข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้ ตลอดจนถ่ายทอดความรู้นี้สู่สถาบันอุดมศึกษา อาชีวะ และชั้นอนุบาล ทุกคนได้เรียนรู้ตามภูมิปัญญาและโอกาสของตนเอง ส่วนสร้างป่าสร้างรายได้ ทรงดำเนินการมา 5 ปี โดยยึดแนวพระราชดำริทำให้ประชาชน
ไม่จำเป็นต้องตัดต้นไม้ใหญ่ แต่ปลูกพืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ ไม่ทำลายป่าไม้

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รับสั่งสุดท้ายว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ไม่ว่าเสด็จฯพื้นที่ไหนก็ตาม ทรงใช้เวลาในการศึกษา ไม่ใช่ว่าเข้าไปแล้วทรงทำเลย เมื่อครั้งเสด็จฯ จ.นราธิวาส ปี 2516 เสด็จออกทุกวัน ตั้งแต่เช้าจดค่ำ ทรงขับรถไปเอง การทรงงานด้านป่าไม้ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ร.9 นั้น ต้องรักษาป่าไม้ พัฒนาสภาพดินแหล่งน้ำ พัฒนาความรู้และการศึกษา ทุกอย่างต้องรวมกัน มีพระราชกระแสรับสั่งเมื่อปี พ.ศ.2519 หรือก่อนหน้านั้น ในเรื่องการปลูกป่าไม้ในใจคนว่า ควรปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อนแล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วย สรุปได้ว่าการอนุรักษ์ป่าไม้ต้องรักษาป่าไม้ พัฒนาคุณภาพดิน แหล่งน้ำ พัฒนาสัตว์ พืช และพัฒนาการศึกษา ทุกอย่างต้องรวมกัน ในที่สุดการพัฒนาคนให้มีสุขภาพดี ความเป็นอยู่ดี มีความรู้ มีความสุข เพื่อให้ช่วยกันรักษาบ้านเมืองสืบต่อไป.

เพื่อเป็นการรักษาฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ของจังหวัดน่าน จึงเกิดโครงการ “รักษ์ป่าน่าน” ขึ้น โดยมีสำนักโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับกองทัพบก, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และจังหวัดน่าน... 7 มี.ค. 2560 15:32 7 มี.ค. 2560 15:38 ไทยรัฐ