วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ให้กก.ยุทธศาสตร์ คุมเบ็ดเสร็จ

ทั้งการปฏิรูปและปรองดอง ภูมิใจไทยยังเพ้อถึงนิรโทษ

“ประยุทธ์” ถก 39 ผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ย.ป.โต้งานอืดเป็นเรือเกลือ หลังประกาศใช้ รธน. เล็งผุดคณะ กก.ยุทธศาสตร์ชุดเดียวคุมเบ็ดเสร็จ 3 ขา ทั้งแผนยุทธศาสตร์ชาติ-ปฏิรูป-ปรองดอง “ศุภชัย” อวยนานาชาติ-สื่อเทศมองไทยเป็นบวกแล้ว แต่ขาดการตีปี๊บ ด้าน “ธงทอง” รอยำใหญ่สารพัดผลการศึกษาปรองดอง อนุ กก.รับฟังจับเข่าคุยพรรค ภท. “อนุทิน” แนะเดินตามสากลโลก ยึดหลักยุติธรรมยุคเปลี่ยนผ่าน ดัน “นิรโทษกรรม-พักโทษ” 8 มี.ค.ถึงคิว พท.ร่วมแชร์ไอเดีย “สาธิต” เหน็บรัฐบาลตีโจทย์ให้แตก อย่ามัวทับถมตีตราประชาธิปไตยกับการเลือกตั้งไม่ดี “วิลาศ” แฉหน่วยงานรัฐ-องค์กรอิสระหมกเม็ดทำโปรแกรมปลอมบินดูงานผลาญงบฯ เที่ยว ชี้ “บรีสเตอร์ วิลเลจกับอิหร่าน” เป้าหมายยอดฮิต “ไก่อู” เผยนายกฯห่วงโลกโซเชียลขยายปมขัดแย้ง “เจ๊ยุ” ยันนับถือสื่ออาวุโสดุจญาติพี่น้อง

คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เดินหน้าเตรียมแผนงานการปฏิรูป เพื่อส่งไม้ต่อให้รัฐบาลหน้าล่าสุดมีแนวโน้มที่จะตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขึ้นเพียงชุดเดียว หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ เพื่อกำกับดูแลงาน 3 ส่วนสำคัญคือ แผนยุทธศาสตร์ชาติการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง

“ประยุทธ์” ถกผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ย.ป.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 6 มี.ค. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานประชุมหารือร่วมกับ รองนายกรัฐมนตรี และคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ 39 คน ในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เข้าร่วม อาทิ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังก์ถัด) ขาดเพียง 4-5 คนที่ติดภารกิจ ก่อนการประชุมนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการ ป.ย.ป. เปิดเผยว่า ถือเป็นการแนะนำตัวครั้งแรกของ คณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ และเพื่อชี้แจงแนวทางการทำงาน ป.ย.ป. พร้อมขอความคิดเห็นการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ ปฏิรูป และการปรองดอง เพื่อส่งมอบรัฐบาลหน้า

ยุบควบรวมบางคณะลดซ้ำซ้อน

เมื่อถามว่า สังคมมีข้อสงสัยถึงการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจำนวนมาก อาจทำให้เกิดความสับสนได้ นายสุวิทย์กล่าวว่า จะไม่เกิดความสับสน เพราะจะมีการจัดระบบคณะกรรมการ ป.ย.ป.ให้ชัดเจน หลังจากนั้นจะยุบรวมคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่เคยตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้ เพื่อไม่ให้ซับซ้อน และภายใน 1-2 สัปดาห์นี้จะมีประชุมเลขานุการคณะกรรมการย่อยทั้ง 4 คณะ เพื่อติดตามความคืบหน้าการทำงานก่อนจะประชุมคณะกรรมการ ป.ย.ป.ใหญ่วันที่ 24 เม.ย.

โวต่างชาติมองไทยดีขึ้นแต่ขาดตีปี๊บ

ต่อมาเวลา 12.30 น.นายสุวิทย์ แถลงผลการประชุม ป.ย.ป.ว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ได้ชี้แจงยุทธศาสตร์ชาติ การขับเคลื่อนการปฏิรูปหลังจากมีรัฐธรรมนูญว่าจะมี พ.ร.บ.ในส่วนยุทธศาสตร์ชาติและในส่วนการปฏิรูปอย่างไร นายกฯมองว่าผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 39 คน ไม่ได้มีหน้าที่เฉพาะให้คำปรึกษากับคณะกรรมการแต่ละชุดเท่านั้น จึงอยากให้จัดทำเวิร์กช็อปหารือร่วมกันระหว่าง ป.ย.ป.กับคณะผู้ทรงคุณวุฒิในองค์รวม ในการประชุมนายศุภชัย พานิชภักดิ์ ระบุว่า ดัชนีชี้วัดของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ ทั้งเรื่องธรรมาภิบาล นวัตกรรมอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น เป็นเรื่องที่เราต้องสื่อความให้ประชาชนทั่วไปรับทราบ ช่วงที่ผ่านมาหลายเรื่องคืบหน้า สื่อจากภายนอกมองภาพประเทศไทยเป็นบวกมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นพ้องต้องกันเรื่องคุณภาพคน ต้องร่วมดำเนินการหลายภาคส่วนโดยใช้แนวทางประชารัฐ และการขับเคลื่อนการปฏิรูปมีหลายเรื่องที่ดำเนินการไปแล้ว ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ขาดการสื่อความจะทำอย่างไรให้ประชาชนทราบในสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว

สั่งการบ้านดึง ปชช.มีส่วนร่วม

นายสุวิทย์กล่าวอีกว่า จุดที่เน้นมากในการประชุม คือทำอย่างไรให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ตนได้รับมอบหมายให้ประสานกับผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อดูว่าเราจะสร้างกลไกลงไปขับเคลื่อนเรื่องยุทธศาสตร์การปฏิรูป และการปรองดองในภาพรวม สร้างกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมเรื่องเหล่านี้อย่างไร โดยใช้กระบวนการประชารัฐ ที่ประชุมได้พูดถึงเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ โดยมีความเห็นหลากหลายว่าใน 7 มิตินั้น น้ำหนักความสำคัญด้านความมั่นคง ทรัพยากรมนุษย์ ขีดความสามารถ เรื่องความเหลื่อมล้ำ หัวใจสำคัญเห็นควรว่าจะต้องไปเน้นเรื่องคนเป็นพิเศษ จากนี้ผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องทั้ง 4 คณะ จะลงไปช่วยให้ข้อคิดเห็นและคำแนะนำตามคณะของตนเอง

ผุด กก.ยุทธศาสตร์คุมเบ็ดเสร็จ 3 ขา

นายสุวิทย์กล่าวอีกว่า ส่วนหลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้จะมีการออก พ.ร.บ. 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยแผนและขั้นตอนในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ แต่การตั้งคณะกรรมการอาจมี 1 ชุด หรือ 2 ชุด ต้องดูรัฐธรรมนูญเป็นกรอบก่อน ขณะนี้กำลังคุยกันอยู่ว่าจะมีแค่วงเดียวหรือไม่ แล้วค่อยมีย่อยเหมือนฝาครอบ แต่หนึ่งทางเลือกคือน่าจะมีคณะกรรมการชุดเดียวพอ แล้วข้างในมี 3 ขา คือขายุทธศาสตร์ ขาปฏิรูป ขาปรองดอง อาจตั้งชื่อง่ายๆว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ แต่ดู 3 เรื่อง ส่วนจะมีคณะกรรมการกี่คนยังต้องไปว่ากันต่อ

โต้ครหาปฏิรูปอืดเป็นเรือเกลือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุม นายกฯ กล่าวช่วงต้นการประชุมตอนหนึ่งว่า ขอบคุณที่ทุกคนอาสามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศครั้งสำคัญ หลายอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศมีความเป็นมายาวนาน ไม่ว่าจะเรื่องของวิธีการ ความขัดแย้ง ซึ่งยากที่จะแก้ไขได้ในทันทีในทุกเรื่องหรือยากที่จะให้เป็นไปตามที่เราต้องการในทุกเรื่อง ต้องสร้างการเรียนรู้ ความเข้าใจ เพื่อประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน อย่างที่คาดหวังไว้ ซึ่งความมั่นคงไม่ใช่แค่เรื่องของทหาร ตำรวจ เท่านั้น ยังรวมถึงความั่นคงทางเศรษฐกิจ ได้รับผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมในทุกชนชั้น ในรูปแบบการค้าเสรี ไม่ใช่แบบสังคมนิยมประชาธิปไตย และการประชุมครั้งนี้ไม่ได้ช้าเกินไปอย่างที่บางคนตั้งข้อสงสัย ยังเป็นไปตามโรดแม็ปเดิมปี 60 ปีแห่งการปฏิรูป แม้จะอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งและความสับสนอลหม่านก็ตาม รวมถึงเปิดรับฟังความเห็นไม่ว่าจะเห็นตรงกันหรือไม่ตรงกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุมนายกฯ ได้ร่วมถ่ายภาพหมู่ร่วมกับคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด บอกให้รอฟังการแถลงผลการหารือจากเลขานุการ ป.ย.ป.จากนั้น ได้เดินกลับขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน เชิงยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งที่ 3/2560 ในบ่ายวันเดียวกัน

“ศุภชัย” ชักธงเชียร์ รบ.ทำสำเร็จแน่

เมื่อเวลา 12.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ อังก์ถัด (UNCTAD) ในฐานะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ ใน ป.ย.ป. ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิใน ป.ย.ป.ว่าเหตุผลที่ตัดสินใจตอบรับเป็นผู้ทรงคุณวุฒิใน ป.ย.ป. เพราะเชื่อว่าประเทศไทยต้องมียุทธศาสตร์ระยะยาว สิ่งที่รัฐบาลทำเป็นสิ่งที่ถูกต้องในการประสานยุทธศาสตร์ชาติกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ ทั้งระดับภูมิภาคและจังหวัด ที่สำคัญทุกภาคส่วนของประเทศต้องช่วยกันทำ ต้องให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ต้องช่วยกันเหมือนที่นายกฯ บอกไว้ ส่วนรายละเอียดจะได้หารือในการประชุมครั้งต่อไป เมื่อถามว่า มั่นใจว่าสิ่งที่รัฐบาลทำจะสำเร็จใช่หรือไม่ นายศุภชัยกล่าวว่า “สำเร็จ ต้องไปได้แน่นอน ไม่มีไม่ได้”

“ธงทอง” รอยำผลศึกษาปรองดอง

ด้านนายธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ใน ป.ย.ป. กล่าวว่า การประชุมวันนี้ได้ข้อมูลการดำเนินการในภาพรวมที่จะเชื่อมโยงการทำงานในด้านต่างๆ ทั้งเรื่องปฏิรูปประเทศ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ และการสร้างความปรองดอง โดยเฉพาะเรื่องปรองดองที่ตนเกี่ยวข้องนั้น ได้หารือกับ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ และนายอัชพร จารุจินดา ซึ่งเป็นที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ว่ามีการศึกษาเรื่องการสร้างความปรองดองมาหลายคณะ จึงจะนำข้อสรุปเหล่านั้นมาพิจารณา และคงจะให้ความเห็นเรื่องการปรองดองเมื่อได้เห็นภาพรวมทั้งหมดแล้ว คาดว่าใช้เวลาไม่นานเพราะรู้ดีว่าเป็นภารกิจเร่งด่วน

เร่งคลอด ก.ม.ยุทธศาสตร์–ปฏิรูป

ขณะที่ พล.อ.เอกชัย กล่าวว่า การประชุมในวันนี้เป็นการพูดคุยหารือถึงแนวทาง 5 ปีนับจากนี้จะเกิดภาพอะไรบ้าง ในที่ประชุมนายกฯเน้นย้ำให้คณะทำงานแต่ละด้านทำงานให้เชื่อมโยงบูรณาการกัน ขอให้ลงพื้นที่รับฟังข้อเสนอแนะเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม ขณะเดียวกันผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านได้เสนอความคิดเห็นหลากหลาย เช่น เน้นย้ำให้พัฒนาด้านการศึกษา เสนอให้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์มีศักยภาพ ทัดเทียมประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ นอกจากนี้ในอนาคตจะมีการออกกฎหมาย 2 ฉบับเพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานคือ กฎหมายเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูป

กอ.รมน.ระดมดึงชาวบ้านร่วมวง

พ.อ.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษก กอ.รมน.กล่าวถึงความคืบหน้าการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในพื้นที่จังหวัดต่างๆทั่วประเทศว่า ขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดและ ผอ.รมน.จังหวัด ได้จัดตั้งคณะทำงานรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองจังหวัดเรียบร้อยแล้ว 39 จังหวัด ส่วนที่เหลืออีก 37 จังหวัดอยู่ระหว่างการประสานงานกับผู้ให้ความคิดเห็น คาดว่าจะรับฟังความคิดเห็นได้ครบทุก 76 จังหวัดภายในสัปดาห์นี้ ส่วนจังหวัดที่รับฟังความคิดเห็นไปแล้ว เช่น เชียงใหม่ อุบลราชธานี เชียงราย ตาก น่าน ลำปาง อุทัยธานี เพชรบูรณ์ มีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมเป็นอย่างดี กอ.รมน.จะรวบรวมข้อมูลนำเสนอให้คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองทราบต่อไป กอ.รมน.จึงขอเชิญชวนประชาชนทุกภาคส่วนในพื้นที่เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น สามารถติดต่อกับ กอ.รมน.จังหวัดในพื้นที่ได้โดยตรง

“อนุทิน” ชงนิรโทษกรรม–พักโทษ

อีกด้าน เมื่อเวลา 13.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหมในฐานะประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในชุดคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ได้เชิญพรรคภราดรภาพและพรรคภูมิใจไทย เข้าเสนอข้อคิดเห็นในแนวทางสร้างความปรองดอง 10 ประเด็น พรรคภูมิใจไทยนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรค นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รองหัวหน้าพรรค นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรค เข้าเสนอแนวทางปรองดอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เบื้องต้นพรรคภูมิใจไทยได้เสนอยึดแนวทางตามหลักสากลโลก ที่เคยดำเนินการมา โดยเฉพาะ “หลักความยุติธรรมยุคเปลี่ยนผ่าน” อาทิ การพูดคุยทำความเข้าใจ เยียวยาผู้เสียหาย พิสูจน์ความจริง รวมทั้งคดีที่อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนและอัยการอาจจะสั่งไม่ฟ้องหรือสั่งถอนฟ้อง รวมถึงคดีที่ตัดสินไปแล้วอาจจะให้นิรโทษกรรมหรือยกเว้นโทษ เชื่อว่าแนวทางนี้จะทำให้บ้านเมืองเกิดความปรองดองได้อย่างแท้จริง

ภท.ปฏิเสธก๊อบปี้แนวทาง พท.

นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยโต้ตอบกรณีที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ เยาะเย้ยข้อเสนอแนวทางปรองดองของพรรคภูมิใจไทยว่าลอกของพรรคเพื่อไทยเสนอเรื่องนิรโทษกรรมว่า ล้วนแต่เป็นความเท็จใส่ร้ายป้ายสี ข้อเท็จจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นนายอนุทิน หัวหน้าพรรคหรือคนใดคนหนึ่งในพรรคภูมิใจไทยไม่เคยพูดถึงเรื่องการออกกฎหมายนิรโทษกรรม อยากฝากไปถึงผู้ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ ให้ช่วยสั่งสอนนายวัชระให้รู้จักสัมมาคารวะว่าอะไรควรและไม่ควร

8 มี.ค.ถึงคิวเพื่อไทยแชร์ไอเดีย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับวันที่ 7 มี.ค.คณะอนุกรรมการฯจะเชิญพรรคพลังพลเมือง พรรคพลังประเทศไทย พรรคประชาสันติ และพรรคสังคมประชาธิปไตย ส่วนวันที่ 8 มี.ค.ช่วงเช้าเชิญพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมหารือ จากนั้น พล.ต.คงชีพ ตันตระวานิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง จะแถลงรายละเอียดภาพรวมการหารือทั้งหมด

“สาธิต” เหน็บตีโจทย์ผิดเสียเวลาเปล่า

ด้านนายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงภาพรวมการปฏิรูปประเทศของรัฐบาลว่า เวลาตามโรดแม็ปรัฐบาลเหลืออีกปีกว่า ต้องวางโจทย์การปฏิรูปให้ชัดว่าเรื่องใดพอจะทำสำเร็จ การปฏิรูปการศึกษา การพัฒนาคน จะใช้เวลาสั้นๆไม่ได้ ปัญหาคอร์รัปชัน ท้องถิ่น ระบบราชการ น่าจะทำได้ทัน พอตั้งหลักถูกแล้วเดินหน้า ถ้าตั้งหลักและโจทย์ผิดจะเสียเวลาเปล่า ในอนาคตต้องดึงทุกฝ่ายเข้ามาร่วม ไม่ใช่แค่คนที่ถูกแต่งตั้งจาก ป.ย.ป.หรือคนฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น ไม่เช่นนั้นจะเหมือนปฏิรูปเพื่อยื้อหรือเพื่ออย่างอื่นหรือไม่ ขอให้คิดถึงประเทศแท้จริง ไม่ใช่เพื่ออยู่ต่อหรือเหตุผลแฝงอื่น รัฐบาลต้องรับฟังทุกฝ่ายด้วยหัวจิตหัวใจของประชาธิปไตย โดยเฉพาะคำพูดของนายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการสาธารณะ ไม่ใช่รัฐบาลไปตอบโต้ ด่าทอ แล้วไม่ยอมอธิบายข้อเท็จจริงว่าเรื่องไหนผิดหรือถูก หากไม่ฟังเท่ากับจะปฏิรูปเพื่อตนเอง ไม่ใช่เพื่อประเทศ ฝากไปถึงรัฐบาลต้องให้ความรู้ประชาชนเรื่องจุดแข็งจุดอ่อนของประชาธิปไตยไม่ใช่พูดในทำนองตีโจทย์ผิดทับถมประชาธิปไตยกับการเลือกตั้งไม่ดี

“องอาจ” ติงอย่าด่วนสรุปล่มปากอ่าว

ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลังร่างรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ ถ้ามีตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ เป็นองค์กรใหม่ขึ้นมาจริง รัฐบาลต้องพยายามสรรหาบุคคลที่ทุกฝ่ายยอมรับความสามารถเท่าที่จะทำได้เข้ามา จะดึงจากแค่คนใน ป.ย.ป.หรือไม่ก็ไม่สำคัญเท่าได้คนมีความรู้และมีเวลาเสียสละพอ ถ้าการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญไม่เกิดผล จะสูญเสียเวลาเปล่า เพราะรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติประชาชน กำหนดเรื่องการปฏิรูปประเทศเอาไว้ ส่วนกรณีนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกฯและแกนนำพรรคเพื่อไทย บอกรัฐบาลตั้งเป้าการปรองดองไม่ชัดนั้น การปรองดองที่ริเริ่มโดย คสช.ไม่ควรด่วนสรุปว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว เพราะเพิ่งเป็นจุดเริ่มต้นระดมความเห็นจากทุกฝ่าย ยังไม่ขอฟันธงไปในทางใด รอให้รัฐบาลนำความเห็นไปสังเคราะห์จนเห็นเค้าโครงหน้าตารูปแบบแนวทางไปสู่การปรองดองก่อน

กมธ.ตั้งคณะทำงานตีทะเบียนสื่อ

ที่รัฐสภา พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แถลงความคืบหน้าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนว่า ในส่วนบทเฉพาะกาลจะตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด 12 คน อาทิ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายกสมาคมสมาพันธ์วิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ ประธานสภาหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประธานมูลนิธิเพื่อ

ผู้บริโภค ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีปลัดสำนักนายกฯเป็นเลขานุการ มีหน้าที่รับจดแจ้งขึ้นทะเบียนสื่อมวลชน และร่างข้อบังคับ กฎระเบียบ ทำหน้าที่คล้ายกับคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนไปพลางก่อน แต่ไม่มีหน้าที่เรื่องการเพิกถอนใบอนุญาต คณะทำงานชุดดังกล่าวมีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี และไม่สามารถไปดำรง ตำแหน่งเป็นคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนได้ ภายใน 2 ปีแรก เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน

ให้โควตาสื่อภูมิภาคนั่ง กก.วิชาชีพ

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธาน กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชน กล่าวว่า สัดส่วนตัวแทนสื่อที่อยู่ในคณะทำงาน และคณะกรรมการวิชาชีพสื่อมวลชน จะให้ความสำคัญกับสื่อภูมิภาคเข้ามาร่วมด้วย ที่ผ่านมาสื่อภูมิภาคน้อยใจว่า ไม่ได้รับการเหลียวแล ไม่มีส่วนร่วม จึงกำหนดแนวทางเบื้องต้นว่า ควรมีโควตาสื่อภูมิภาคในคณะทำงาน 1 คน และคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชน 2 คน ขึ้นอยู่กับคณะทำงานจะกำหนดในรายละเอียด

“วิลาศ” แฉอ้างดูงาน–ผลาญงบฯเที่ยว

วันเดียวกัน นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ กล่าวว่า หลังจากตนเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. เอาจริงกับการใช้งบประมาณแผ่นดินในการเดินทางไปดูงานต่างประเทศขององค์กรอิสระที่จัดหลักสูตรอบรมต่างๆว่า วิธีการหลักๆมี 2 ประเภทคือ 1.การจัดอบรมหลักสูตรของแต่ละองค์กรและมีการเดินทางไปดูงาน โดยองค์กรอิสระจะเชิญตัวแทนของหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบเข้าร่วมด้วย เพื่อจะอ้างได้ว่ามีคนขององค์กรนี้อยู่ด้วย รวมถึงกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ เพื่อให้มีการอนุมัติงบฯให้ และตัวแทนการบินไทยเพื่อจะช่วยประสานให้เพื่อขอเพิ่มน้ำหนักของระวางสิ่งของที่กลับจากต่างประเทศ 2.การเดินทางไปศึกษาดูงานของกรรมการในองค์กรอิสระนั้นๆเอง โดยมีเจ้าหน้าที่คนสนิทติดตามไปทั้งคณะไม่เกิน 12 คน เช่น ที่มาชูปิกชูในชิลีซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมโลกชาวอินคาที่มีองค์กรหนึ่งจัดไปราว 10 คน ใช้งบฯราชการเฉลี่ยหัวละล้านเศษ หรือปลายปีที่ผ่านมาที่จัดไปศึกษาดูงานมหาวิทยาลัยที่ไอร์แลนด์ เวลล์และอังกฤษ โดยไปดูงานที่บรีสเตอร์ วิลเลจ ซึ่งเป็นศูนย์ช็อปปิ้งสินค้าเอาต์เลทใหญ่สุดของอังกฤษ และประเทศที่ทุกองค์กรอยากไปขณะนี้คือ อิหร่าน ที่เพิ่งเปิดประเทศและไปยาก

บี้ “บิ๊กตู่” เอาจริงไม่ใช่แค่สร้างภาพ

นายวิลาศกล่าวอีกว่า จะมีตัวแทนบริษัทท่องเที่ยวประจำแต่ละองค์กรอิสระที่เป็นเจ้าประจำ จะทำโปรแกรมให้ตามที่ต้องการ และจะมีโปรแกรม 2 ชุดคือ ชุดแรกเป็นโปรแกรมเปิดเผยทำไว้เพื่อใช้เบิกงบฯว่าทำถูกต้องตามระเบียบ ตามนโยบายรัฐ แต่พอขึ้นเครื่องเดินทางแล้ว จะมีโปรแกรมชุดที่สองแจ้งให้ทราบว่าจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง เพื่อให้เตรียมเงินไว้ช็อปปิ้งถูก ขอถามศาลรัฐธรรมนูญที่เปิดหลักสูตร นธป.ในปี 2560 เป็นองค์กรแรกขององค์กรอิสระว่า ปกติการให้ใครเข้าเรียนจะเปิดเผยชื่อ นามสกุล องค์กรต้นสังกัด แต่ปีนี้ทำไมปกปิดไม่เปิดเผย กลัวถูกตรวจสอบใช่หรือไม่ ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เอาจริงกับการเดินทางไปศึกษาดูงาน ต่างประเทศของหน่วยงานราชการและองค์กรอิสระ ที่ขัดคำสั่งวันที่ 3 มี.ค.59 แม้จะมีการทำรายงานส่งหลังไปดูงาน แต่ไม่รู้ว่าส่งใคร หน่วยงานไหน มีมาตรฐานการตรวจสอบหรือไม่ คงไม่ใช่แค่สร้างภาพออกคำสั่ง

“พรเพชร” พร้อมปิดช่องหลักสูตรพิเศษ

ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงเสียงวิจารณ์ความเหมาะสมการเดินทางไปดูงานต่างประเทศของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรอิสระว่ายืนยันในส่วน สนช.ไม่มีการเดินทางดูงานต่างประเทศ มีแต่การไปประชุมและไปเยือนประเทศอื่น ลักษณะต่างตอบแทน เพื่อทำความสัมพันธ์อันดี และทำความเข้าใจเรื่องสภา เช่น การประชุมระดับอาเซียน เอเชียแปซิฟิก และระดับโลก ไม่มีปัญหาหรือถูกตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หากมีการเสนอปรับแก้ไขกฎหมายเพื่อปิดช่อง ไม่ให้องค์กรอิสระจัดหลักสูตรพิเศษนำเงินงบประมาณไปดูงานในต่างประเทศ สนช.พร้อมพิจารณาตามหลักการ ให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศ ส่วนการถอดถอนนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กรณีการคืนหนังสือเดินทางให้แก่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมิชอบว่า หากรัฐธรรมนูญประกาศบังคับใช้ในระหว่างนี้ จะทำให้ขั้นตอนการพิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องยุติลงทันที

“เรืองไกร” ยื่นสอบ “บิ๊กตู่” ไม่ปลด 2 รมต.

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.ให้ดำเนินการตรวจสอบการกระทำของนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ กรณีการกระทำเข้าข่ายความผิดมาตรา 123/1 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต และมาตรา 4 พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 ที่ระบุห้ามรัฐมนตรีเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนหรือห้ามเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท โดยนายเรืองไกรกล่าวว่า จากการตรวจสอบหลักฐานที่รัฐมนตรีทั้ง 2 คนยื่นต่อ ป.ป.ช.พบว่า มีการทำสัญญาลงทุนทำธุรกิจที่ดินที่เขาใหญ่ เพื่อแบ่งผลกำไร นายอุตตมลงทุน 5 ล้านบาท และนายสนธิรัตน์ลงทุน 20 ล้านบาท จากเงินลงทุนของหุ้นส่วนทั้งหมด 100 ล้านบาท เป็นการลงทุนเพื่อแบ่งกำไรเข้าลักษณะการเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ อาจฝ่าฝืนกฎหมายเรื่อง พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 มาตรา 4 หรือไม่ สมควรที่ทั้ง 2 คนจะลาออกจากตำแหน่ง หรือนายกฯต้องปรับออกจากตำแหน่งทันที และยังยื่นให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เนื่องจากเคยยื่นร้องเรียนให้ พล.อ.ประยุทธ์พิจารณาปรับรัฐมนตรีทั้ง 2 คนออกจากตำแหน่ง แต่ไม่มีการตรวจสอบหรือดำเนินการปรับออกจากตำแหน่ง

ร้องผู้ตรวจการฯสอบ ครม.ยกคณะ

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ นำโดยนางบุษยมาส รักสยาม เข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนายทิฆัมพร ยะลา เจ้าหน้าที่สอบสวนผู้ชำนาญการสำนักตรวจสอบเรื่องร้องเรียน สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี นายกฯ รมว.พลังงาน ว่ากระทำผิดระเบียบสำนักนายกฯว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง 2551 หรือไม่ จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี ได้ประกาศว่ามีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติเสร็จสิ้นแล้ว แต่กลับไม่มีเปิดเผยว่าแก้ไขอะไรบ้าง ทั้งที่ควรจะเปิดเผยให้ประชาชนรับรู้ จึงถือว่านายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ไม่โปร่งใส ส่วน รมว.พลังงาน ปกปิดข้อมูลของร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมและร่าง พ.ร.บ.ภาษีปิโตรเลียมฉบับแก้ไขไม่มีการเผยแพร่ให้กับสาธารณชนได้รับทราบว่าร่างฉบับดังกล่าวมีผลประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร

“บิ๊กป้อม” ตื๊อลุ้นสุดตัวซื้อเรือดำน้ำ

ที่อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวหลังตรวจเยี่ยมกองซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์กองทัพเรือ ถึงความก้าวหน้างานวิจัยและพัฒนาเพื่อพึ่งพาตนเองว่า กองทัพเรือได้พัฒนาสามารถสร้างเรือรบหลวงกระบี่ขนาดกว่า 1,900 ตัน เครื่องบินลาดตระเวนทางน้ำและเครื่องบินไร้คนขับ ถือว่าเป็นการปฏิรูปยุทโธปกรณ์ของกองทัพในอีก 20 ปีข้างหน้า ส่วนการสร้างอู่ซ่อมเรือดำน้ำยังไม่มีอะไรคืบหน้าแต่เรามีความพร้อมเพียงแต่ยังไม่มีโอกาสได้ซื้อ เพราะติดข้อท้วงติงหลายเรื่อง เช่น ทะเลไทยตื้น แต่ยืนยันว่าเรือดำน้ำใช้ได้ทางด้านทะเลอันดามัน มาถูกโจมตีจนไม่ได้ซื้อเสียที ตนจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพเรือได้เตรียมพื้นที่ 40.78 ไร่ สร้างโรงซ่อมเรือดำน้ำขนาด 50×100×25 เมตร เพื่อรองรับเรือดำน้ำรุ่น Yuan Class S 26 T จากประเทศจีนโดยทำแผนขออนุมัติงบประมาณก่อสร้างจาก ครม.แล้ว

ม.44 ตั้ง ปธ.ป.ป.ท.เป็นเลขาฯ คตช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 2/2560 เรื่อง เปลี่ยนแปลงคณะกรรมการตามองค์ประกอบคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ให้การดำเนินงานของคณะกรรมการ คตช.เป็นไปด้วยความเรียบร้อย หัวหน้า คสช.มีคำสั่งให้ เปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ คตช. จากเดิมที่ประธานกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เป็นกรรมการและเลขานุการ คตช. ซึ่งมีคำสั่ง คสช.ยุบ คตร.ไปก่อนหน้านี้ จึงเปลี่ยนให้ นายกิตติ ลิ้มชัยกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นกรรมการ และเลขานุการ คตช. ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค.2559 เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 28 ก.พ. 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.

โหร คมช.ชี้ดวง “บิ๊กตู่” ยังเอาอยู่

วันเดียวกัน นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหรชื่อดัง เจ้าของฉายาโหร คมช.กล่าวถึงสถานการณ์บ้านเมือง หลังรัฐบาลเจอปัญหารุมเร้าว่า การทำงานย่อมมีอุปสรรคเป็นปกติ ยิ่งทำงานให้ชาติบ้านเมืองย่อมมีปัญหาอยู่แล้ว ทุกคนนานาจิตตังหลากหลายความคิด เป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดนี้ที่จะมาทำงานให้ชาติบ้านเมือง โดยแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้นได้อยู่แล้ว ไม่มีปัญหาอย่างที่พวกเราเกรงกัน โรดแม็ปยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตราบใดที่ชาติบ้านเมืองเราสงบ ทุกอย่างเป็นตามนั้น เมื่อถึงเวลาก็เป็นไปตามที่รัฐบาลกำหนด ส่วนดวง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.นั้น ทราบว่าเดือน มี.ค.เป็นเดือนเกิดของท่าน อายุครบ 63 ปี ดูตามเกณฑ์ไม่มีอะไร ทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ ไม่มีอะไรน่ากังวลหรือน่าห่วง ส่วนโรดแม็ปการเลือกตั้งก็เป็นไปตามเวลาที่ท่านกำหนดไว้ จริงๆแล้วเวลานี้เป็นหน้าที่ของท่านลงมาทำหน้าที่ให้ชาติบ้านเมือง และเดินลงมาเมื่อถึงเวลา

เผยนายกฯห่วงขยายปมขัดแย้ง “เจ๊ยุ”

ส่วนความคืบหน้าอาการป่วยของนางยุวดี ธัญญสิริ หรือ “เจ๊ยุ” อดีตผู้สื่อข่าวอาวุโสประจำทำเนียบรัฐบาล ที่ถ่ายเป็นเลือดจนมีอาการช็อกต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้านั้น เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ได้แสดงความเป็นห่วง อาการป่วยของนางยุวดี ธัญญสิริ หรือ “เจ๊ยุ” และให้กำลังใจโดยมอบหมายให้ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกฯ ส่งกระเช้าดอกไม้ไปเยี่ยม ทั้งนี้ นายกฯไม่ต้องการให้สังคมมองภาพระหว่างนายกฯกับนางยุวดีว่าทำงานร่วมกันอย่างไม่ราบรื่น อย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย ข้อเท็จจริงนายกฯรับราชการทหาร มีระบบอาวุโส รุ่นพี่ รุ่นน้อง และให้ความนับถือนางยุวดีเหมือนญาติพี่น้องเช่นกัน จึงอยากให้ทุกฝ่ายอย่ามองเรื่องนี้เป็นประเด็นความขัดแย้ง หรือเพิ่มความแตกแยกในสังคม

นักการเมือง–สื่อแห่ให้กำลังใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ตลอดทั้งวัน ยังคงมีสื่อมวลชนและนักการเมืองเดินทางไปเยี่ยมนางยุวดี ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าอย่างต่อเนื่อง อาทิ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ และนายนิกร จำนง แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมกันนี้นายปราเมศร์ เหล็กเพชร นายกฯสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พร้อมคณะได้เดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจนางยุวดี โดยนำสมุดที่สื่อมวลชนได้ร่วมลงชื่อให้กำลังใจในงานมอบรางวัลข่าวยอดเยี่ยมและภาพข่าวยอดเยี่ยมที่สมาคมจัดขึ้น และเงินกองทุนเพื่อเพื่อนของสมาคมมามอบให้ด้วย โดยมี พล.อ.ศิริชัย ธัญญสิริ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม สามีนางยุวดีและครอบครัวคอยให้การต้อนรับ

“ประยุทธ์” ถก 39 ผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ย.ป.โต้งานอืดเป็นเรือเกลือ หลังประกาศใช้ รธน. เล็งผุดคณะ กก.ยุทธศาสตร์ชุดเดียวคุมเบ็ดเสร็จ 3 ขา ทั้งแผนยุทธศาสตร์ชาติ-ปฏิรูป-ปรองดอง ... 7 มี.ค. 2560 04:43 7 มี.ค. 2560 07:03 ไทยรัฐ