วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สั่งสละสมณเพศ กดดันมส. จัดการ 'ธัมมชโย' ผอ.พศ.แจงกระบวนการสึก

ผอ.พศ.บอกถอดสมณศักดิ์กับสึกคนละเรื่อง ขณะที่เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีระบุ ถอดสมณศักดิ์แล้ว แต่ยังถือว่า ธัมมชโยเป็นพระ ส่วนการเรียกร้องให้ดำเนินการตามกฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ 21 (พ.ศ. 2538) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศนั้น ยังไม่ทราบและยังไม่ขอตอบ “ไพบูลย์” จี้ใช้กฎ มส.ฉบับ 21 ปี 38 สั่งสละสมณเพศ หากวินิจฉัยแล้วต้องสึกภายใน 3 วัน ด้าน ผบ.ตร.ลั่นมีนัย ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่มีวันเลิกรา หลังร่วมถกดีเอสไอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องล่าพระธัมมชโยยัน ม.44 เป็นตัวช่วยที่ดี จะมาให้ยกเลิกสิ่งที่ถูกต้องคงไม่ได้ ขณะเดียวกัน ดีเอสไอเจอสาวกต้านขณะเข้าค้นโซนดีต่อเนื่องโซนเอ พบขุดคูร่องน้ำใช้ถังน้ำมัน 200 ลิตรทำบังเกอร์ ชักสงสัยมีอะไรในนั้น

กรณีรัฐบาลใช้ ม.44 ประกาศให้วัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เป็นพื้นที่ควบคุม พร้อมส่งกำลังตำรวจ ทหาร มีดีเอสไอเป็นแกนหลักเข้าตรวจค้นจับกุมพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาสบคบและร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร แต่ยังไม่พบตัว ขณะเดียวกัน วัดพระธรรมกายและศิษยานุศิษย์เรียกร้องขอให้เจ้าหน้าที่เปิดเส้นทางเข้าออกรอบบริเวณวัด รวมทั้งยกเลิก ม.44 เนื่องจากได้รับความเดือดร้อน กระทั่งมีผู้เสียชีวิตในประเด็นที่เกี่ยวโยงกันแล้ว 2 ศพ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันไม่ยกเลิกจนกว่าจะได้ตัวพระธัมมชโย ที่เชื่อว่ายังหลบซ่อนอยู่ในวัด พร้อมเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีทั้งพระและฆราวาส อาทิ พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผอ.ฝ่ายสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย ที่ถูกแจ้งจับในข้อหายุยงปลุกปั่น รวมทั้งให้บุคคลมารายงานตัวเพื่อให้ข้อมูลอีกหลายราย แม้แต่ ป้าเช็ง-น.ส.ศรวรรณ ศิริสุนทรินทร์ ที่ให้ผู้ชุมนุมใช้โกดังเก็บน้ำหมักมาใช้ชุมนุมก็ไม่เว้น ล่าสุด เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องมีพระบรมราชโองการถอดถอน พระเทพญาณมหามุนี (พระไชยบูลย์ สุทธิผล) ออกจากสมณศักดิ์ ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ดีเอสไอ–ตร.หารือที่ ตชด.ภาค 1

หลังรัฐบาลใช้ ม.44 ประกาศให้วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมล่วงเข้ามาเป็นวันที่ 19 เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 6 มี.ค. ที่ บก.ตชด.ภ.1 พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.ภ.1 เดินทางมาประชุมประเมินสถานการณ์ และการวางแนวทางปฏิบัติการตรวจค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อติดตามจับกุมพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เจ้าหน้าที่ทหาร กรมการปกครอง และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) คาดว่า ในที่ประชุมจะมีการหารือถึงการปฏิบัติการตรวจค้นวัดพระธรรมกาย บริเวณใกล้เคียงพื้นที่โซนเอ ซึ่งเป็นพื้นที่วัด 196 ไร่ พื้นที่สำคัญที่ดีเอสไอยังเชื่อว่าพระธัมมชโยหลบซ่อนอยู่

จักรทิพย์ร่วมถกด้วย

ต่อมาเวลา 10.30 น. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เดินทางมาร่วมประชุมประเมินสถานการณ์และปฏิบัติการตรวจค้นวัดพระธรรมกาย โดยกล่าวก่อนเข้าร่วมประชุมว่า กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ขณะนี้มีความพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานของดีเอสไออยู่แล้ว เพื่อปฏิบัติการเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกาย และยังไม่มีความจำเป็นจะต้องเพิ่มกำลังแต่อย่างใด ส่วนในช่วงบ่ายวันนี้ การปฏิบัติการจะมีความชัดเจนเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น กำลังจะขึ้นไปหารือในที่ประชุม

ยัน ม.44 เป็นตัวช่วยที่ดีในทุกคดี

พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีพระธัมมชโยถูกถอดสมณศักดิ์ เป็นขั้นตอนที่ต้องทยอยทำ และเชื่อว่าจะทำให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ง่ายขึ้น ส่วนประเด็นเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้กฎหมายมาตรา 44 นั้น มองว่ามาตรา 44 เป็นตัวช่วยที่ดี ในทุกคดีทุกเรื่องที่ผ่านมา รัฐบาลใช้มาตรา 44 แก้ปัญหา อีกทั้งเชื่อว่าจะต้องถูกนำมาใช้อีกเยอะในการบริหารงานของรัฐบาล ดังนั้นเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดแล้ว จะมาให้ยกเลิกสิ่งที่ถูกต้องได้อย่างไร ทั้งนี้ ตนว่าพวกที่เรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 44 เกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย ต้องกลับไปทบทวน กลับไปคิด และไตร่ตรองดูว่ารัฐบาลทำในสิ่งที่ถูกต้อง และไม่ใช่ในสิ่งที่ผิด และจะไปให้ยกเลิกได้อย่างไร ดังนั้น ต้องไปดูว่าใครผิด อย่างไรก็ตาม มาตรา 44 ยังสามารถแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วและดีขึ้นด้วย

เปรียบงานเลี้ยงต้องมีวันเลิก

“กรณีที่นักสิทธิมนุษยชนมองว่ารัฐบาลใช้กฎหมายเกินขอบเขต พวกเขามีความคิดอย่างไร มีความคิดเหมือนพวกเราหรือไม่ ถ้ามีความคิดเหมือนพวกเราก็ดี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็ดี เอ็นจีโอก็ดี บางครั้งบางเรื่องต้องมีความเป็นกลางบ้าง ส่วนพระธัมมชโยจะอยู่ในวัดหรือไม่ ไม่รู้ แต่เรื่องพวกนี้มันควรจะจบได้แล้ว ไม่ได้อยากมีปัญหากับศิษยานุศิษย์และสาวกของวัดพระธรรมกาย แต่อยากให้ดูว่าอะไรผิดอะไรถูก ทั้งนี้ สรุปว่างานเลี้ยงต้องมีวันเลิกลา ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่มีวันเลิกรา” พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าว

สิ่งที่ธัมมชโยทำนำมาจากไต้หวัน

พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวต่อว่า กรณีตรวจพบพระสงฆ์มีเงินในบัญชีมากกว่า 10 ล้านบาท ดีเอสไอเช็กดูหมดแล้ว พระสงฆ์อะไรจะมีเงินเยอะขนาดนั้น ส่วนกรณีพบความผิดปกติเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองภาคอีสานหรือไม่นั้น เขามีเครือข่ายเยอะ ในอดีตหลวงปู่สดก็ไม่ได้สอนวิถีชีวิตอย่างนี้ ต้องไปถามพระสงฆ์ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพระธัมมชโย หรือก่อนหน้านั้นสัก 10 ปี ว่าแนวคิดเป็นอย่างไร ไม่ได้ตำหนิติเตียนอะไร ว่าบิดเบือนหรืออะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่พระธัมมชโยทำนำมาจากไต้หวัน โมเดลเป็นอย่างนั้น ตนไม่ได้เก่งเรื่องพระเรื่องเจ้า แต่ต้องไปถามพวกพระสงฆ์ที่รุ่นราวคราวเดียวกับพระธัมมชโย หรืออายุมากกว่าท่านว่าเขาคิดยังไง ไม่มีใครรู้ดีกว่าในคณะสงฆ์หรอก แล้วจะหูตาสว่าง

ยังไม่มีใครร้องทุกข์เรื่องเงิน 10 ล.

ส่วนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า เรื่องการเข้าจับกุมผู้ต้องหา ผบ.ตร.เป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนตนรับผิดชอบเรื่องสำนวนการสอบสวน กรณีบุคคลที่ถูกเรียกให้มาพบเจ้าพนักงานแล้วไม่มาพบ ถ้าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ต้องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษมาร้องทุกข์ก่อน จากนั้นจะได้ดำเนินการตาม ป.วิอาญา เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างจะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบ ตามกบิลบ้านกบิลเมือง ใครที่คิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องใด ให้มาร้องทุกข์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำหรับกรณีเงิน 10 ล้านบาท ที่ตรวจพบว่ามีการโอนให้พระบางรูปนั้น ประเด็นนี้ ตามคำสั่งที่ 5/60 เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ อีกทั้งเรื่องนี้ยังไม่มีใครเข้ามาร้องทุกข์กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เข้มพระวัดพระธรรมกายบิณฑบาต

ส่วนบรรยากาศบริเวณตลาดกลางคลองหลวง ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ตั้งแต่เวลา 06.00 น. มีศิษย์วัดพระธรรมกายเดินทางมาใส่บาตรให้พระสงฆ์วัดพระธรรมกายที่เดินเท้ามาบิณฑบาตเหมือนทุกวัน ส่วนทางเข้าตลาดบริเวณทางขึ้นจากทางลอดใต้สะพานคลองแอน มีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอคอยตรวจสอบใบสุทธิ และถ่ายรูปหน้าตรงของพระสงฆ์ทุกรูปเพื่อตรวจสอบว่าเป็นพระสงฆ์จากวัดพระธรรมกายหรือไม่ หากตรวจพบว่าไม่ใช่พระสงฆ์จากวัดพระธรรมกายก็จะไม่อนุญาตให้กลับเข้าไปในวัด แต่จะอนุญาตให้เดินบิณฑบาตได้ตามปกติ ทั้งนี้บรรยากาศทั่วไปยังคงมีตำรวจ ทหารตรึงกำลังดูแลบริเวณโดยรอบตลาดเพื่อไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปด้านในได้ โดยเจ้าหน้าที่จะมีการตรวจค้นกระเป๋า สิ่งของและสัมภาระต่างๆ ที่จะนำเข้ามาภายในบริเวณตลาดเพื่อความปลอดภัย

พระปลัดเสกสรรค์ตั้งโต๊ะแถลง

จากนั้นเวลา 09.00 น. ที่ตลาดกลางคลองหลวง พระปลัดเสกสรร อัตตทโน พระลูกวัดวัดพระธรรมกาย แกนนำศิษยานุศิษย์ที่ตลาดกลางคลองหลวง ตั้งโต๊ะแถลงข่าวว่า วันนี้มีลูกศิษย์นำข้าวของมาถวายเพื่อที่จะมอบให้แก่คนในวัดพระธรรมกาย โดยในช่วงเช้าวันนี้เป็นกิจกรรมสบายๆ เป็นเรื่องของการเปิดโรงทานและข้าวสารอาหารแห้งบ้าง เยอะแยะมากมาย มีวัตถุประสงค์ที่จะนำเข้าไปส่งให้ภายในวัดพระธรรมกาย มีพระภิกษุสามเณรอยู่ภายในนั้นจำนวนมาก อาหารก็อยากจะเข้าไปที่นั่น แต่เนื่องจาก ยังประสานเข้าไปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม พื้นที่ตลาดกลางคลองหลวงไม่จำเป็นที่จะต้องมีอาหารมากมายขนาดนี้ แต่ว่านึกถึงผู้ที่เดือดร้อนจากการใช้ ม.44 ปิดล้อมพื้นที่ก็เป็นชาวบ้านคลองหลวง และคลองสาม ที่อยู่รอบๆ พื้นที่ด้วย

ยังเคารพธัมมชโยเหมือนเดิม

“วันนี้เลยมาเปิดโรงทาน โดยสามารถมารับบริเวณตลาดกลางคลองหลวงได้ อยากประชาสัมพันธ์เพียงเท่านี้ ส่วนกรณีที่โดนหมายเรียก 1 ใน 19 ราย ยืนยันว่าไปพบเจ้าหน้าที่แน่นอน สำหรับกรณีที่มีประกาศจากสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องถอดสมณศักดิ์พระธัมมชโย ไม่ได้ใส่ใจในส่วนตรงนั้น เนื่องจากคณะพระสงฆ์ และศิษยานุศิษย์เคารพหลวงพ่อธัมมชโยที่ตัวบุคคล ไม่ได้เคารพที่สมณศักดิ์ และยังคงเป็นที่เคารพของชาววัดพระธรรมกายเช่นเดิม” พระปลัดเสกสรรกล่าว

วัดแถลงรายวัน แต่ไร้เงาพระสนิทวงศ์

ส่วนที่ประตู 5 วัดพระธรรมกาย เมื่อเวลา 10.00 น. พระมหาทศพร ปัญญังกุโล เจ้าหน้าที่สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ได้ออกมาแถลงข่าว โดยไร้เงาพระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกายอีกเช่นเคย ทั้งนี้ พระมหาทศพรได้แถลงว่า 1.วันที่ 19 ของการที่วัดพระธรรมกาย ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและรัฐใช้งบประมาณไปแล้วไม่ต่ำกว่า 60-95 ล้านบาท ขณะที่คนไทยมี 70 กว่าล้านคน ถ้ารัฐนำเงินงบประมาณนี้มามอบให้ทหาร ตำรวจ ดีเอสไอ ที่มาตากแดด ทนร้อนและให้คนไทยทั้งประเทศ คนละ 1 ล้านบาท ก็ได้ประโยชน์มากกว่าการนำงบประมาณมาล้อมวัด กับข้อหา “ขัดหมายเรียก” ที่มีค่าปรับเพียง 500 บาทเท่านั้น

พิธีบูชาข้าวพระ คนร่วมเป็นหมื่น

2.เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 มี.ค. วัดพระธรรมกาย จัดพิธีบูชาข้าวพระ เป็นประเพณีที่ทำสืบทอดต่อกันมากว่า 50 ปีแล้ว มีพระภิกษุสามเณรและประชาชนจากทุกสารทิศเดินทางมาร่วมพิธี 10,000 กว่าคน ด้วยความสงบเรียบร้อย สิ่งนี้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยเป็นที่เคารพรัก และมุ่งมั่นสั่งสอนศิษย์ตามบุญกิริยาวัตถุ 3 ประการ คือการทำทาน รักษาศีล และการเจริญสมาธิภาวนา แม้จะมีประชาชนร่วมงานจำนวนมาก สถานที่มีจำกัด แต่ก็นั่งสมาธิกันตามทางเดินเท้าบ้าง ใต้ต้นไม้บ้าง หรือตามลานกลางแจ้งโดยกางร่มนั่งสมาธิบ้าง

เสียดายถูกห้ามไม่ให้เข้าวัด

“พิธีบูชาข้าวพระนี้ได้จัดขึ้นที่หอฉันคุณยายอาจารย์ฯ และส่งสัญญาณพิธีกรรมไปยังประชาชนที่ร่วมพิธีอยู่ตามประตูต่างๆของวัด รวมถึงตลาดกลางคลองหลวง ได้เปิดไฟล์เสียงนำนั่งสมาธิของหลวงพ่อธัมมชโยด้วย อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดาย เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ตำรวจ ทหาร ยังคงไม่อนุญาตให้ พระภิกษุสามเณรและประชาชน เข้ามาปฏิบัติธรรมภายในวัด ทั้งๆที่เป็นประเพณีอันดีงามของวัดพระ ธรรมกาย และไม่ได้สร้างความวุ่นวายตามที่เจ้าหน้าที่กังวลแต่ประการใด” พระมหาทศพรกล่าว

30 องค์กรระหว่างประเทศจับตา

พระมหาทศพรเผยต่อว่า 3.คณะพระมหาเถระทั้งในและต่างประเทศ และบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลก รวมถึงองค์กรพุทธนานาชาติ ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ของวัดพระธรรมกาย โดยองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน 4 แห่ง ที่เฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิด และคณะบุคคล-องค์กรระหว่างประเทศ จำนวนกว่า 30 องค์กร เรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 44

ขอบคุณแนวร่วม-กสม.ที่ห่วงใย

พระมหาทศพรกล่าวต่อว่า ล่าสุด ดร.นาเดีย ทาซี ที่เคยร่วมกันทำงานกับวัดพระธรรมกาย และ มูลนิธิธรรมกาย เรื่อง “The Mes Aynak Buddhist site in Afghanistan” อนุรักษ์พุทธโบราณสถานมรดกโลก “เมส อาแน็ค” หยุดยั้งการระเบิดเพื่อไปทำเหมืองแร่ในอัฟกานิสถาน ในปี พ.ศ. 2557 ทราบข่าววัดพระธรรมกาย ด้วยความห่วงใย เธอพยายามช่วยแจ้งข่าวให้สื่อนานาชาติทราบ แม้ยังไม่คืบหน้า แต่เธอจะไม่ล้มเลิกความตั้งใจดี และส่งความห่วงใยมาถึงพระอาจารย์สนิทวงศ์ และพวกเราที่เมืองไทยทุกคน ขอขอบคุณกรรมการสิทธิมนุษยชน ที่ออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์ของวัดพระธรรมกาย ขอยืนยันว่า คณะศิษย์ได้ใช้สติและอยู่ในความสงบ และไม่กระทำการที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด พร้อมทั้งเฝ้าระวังการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ”

ชูนิ้วมินิฮาร์ต รักทุกคนเสมอ

พระมหาทศพรกล่าวปิดท้าย 4.สุดท้ายขอเชิญชวนเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ทหาร และตำรวจร่วม กิจกรรมบุญด้วยการสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร อันเป็นแม่บท (หัวใจ) ของพระพุทธศาสนา 1 จบ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที จะสวดเวลาไหนก็ได้ ขอเชิญชวนพี่ๆดีเอสไอ ตำรวจ ทหาร ที่มาปฏิบัติหน้าที่ได้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า และเกิดบุญกุศลทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติ ทั้งนี้ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ยังรักทุกคนเสมอ พร้อมสัญลักษณ์มินิฮาร์ตให้สื่อมวลชนดูด้วย

ศิษยานุศิษย์ขึงสแลนบังสายตา

ต่อมาเวลา 12.00 น. พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกดีเอสไอ นำสื่อมวลชนมาที่บริเวณคลองสาม ถนนเลียบกำแพงหลังวัดพระธรรมกาย ใกล้กับประตู 15 บริเวณอาคารบุญรักษา แต่อยู่นอกรั้ววัด พบบึงสระบัวขนาดใหญ่ มีการนำสแลนมาขึงกางสูงจากพื้นดินกว่า 2 เมตร เป็นแนวยาว ไม่สามารถเห็นได้ว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีอะไร ก่อนทหารจะนำกล้องส่อง ทางไกลมาส่องดูความเคลื่อนไหวพบกลุ่มศิษยานุศิษย์สวมหมวกและใส่หน้ากากอนามัยปิดหน้าตลอดเวลา

โดรนบินพบคูน้ำ–ทำบังเกอร์

พ.ต.ต.วรณันกล่าวว่า ได้ใช้โดรนขึ้นบินสำรวจและถ่ายภาพถ่ายทางอากาศ พบว่าบริเวณริมถนนหลังวัดพระธรรมกายใกล้ๆอาคารบุญรักษา มีการใช้รถแบ็กโฮขุดดิน ทำเป็นคูน้ำเป็นแนวยาว 4 แนว กีดขวางเส้นทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และดักไม่ให้ยานพาหนะผ่านได้ นอกจากนี้ยังพบถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาด 200 ลิตร ประมาณ 18-20 ใบ ตั้งเป็นแนวยาวตลอดแนวคลองห่างกันจุดละ 10 เมตร ทำเป็นบังเกอร์ จากนั้นนำสแลนมาคลุมปิด อำพรางสายตาจากภายนอก อีกทั้งกลุ่มลูกศิษย์วัดพระธรรมกายมีการผลักดันเจ้าหน้าที่ทหารออกมาจากพื้นที่ด้วย

ลักษณะคล้ายยุทธวิธีทหาร

“เบื้องต้นจากการเข้าตรวจสอบวันนี้ สื่อมวลชนจะเห็นได้ว่า เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบในพื้นที่ดังกล่าวได้ แต่จากภาพถ่ายทางอากาศ พบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล คาดว่าเป็นของวัดพระธรรมกาย แต่พื้นที่อยู่นอกรั้ววัด ส่วนร่องดินที่ขุด บางส่วนเริ่มปล่อยน้ำเข้าไปด้วย รวมทั้งมีเต็นท์ของพระเรียงรายอยู่จำนวนมาก ทำให้เจ้าหน้าที่มี ข้อสงสัย ลักษณะนี้เป็นเหมือนการปฏิบัติการทางทหารหรือไม่ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการขัดคำสั่ง คสช. ขอคนที่อยู่ในพื้นที่ออกจากพื้นที่ทั้งหมด ห้ามเข้าไปในพื้นที่อีก รวมทั้งห้ามกระทำการใดๆจนกว่าเจ้าหน้าที่จะปฏิบัติการเสร็จสิ้น หากใครอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าหน้าที่ดีเอสไอจะนำคำสั่งดังกล่าวไปติดบอร์ดประกาศไว้ในใกล้ๆจุดดังกล่าว” พ.ต.ต.วรณันกล่าว

รอง ผบช.ภ.1 รับมีขุดดินทำคูน้ำ

ด้าน พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รอง ผบช.ภ.1 เปิดเผยที่ บก.ตชด.ภ.1 ว่า กรณีการตรวจพบมีการขุดร่องดินสกัดยานพาหนะในบริเวณใกล้กับอาคารบุญรักษา ตั้งอยู่โซน D และเป็นพื้นที่ควบคุมว่า จะต้องตรวจสอบว่าเป็นพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่ของเอกชน หากเป็นพื้นที่สาธารณะ ถือว่ามีความผิด แต่หากเป็นของเอกชน ต้องสอบถามสาเหตุการดำเนินการดังกล่าว เบื้องต้นยืนยันว่ามีการขุดคันดินและปล่อยน้ำเข้าไปจริง แต่ยังไม่มีข้อมูลตรวจพบมีน้ำมันเชื้อเพลิงเก็บไว้ต้องถามดีเอสไอ ส่วนการ ขอคืนพื้นที่ตลาดกลางคลองหลวง เจ้าหน้าที่กำลัง ดำเนินการ ยืนยันไม่กังวลการซุกซ่อนอาวุธและสิ่งผิดกฎหมายเข้ามาในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ยังคงตั้งด่านคัดกรองรอบบริเวณพื้นที่ควบคุมเพื่อดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง

ยันมีกลุ่มการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

รอง ผบช.ภ.1 กล่าวถึงการจับกุมกลุ่มการเมืองที่ให้การสนับสนุนพระและลูกศิษย์วัดพระธรรมกายว่า ที่ประชุมอยู่ระหว่างสืบสวนว่ามีบุคคลใดเป็นแกนนำ หากมีการกระทำผิดกฎหมายแกนนำต้อง รับผิดชอบ การข่าวอยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามีฝ่ายการเมืองที่เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง เพื่อใช้เป็นข้อมูล ขณะนี้มีกลุ่มการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมากจึงต้องสืบสวนอย่างละเอียด

คฝ.ภาค 1 สับกำลัง 5 กองร้อย

มีรายงานด้วยว่า มีหนังสือคำสั่งจาก พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รอง ผบช.ภ.1 ลงคำสั่งวันที่ 6 มี.ค. สั่งการให้ ภ.จ.ลพบุรี จัดกำลัง เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน 2 กองร้อย ภ.จ.ชัยนาท จัดกำลัง เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน 1 กองร้อย ภ.จ.อ่างทอง จัดกำลัง เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน 1 กองร้อย และ ภ.จ.สิงห์บุรี จัดกำลัง เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน 1 กองร้อย รวม 5 กองร้อย พร้อมแต่งกายเครื่องแบบควบคุมฝูงชน พร้อมหมวก โล่และกระบอง ให้มารายงานตัวที่ บก.ตชด.ภ.1 เวลา 12.00 น. วันที่ 7 มี.ค. และปฏิบัติงานถึงวันที่ 11 มี.ค.นี้

สาวกตลาดกลางขวางเจ้าคณะตำบล

ต่อมาเวลา 14.00 น. ที่ตลาดกลางคลองหลวง พระครูวิจิตรอาภากร เจ้าคณะตำบลคลอง 4 อำเภอคลองหลวง พร้อมพระวินยาธิการ 5 รูป ร่วมกับ ตัวแทนจากสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) มาที่ตลาดกลางคลองหลวง เพื่อเจรจากับพระที่อยู่ในตลาดกลางว่า ทราบเรื่องที่ พศ.ติดป้ายประกาศห้ามพระทั่วประเทศชุมนุม และจะมีการตรวจสอบใบสุทธิสงฆ์ ก่อนจะรายงานผลไปที่กองอำนวยการร่วม บก.ตชด.ภ.1 แต่ขณะที่คณะพระครูวิจิตรอาภากร เดินเข้าไปในบริเวณตลาดไม่ถึง 5 นาที ทางกลุ่มลูกศิษย์วัดพระธรรมกายออกมาขวางทางไม่ให้เข้าไป พร้อมเจรจาขอให้ยกเลิกมาตรา 44 ทำให้เจ้าคณะอำเภอคลอง 4 และคณะต้องถอยออกนอกพื้นที่

แกนนำพระปล่อยนกต้าน ม.44

กระทั่งเวลา 17.00 น. ที่ตลาดกลางคลองหลวง พระปลัดเสกสรรค์ อัตตทโม พระลูกวัดวัดพระธรรมกาย แกนนำกลุ่มศิษยานุศิษย์ที่ตลาดกลางคลองหลวง พร้อมด้วยพระหลายรูปและศิษยานุศิษย์จำนวนมาก ทำพิธีอาราธนาให้ศีลให้พรเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้ กับญาติโยมให้เกิดความสงบสุขและสันติภาพ พร้อมปล่อยนกเพื่อแสดงสัญลักษณ์ ขออิสรภาพคืน หลังจากใช้มาตรา 44 เข้ามาควบคุมวัดพระธรรมกาย

ยืนยันพระในตลาดเป็นพระจริง

จากนั้นพระปลัดเสกสรรค์ตั้งโต๊ะแถลงข่าว กรณีที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเข้ามาตรวจสอบใบสุทธิพระในตลาดกลางคลองหลวง 2 ครั้งแล้ว ขอยืนยันว่า พระในนี้เป็นพระจริงๆ ถ้าเป็นพระปลอม จะสวดธรรมจักรและทำวัตรเช้า-เย็นไม่ได้ ทราบว่า ทางเจ้าหน้าที่รัฐได้ไปบีบบังคับญาติโยมที่อยู่ภายในตลาดกลางคลองหลวงแห่งนี้ให้ออกจากพื้นที่ วิงวอนขอให้เจ้าหน้าที่รัฐอย่าไปบีบคั้นพระและญาติโยมที่อยู่ภายในนี้ให้เกิดความกังวลมาก จะทำให้สถานการณ์ไม่ดี เราไม่ขัดคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแต่อย่างใด อย่าพยายามกดดัน

ขออย่าใช้ ม.44 กับพระสงฆ์

“อีกเรื่องที่ว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอกำลังกดดันเจ้าของรถสุขาให้นำออกจากพื้นที่ อีกทั้งยังให้เจ้าของไปแจ้งความที่ สภ.คลองหลวง เพื่อให้นำรถสุขาออกไป พวกเราได้หาทางปลดทุกข์ และเข้าสุขาที่ไหนก็ได้ แต่พวกเราจะอยู่ตรงนี้ต่อไป อยากถาม เจ้าหน้าที่ว่า ทำถูกแล้วหรือ ท่านรับเงินเดือนที่มาจากภาษีของประชาชน กลับมาทำกับประชาชนอย่างนี้ มันเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพกันไหม ที่ใช้มาตรา 44 กับประชาชนและพระอย่างนี้ บางเรื่องมันก็เกินไป อย่าปฏิบัติกับเราเหมือนผู้ก่อการร้าย และใช้ยุทธวิธีทางด้านการทหารมาใช้กับเราเหมือนทางภาคใต้ เราเป็นเพียงพระสงฆ์ ควรปฏิบัติกับเราทางพระพุทธศาสนา ไม่ใช่มาใช้มาตรา 44” พระปลัดเสกสรรค์กล่าว

ยอมติดคุก แต่ไม่ยอมสึก

พระปลัดเสกสรรค์เผยต่อว่า ยืนยันว่าจะไปพบเจ้าหน้าที่ตามหมายเรียกวันที่ 8 มี.ค.นี้ ยังไม่รู้ว่าโดนดำเนินคดีข้อหาอะไร หากไปพบเจ้าหน้าที่แล้วไม่ให้กลับ ยินดีติดคุก แต่ว่าพระเขาไม่ให้ติดคุกต้องให้ลาสิกขาก่อน ดังนั้นจะให้ใครมาถอดจีวรให้ลาสิกขาจะไม่ยอมเด็ดขาด แต่จะขอติดอยู่คุกไม่ว่ากี่ปีก็ชั่ง ญาติโยมทางภาคใต้ ได้โทรศัพท์มาสอบถามด้วยความเป็นห่วง บอกไปว่าพร้อมจะสู้ เพราะตนก็พระรูปหนึ่งไม่มีตำแหน่งอะไร ถ้าไม่สู้ในตอนนี้บรรทัดฐานจะไม่มีเลย ขอประกาศเจตนารมณ์ตรงนี้หากเจ้าหน้าที่ทำอะไรทำเลย ตนยอมติดคุกแต่จะไม่ยอมสึก

ไม่เกี่ยวท่อน้ำเลี้ยง 10 ล.

“ขอชี้แจงอีกเรื่องคือ ภาพที่สื่อมวลชนนำเอาไปเป็นประเด็น โดยภาพข่าวที่ตนกำลังปล่อยนกนั้น มีใจความว่ามีท่อน้ำเลี้ยงหนุนม็อบพระธรรมกาย 10 ล้านบาท ไม่เป็นความจริง ขอวิงวอนสื่อมวลชนว่า เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางพระ-เณร ที่ควบคุมตัววันที่ตรวจค้นโกดังเก็บน้ำหมักป้าเช็งที่ตลาดใหม่คลองหลวง กรณีข่าวดังกล่าวคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย กำลังปรึกษาทนายความให้ดำเนินคดีผู้ที่ให้ข่าวจนถึงที่สุด เนื่องจากสร้างความเสื่อมเสียให้กับพวกเราเป็นอย่างมาก และขอประกาศอารยะขัดขืนอย่างสงบ ขอให้ท่านยกเลิกมาตรา 44 ล่าสุดเพิ่งได้ข่าวมาว่า ทางเจ้าหน้าที่บอกว่างานเลี้ยงจะจบแล้ว งั้นก็ขอให้ท่านรีบๆเลิกงานเลี้ยงเร็วๆซิ ทางพระจะได้กลับเข้าวัดเสียที” พระปลัดเสกสรรค์เผย

ถอดสมณศักดิ์ไม่มีผลกับศิษย์

พระปลัดเสกสรรค์กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่พระธัมมชโยถูกถอดสมณศักดิ์ อาตมาและศิษย์ ทุกคนมองว่า ไม่ได้มีผลกระทบอะไร เนื่องจากเรา กราบท่านในฐานะท่านเป็นพระธัมมชโย ไม่ใช่กราบในสมณศักดิ์ ท่านสอนถึงการดำรงชีวิตเสมอว่า สิ่งที่ทำให้เรารู้แจ้งคือการปฏิบัติธรรมและการเสริมสร้างบุญบารมีการรักษาศีล ท่านก็ยังเป็นครูสอนการนั่งทำสมาธิ เรากราบท่านตรงนี้ เพราะฉะนั้นถึงท่านจะไม่มีสมณศักดิ์แล้ว ท่านยังเป็นหลวงพ่อธัมมชโยของพวกเราเสมอ

แถลงค้นโซนดี–โซนเอ โดนต้าน

เย็นวันเดียวกัน ที่ห้องประชุมชั้น 2 บก.ตชด.ภ.1 พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะโฆษก พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักคดีพิเศษภาค แถลงข่าวการปฏิบัติงานเข้าตรวจค้นบริเวณโซน D ข้างอาคารบุญรักษา โดย พ.ต.ท.กรวัชร์ เปิดเผยว่า ในการเข้าตรวจพื้นที่บริเวณโซน D ต่อเนื่องโซน A ข้างอาคารบุญรักษา พบมีรถแบ็กโฮกำลังขุดร่องน้ำตัดถนนเชื่อมระหว่างโซน A และโซน D และปล่อยน้ำเข้าไป ลักษณะการขุดเป็นหลุมลึก ด้านหลังมีเต็นท์ทั้งของพระและมวลชนเรียงรายกันอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก นอกจากขุดร่องน้ำแล้วในพื้นที่ยังมีการวางท่อปูนซีเมนต์ มีถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร วางเว้นระยะห่างเท่าๆ กัน มีกระสอบปิดฝาถังไว้ ในถังยังไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าคือ น้ำหรือน้ำมัน ถ้าเป็นน้ำมันจริงอาจจะเกิดระเบิดและเป็นอันตรายต่อเจ้าหน้าที่ขณะเข้าตรวจค้นได้ นอกจากนี้ ทางเข้า พื้นที่ดังกล่าว มีพระสวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้าตลอดเวลา พร้อมมวลชนจำนวนมาก ออกมาต่อต้านจนเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปตรวจค้นได้ ต้องถอยร่น

ชักสงสัย มีอะไรทำไมไม่ให้ค้น

“เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องถอยออกมาเพราะไม่อยากให้เกิดการกระทบกระทั่ง อยากชี้แจงให้สื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนทราบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ดีเอสไอ และหน่วยที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยที่ร่วมทำงานในพื้นที่ ทำงานกันหนักมาตลอด แต่ยังไม่สามารถเข้าพื้นที่นี้ได้ อยากรู้เหมือนกันในพื้นที่นั้นมีอะไร ทำไมไม่ยอมให้เข้าไปตรวจค้นสักที ถ้าให้ตรวจค้นได้ จะเชิญเจ้าหน้าที่ พศ.เข้าไปตรวจสอบด้วย ว่าพระที่อยู่ในวัดพระธรรมกายเป็นพระจริงหรือพระปลอมกันแน่” พ.ต.ท.กรวัชร์กล่าว

มีนัยในคำพูดบิ๊กแป๊ะ

ด้าน พ.ต.อ.ทรงศักดิ์เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์ในรอบวันมีมวลชนเข้ามาทำบุญในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น การทำงานของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจดูแลความปลอดภัยสถานการณ์ยังปกติ ส่วนมาตรการบังคับใช้กฎหมาย เจ้าพนักงานได้ออกหมายเรียกแกนนำรวมทั้งพระที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายฝ่าฝืนคำสั่งให้มารายงานตัว 200 ราย ส่วนกรณี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ผบ.ตร.พูดว่า งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ท่าน ผบ.ตร.คงมีข้อมูลอะไรอยู่ ส่วนดีเอสไอเวลาในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เริ่มนับถอยหลังแล้ว แต่ตอบไม่ได้ว่ากี่วัน เพราะต้องประเมินสถานการณ์วันต่อวัน เตรียมความพร้อมล่วงหน้าในการปฏิบัติการตลอดเวลา

พระสนิทวงศ์ยังอยู่ในวัด

“ส่วนกรณีพระสนิทวงศ์ยังอยู่ในวัดหรือไม่นั้น จากการข่าวขณะนี้พบว่ายังอยู่ในวัด อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ และหลักฐานในโลกโซเชียลด้วย เพราะพระสนิทวงศ์ได้ทำกิจกรรมต่อเนื่องหลายวัน เพื่อนำมาพิจารณา ถ้าเข้าข่ายความผิดใดก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป” พ.ต.อ.ทรงศักดิ์กล่าว

วัดแจงขุดร่องน้ำเพราะเจอป่วน

ต่อมาเวลา 19.30 น. ในห้องแอพพลิเคชั่นไลน์ “News ธรรมกาย” สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ได้ส่งข้อความชี้แจง กรณีร่องน้ำ และถังน้ำมันเปล่า โซนอาคารบุญรักษา โดยระบุว่า “กรณีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเผยภาพมุมสูง ทางเข้า-ออก อาคารบุญรักษา ใกล้พื้นที่ 196 ไร่ พบการขุดร่องน้ำขวางถนน และพบถังน้ำมันเปล่า 200 ลิตร คาดสกัดกำลังเจ้าหน้าที่นั้น วัดพระธรรมกายขอชี้แจงว่า เนื่องจากวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา กลุ่มบุคคลจำนวนหนึ่งไม่ทราบสังกัดได้มาที่ประตูโซนอาคารบุญรักษา ตั้งแต่เวลาประมาณ 05.00 น. และบุกเข้าโดยพลการ ไม่ได้แจ้งล่วงหน้า ไม่แจ้งภารกิจ พระและญาติโยม ได้ขอให้ถอยกำลังออกไป วันต่อๆไป มีการนำรถมาชนที่ประตูทางเข้าถึง 2-3 ครั้ง ญาติโยมได้ช่วยกันขุดร่องน้ำ เพื่อรักษาความปลอดภัยของพื้นที่ ไม่ได้มีเจตนาขัดขวางเจ้าหน้าที่แต่ประการใด ส่วนถังน้ำมันที่พบนั้น เป็นถังน้ำมันเปล่า ที่นำมาเป็นหลักในการขึงสแลนเท่านั้น เพื่อกันแดด กันฝุ่น และลมร้อน ไม่ได้มีเจตนาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่แต่ประการใด

ถอดสมณศักดิ์กับสึกคนละเรื่อง

วันเดียวกัน พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า หลังจากถอดสมณศักดิ์พระธัมมชโยแล้ว ขั้นตอนจากนี้ พศ.รอหนังสือจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และจะแจ้งให้มหาเถรสมาคม (มส.) รับทราบ จากนั้นจะแจ้งเรื่องไปยังพระธัมมชโย ให้รับทราบ ในการส่งคืนพัดยศสมณศักดิ์ ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่า การถอดสมณศักดิ์ เป็นการสึกพระธัมมชโยด้วยนั้น ขอชี้แจงว่า การถอดออกจากสมณศักดิ์กับการสึกเป็นคนละเรื่อง ต้องแยกให้ชัดเจน ถอดสมณศักดิ์ คือการถอดออกจากการเป็นพระราชาคณะชั้นเทพ สำหรับกระบวนการสึกนั้น ต้องให้เจ้าคณะผู้ปกครองดำเนินการตามระบบพระธรรมวินัย ซึ่งแยกจากกฎหมายบ้านเมือง

สึกธัมมชโย ตอบเวลานี้ไม่ได้

ผอ.พศ.กล่าวต่อว่า ในเรื่องของการสึกพระธัมมชโย ยังตอบเวลานี้ไม่ได้ เนื่องจากกระบวนการร้องเรียนการกระทำผิดพระธรรมวินัยของพระธัมมชโยมีมานาน ไม่ใช่มาตอนที่ตนมารับตำแหน่ง เรื่องของการฟอกเงิน กฎหมายบ้านเมือง กับพระธรรมวินัย ก็มีโทษที่ต่างกัน บางอย่างผิดกฎหมายบ้านเมือง แต่อาจไม่ผิดวินัยสงฆ์ บางอย่างผิดวินัยสงฆ์ แต่ไม่ผิดกฎหมายบ้านเมือง ดังนั้น เรื่องการกระทำผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน รับของโจร และอีกหลายเรื่อง ได้มีการร้องต่อเจ้าคณะผู้ปกครองแล้ว อยู่ในกระบวนการพิจารณาโทษทางวินัยของสงฆ์ เจ้าคณะผู้ปกครองจะพิจารณาอย่างไร พศ.ไม่สามารถไปก้าวล่วงได้

ใช้ระยะเวลาเหมือนคดีทางโลก

พ.ต.ท.พงศ์พรกล่าวอีกว่า กระบวนการทางสงฆ์คงต้องใช้ระยะเวลานาน เหมือนกับการฟ้องคดีอาญาของทางโลกที่ต้องใช้กระบวนการไต่สวนทั้งพยานบุคคล พยานหลักฐาน ที่ใช้ระยะเวลานานพอสมควร ที่สำคัญผลการสอบอธิกรณ์ (คดีเรื่องราวปัญหา) จะออกมาอย่างไร ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าคณะผู้ปกครองตามพระธรรมวินัยด้วย ถือว่าเป็นเรื่องของคณะสงฆ์ และตอนนี้ พศ.เองก็ยังไม่เจอตัวพระธัมมชโย

ชี้ขั้นตอนหลังถอดสมณศักดิ์

ด้านนายบุญเชิด กิตติธรางกูร ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ กล่าวว่า การที่พระสงฆ์ผู้ดำรงสมณศักดิ์ทุกชั้นยศรูปใด ได้มีพระราชโองการให้ถอดถอนออกจากสมณศักดิ์แล้ว สิ่งที่ พศ.ในฐานะที่มีหน้าที่รับสนองงานคณะสงฆ์ จะต้องดำเนินการ คือ 1.รอหนังสือจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แจ้งเรื่องพระราชโองการการถอดถอนสมณศักดิ์ 2.นำเสนอมหาเถรสมาคม เพื่อโปรดทราบ 3.ทำหนังสือกราบทูล สมเด็จพระสังฆราช ทรงทราบ 4.ทำหนังสือนมัสการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าคณะภาค 1 เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เพื่อโปรดทราบ 5.ทำหนังสือนมัสการ พระไชยบูลย์ สุทธิผล วัดพระธรรมกาย เพื่อทราบ และ 6.ทำหนังสือเรียน ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดปทุมธานี เพื่อขอรับพัดยศสมณศักดิ์คืน

ถอดสมณศักดิ์ แต่ยังเป็นพระ

ด้านพระเทพรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องการถอดสมณศักดิ์ แต่การดำรงสมณเพศก็ยังคงอยู่ ส่วนกระบวนการพิจารณาพระธรรมวินัยก็คงดำเนินการอยู่ หากพูดกัน ตามตัวบทกฎหมาย พระธัมมชโย ขณะนี้ถือว่าเป็นพระลูกวัดพระธรรมกายแล้ว เป็นอำนาจหน้าที่ของรักษาการแทนเจ้าอาวาสที่จะดำเนินการ ที่ผ่านมากรณีวัดพระธรรมกาย คณะสงฆ์ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แต่สังคมไม่ได้รับรู้ และยังมองอีกว่าไม่ได้ทำอะไร แต่อยากจะสร้างความเข้าใจด้วยว่าคณะสงฆ์ ทำมาโดยตลอด เช่น การเจรจาต่างๆ พระไม่มีสิทธิอยู่เหนือกฎหมายใดๆ ขณะนี้มีเพียงเรื่องถอดสมณศักดิ์ คนละเรื่องกับการสึก ถามว่า ยังเป็นพระหรือไม่ ก็ยังเป็นพระอยู่ ส่วนที่จะมีการเรียกร้องให้ดำเนินการตามกฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ 21 (พ.ศ.2538) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศนั้น ส่วนตัวยังไม่ทราบและยังไม่ขอตอบในเรื่องนี้

มส.มีช่องบีบให้สละสมณเพศ

ทั้งนี้มีรายงานว่า ในการให้พระสงฆ์สละสมณเพศ มหาเถรสมาคมได้เปิดช่องให้สามารถเป็นอำนาจของมหาเถรสมาคมได้ โดยระบุในกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 (พ.ศ.2538) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ จะใช้ต่อเมื่อ 1.พระภิกษุรูปใด ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเรื่องเดียวกัน หรือหลายเรื่องเป็นอาจิณ ให้เจ้าอาวาสชี้แจง ตักเตือนให้ประพฤติตามพระธรรมวินัยเป็นลายลักษณ์อักษร หากพระภิกษุไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ ให้เจ้าอาวาส รายงานโดยลำดับถึงเจ้าคณะอำเภอ เพื่อวินิจฉัยให้สละสมณเพศต่อไป 2.ไม่สังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่ง หรือไม่มีวัดเป็นที่อยู่หลักแหล่ง ให้เจ้าคณะปกครองในพื้นที่ที่พบพระภิกษุรูปนั้น วินิจฉัยให้พระภิกษุรูปนั้น สละสมณเพศเสียได้

กรณีฟ้องผิด “ครุกาบัติ” ให้แจ้ง มส.

ในกรณีที่มีการฟ้องร้องว่า พระภิกษุรูปใดกระทำความผิดอันเป็นครุกาบัติ เมื่อคณะผู้พิจารณาชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องตามกฎ มส.ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2521) ว่า ด้วยการลงนิคหกรรมแล้ว มีคำสั่งประทับฟ้องเพื่อดำเนินการพิจารณาวินิจฉัย คณะผู้พิจารณาชั้นต้นวินิจฉัยแล้วว่าจะลงนิคหกรรมหรือไม่ก็ตาม และเรื่องยังอยู่ภายในกำหนดเวลาอุทธรณ์ก็ดี หรือมีการอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาแล้ว ไม่ว่าคณะผู้พิจารณาชั้นอุทธรณ์จะมีคำสั่งหรือวินิจฉัยอย่างไรก็ดี ให้คณะผู้พิจารณาชั้นต้นหรือชั้นอุทธรณ์ รายงานข้อเท็จจริงต่อมหาเถรสมาคม ในกรณีการพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมอยู่ในชั้นฎีกา กรรมการ มส.รูปใดรูปหนึ่ง อาจรายงานต่อ มส. เพื่อให้ดำเนินการตามข้อนี้นอกเหนือจากการพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมได้

วินิจฉัยให้สละสมณเพศได้

ในกรณีที่ มส.พิจารณารายงานดังกล่าว และพยานหลักฐานอื่นประกอบกันแล้ว เห็นว่า พระภิกษุผู้เป็นจำเลยประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเรื่องเดียวกันหรือหลายเรื่องอันเป็นโลกวัชชะเป็นอาจิณ ทั้งความประพฤติ เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ที่ล่วงมาแล้ว หากให้ดำรงสมณเพศต่อไปจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่พระศาสนาและการปกครองคณะสงฆ์ มส.มีอำนาจวินิจฉัยให้พระภิกษุรูปนั้น สละสมณเพศได้ โดยไม่กระทบต่อการพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมที่กำลังดำเนินการอยู่ไม่ว่าชั้นใดๆ

ถูกวินิจฉัยแล้วต้องสึกใน 3 วัน

เมื่อมีคำวินิจฉัยให้พระภิกษุรูปใดสละสมณเพศ ให้เจ้าอาวาสจัดการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศ ในกรณีที่ไม่พบพระภิกษุรูปนั้น หรือพระภิกษุรูปนั้นไม่ยอมรับทราบคำวินิจฉัย เมื่อปิดประกาศคำวินิจฉัยไว้ ณ ที่พำนักอาศัยของพระภิกษุรูปนั้น ถือว่า พระภิกษุรูปนั้นทราบคำวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว พระภิกษุผู้ต้องคำวินิจฉัยให้สละสมณเพศ ต้องสึกภายใน 3 วัน นับแต่วันทราบ หรือถือว่า ทราบคำวินิจฉัยนั้น ในกรณีพระภิกษุรูปนั้นไม่สึกในระยะเวลากำหนด ให้พระภิกษุที่มีหน้าที่จัดการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศขออารักขาต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายราชอาณาจักร เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำวินิจฉัย

ไพบูลย์ จี้ใช้กฎ มส. สั่งสละสมณเพศ

ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีที่มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีถอดพระธัมมชโย ออกจากสมณศักดิ์ว่า มส.ควรเร่งนำกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 (พ.ศ.2538) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ ข้อ 3.ในกรณีพระภิกษุรูปใด ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเรื่องเดียวกันหรือหลายเรื่องเป็นอาจิณ หรือไม่มีวัดเป็นที่อยู่เป็นหลักแหล่ง คณะปกครองสงฆ์มีอำนาจวินิจฉัยให้สละสมณเพศได้มาดำเนินการ สั่งให้พระธัมมชโยพ้นจากสมณเพศได้ในทันที เชื่อว่าจะช่วยให้สถานการณ์การชุมนุมที่วัดธรรมกายจะคลี่คลายลงทันที เพราะศิษย์วัดธรรมกายใช้ข้ออ้างว่า ปกป้องพระธัมมชโยเป็นเรื่องปกป้องพระภิกษุ ปกป้องพุทธศาสนา จะได้หมดข้อสิ้นข้ออ้าง เพราะสถานะพระธัมมชโยกลายเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับที่ถูกคณะสงฆ์ขับออกสมณเพศแล้ว ไม่ใช่พระสงฆ์อีกต่อไป หากยังมีบุคคลยังดื้อดึงจะชุมนุมปกป้องคนหนีคดี โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ม.44 ต่อไป จะไม่ได้รับความเห็นใจใดๆจากสังคมชาวพุทธอีก และคราวนี้จะพากันมีคดีติดตัวกันมากมาย เชื่อว่าม็อบผิดกฎหมายที่วัดพระธรรมกาย กำลังจะถึงบทสุดท้ายแล้ว ความเป็นนิติรัฐจะกลับคืนมา

“บิ๊กป้อม” ขอรีบออกมามอบตัว

วันเดียวกัน ที่อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีถอดถอนพระเทพญาณ มหามุนี (พระไชยบูลย์ สุทธิผล) ออกจากสมณศักดิ์ วัดพระธรรมกาย ว่า เมื่อถอดจนหมดสมณศักดิ์แล้ว ถือว่าเป็นพระปกติแล้วขอให้มามอบตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทุกอย่างก็จะเดินไปได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับความแตกต่าง แต่เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมซึ่งประเทศจะอยู่ได้ด้วยกฎหมายหากคิดว่าตัวเองไม่ผิดก็ขอให้ออกมาเข้าสู่กระบวนการศาลซึ่งต้องเดินไปตามนั้น

“ออมสิน” โยน พศ.เดินหน้าต่อ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวกรณีหลังมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องถอดสมณศักดิ์พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เนื่องจากไม่ยอมมอบตัวตามหมายเรียก และหลบหนีคดี ว่า ขณะนี้เป็นเพียงการถอดสมณศักดิ์ ส่วนขั้นตอนจากนี้ไปต้องแล้วแต่ พศ. ตอนนี้พระธัมมชโยยังเป็นพระภิกษุอยู่ ยังไม่ได้ถูกจับสึก เพราะยังหาตัวไม่เจอ ดังนั้น การสึกพระนั้นจะต้องนำตัวมาให้ได้ก่อนแล้วจึงจับสึก สำหรับการปกครองทางสงฆ์กับคณะสงฆ์ที่อยู่ภายในวัดนั้น ไม่น่าจะมีผลอะไรต่อวัดพระธรรมกาย เพราะตามปกติไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอยู่แล้ว แต่มีพระรูปอื่นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสแทน

ผอ.พศ.บอกถอดสมณศักดิ์กับสึกคนละเรื่อง ขณะที่เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีระบุ ถอดสมณศักดิ์แล้ว แต่ยังถือว่า ธัมมชโยเป็นพระ ส่วนการเรียกร้องให้ดำเนินการตามกฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ 21 (พ.ศ. 2538) 7 มี.ค. 2560 04:14 ไทยรัฐ