วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฟันธง MAZDA 2 รุ่นปรับโฉม เลือกดีเซลหรือเบนซิน?

มันไม่ใช่รถรุ่นใหม่แต่มันใส่อุปกรณ์มาให้เพียบ! Mazda 2 รุ่นปรับโฉมประจำปี 2017 เป็นรถที่ถูกอัพเกรดใหม่ทั้งการขับและการเก็บเสียง ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเครื่องยนต์เบนซินราคารับได้ หรือรุ่นดีเซลราคามหาโหด มันก็ยังคงเป็นยานพาหนะยุคใหม่ที่ทำให้คุณยิ้มได้โดยเฉพาะพวกบ้าขับ มีเหตุผลอีกมากที่ทำให้ Mazda 2 รุ่นไมเนอร์เชนจ์มีความน่าสนใจและน่าใช้งาน
สำหรับราคาค่าตัวของ Mazda 2 รุ่นปรับโฉมมีดังนี้

Mazda 2 SKYACTIV-G 1.3 ลิตร ตัวถัง Hatchback 5 ประตู และ Sedan 4 ประตู

Mazda 2 Standard ราคา 530,000 บาท
Mazda 2 High ราคา 590,000 บาท
Mazda 2 High Connect ราคา 620,000 บาท
Mazda 2 Sport High Plus ราคา 670,000 บาท (คันทดสอบ)

Mazda 2 SKYACTIV-D 1.5 ลิตร Hatchback 5 ประตู และ Sedan 4 ประตู

Mazda 2 XD ราคา 680,000 บาท
Mazda 2 XD High Connect ราคา 750,000 บาท
Mazda 2 XD High Plus L ราคา 789,000 บาท (คันทดสอบ)

ส่วนดีๆ ของ Mazda 2 ยังอยู่กันครบไม่ว่าจะเป็นการขับรูปลักษณ์และอุปกรณ์ภายในรวมถึงวัสดุที่แอบทำตัวเหนือกว่าคู่แข่งร่วมสัญชาติ โดยเฉพาะวัสดุพลาสติกภายในที่ดูดีที่สุดในกลุ่มรถเล็กค่าตัวไม่เกิน 6.7-7.8 แสนบาท เมื่อเทียบกับราคาที่ต้องจ่ายออกไปกับสิ่งที่คุณจะได้รับกลับคืนมาก็นับได้ว่าคุ้มค่า สไลต์ที่โฉบเฉี่ยวของรุ่น 5 ประตู ไฟหน้าแบบใหม่พร้อมกระจังและไฟตัดหมอกทรงใหม่

ซอฟต์แวร์ของระบบ Mazda Skyactiv Vehicles Dynamic ที่เริ่มคุ้นหูของคุณกับคำว่า G-Vectoring Control หรือ GVC ที่สามารถลดอาการโคลงตัวเมื่อเลี้ยวในย่านความเร็วต่ำได้ดีขึ้น แถมยังทำให้อาการเมารถบนทางภูเขาที่มีโค้งคดเคี้ยวเลี้ยวหลายสิบหลายร้อยโค้งลดลง (แต่ต้องไม่ขับเร็วจี๋) แรงบิดที่ถูกลดเมื่อขับเข้าโค้งช่วยทำให้รถมีความเสถียร ตามมาด้วยอาการโคลงตัวที่หายไป การลดแรงบิดขณะเข้าโค้งทำให้น้ำหนักถ่ายกลับไปที่ล้อหน้ามากยิ่งขึ้นเพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะ วิศวกรของ Mazda กล้าบอกว่ามันคือระบบเดียวที่มีการประเมินผลมุมและองศาของพวงมาลัยร่วมกับการทำงานของเครื่องยนต์บนซอฟต์แวร์ที่ Mazda พัฒนาขึ้นด้วยมือของตนเอง

Mazda Skyactiv Vehicles Dynamic G-Vectoring Control หรือ GVC ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างการเร่งความเร็ว เบรก และการเลี้ยวเข้าโค้งเป็นไปอย่างสมดุลราบรื่นและมีความต่อเนื่อง โอกาสที่คุณจะต้องแก้พวงมาลัยในโค้งลดลงหรือพูดง่ายๆ ก็คือโอกาสที่รถจะเสียอาการมีน้อยกว่าเดิมเมื่อขับด้วยความเร็วที่ปกติ ไม่ใช่บ้าระห่ำคิดหวังแต่จะพึ่งเจ้าอุปกรณ์ชนิดนี้แต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้คำนึงถึงความเป็นจริงของหลักกลศาสตร์ของการเคลื่อนที่

ยากที่จะจับความรู้สึกขณะ G-Vectoring Control เริ่มต้นการทำงาน พวงมาลัยไฟฟ้าของ Mazda 2 รุ่นปรับโฉมยังคงคมและแม่นยำเหมือนเดิม การมีพวงมาลัยที่ดีทำให้มันเป็นรถที่ขับสนุกเมื่อบวกกับเครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตรหายใจเองหรือดีเซล 1.5 ลิตรเทอร์โบที่แรงเอาเรื่อง อาการต่างๆ ของพวงมาลัยเมื่อขับเข้าโค้งมีความเป็นกลางและแม่นยำ Dynamic แบบ Mazda พร้อมช่วงล่างที่หนึบแน่นที่แอบมีโอนอ่อนผ่อนคลายในทางขรุขระจะทำให้คุณรู้สึกดีที่ได้ขับ เสียงของเครื่องยนต์เบาลงไปมากจากมาตรการเก็บเสียงที่ปรับปรุงให้ดีขึ้น การผลึกห้องโดยสารของ Mazda 2 ยิ่งทำให้มันโดดเด่นมากที่สุดเมื่อเทียบกับรถเล็กจากแดนซามูไรด้วยกันเอง รุ่นเบนซิน แม้จะขับเร็วถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเสียงลมและเสียงยางก็ยังคงเบามากจนทำให้รู้สึกแปลกใจ

93 แรงม้ากับ 123 นิวตันเมตร ของรุ่นเบนซิน 1.3 Sport High Plus  Skyactiv-G เทียบไม่ได้กับ 105 แรงม้ากับ 250 นิวตันเมตรในรุ่นดีเซลเทอร์โบ XD Sport High Plus L แต่เครื่องยนต์ 1.3 ลิตรเบนซินก็ตอบสนองได้ในแบบที่ควรจะเป็น อัตราสิ้นเปลืองของรุ่นเบนซินเมื่อขับแบบสื่อมวลชนอยู่ที่ 18 กิโลเมตรต่อลิตร ส่วนรุ่นดีเซลขับแบบอัดๆ ยกๆ ได้ 22 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งไม่ได้ขับช้าเป็นเต่าคลานเมื่อถนนโล่งก็มีการยิงยาวจนเกือบจะทะลุ แรงบิดที่ดีเยี่ยมของรุ่นดีเซลทำให้คุณสนุกได้ทุกเวลาแต่ถ้าขับในเมืองบ่อยๆ ไม่ค่อยได้ออกทางไกลรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน E20 ก็ไม่ได้ขี้เหร่แต่อย่างใดทั้งสิ้น

ภายในที่สวยงามของรุ่น 1.3 Sport High Plus ซึ่งเป็นรุ่นสูงสุดของเครื่องยนต์เบนซินราคา 6.7 แสนบาท เหนือกว่าคู่แข่งทุกคันที่มีราคาเท่ากับมัน งานตกแต่งภายในที่งดงามเริ่มจากเบาะครึ่งหนังครึ่งกำมะหยี่ราคาแพง แผงประตูแบบใหม่ที่สวยงามราวกับรถสปอร์ตฝั่งยุโรป วัสดุของมือจับที่เปิดประตูดูดีขึ้น (แต่รักษายากต้องระวังเรื่องริ้วรอย) พวงมาลัย 3 ก้านแบบใหม่ที่งามจนอยากเอาไปแขวนไว้บนข้างฝา หน้าจอมอนิเตอร์แสดงผลกลางมีการกรุด้วยพลาสติกสีดำ (แต่ผมชอบแบบเดิมมากกว่า) ปุ่ม Mazda driver selection หรือปุ่มปรับไป Sport Mode ทำจากอัลลอยและดูดีมีสกุลแม้จะมีขนาดเล็กแต่ก็ออกแบบได้ดีและทำให้ประสิทธิภาพของการขับแบบซิ่งมีการตอบสนองที่ดีขึ้น

ส่วนภายในของรุ่นดีเซล หรือ Mazda 2 Skyactiv-D รุ่น XD Sport High Plus L ที่มีค่าตัว 7.8 แสนบาทก็คล้ายกับรุ่นสูงสุดของเบนซิน เพียงแต่ไม่มีปุ่ม driver selection แต่พวงมาลัยวงใหม่มีแป้น Paddle Shift มาให้มันกันเหมือนเดิม เบาะหนังนั่งนุ่มสบายก้น พวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง แต่เบาะคนขับยังคงปรับด้วยมือไม่มีไฟฟ้ามาให้เนื่องจากจะทำให้ค่าตัวโด่งเกินจนลูกค้าเบือนหน้าหนี หนังสีน้ำตาลกับพลาสติกลายคาร์บอนไฟเบอร์เข้ากันได้ดีกับรถเล็กแนวครอบครัวที่ชอบทำตัวให้ดูสปอร์ตกว่าชาวบ้าน ส่วนปุ่มควบคุมอุณหภูมิแบบ 3 ปุ่มคล้ายรถ Audi ยังคงเหมือนเดิม เป็นปุ่มควบคุมแอร์ที่ทำออกมาได้ดีและมีความง่ายในการใช้งาน รุ่น XD Sport High Plus L ยังกรุช่องแอร์ด้วยวัสดุที่มีสีคล้ายทอง มันเข้ากับสีดำของคอนโซลและช่วยเพิ่มรายละเอียดที่แสดงถึงความใส่ใจในการผลิตของ Mazda

หน้าจอสกรีนใส Active Driving Display มาตรวัดที่ชัดเจนอ่านง่ายกว่าเดิม
การปรับโฉมครั้งนี้ Mazda ให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมในการขับขี่ที่ดี ด้วยการออกแบบหน้าจอ Active Driving Display และมาตรวัดต่างๆ แสดงผลให้ชัดเจนอ่านง่าย หน้าจอ Active Driving Display ถูกอัพเกรดใหม่เป็นหน้าจอสีที่เพิ่มความสว่าง ความคมชัดมากกว่าเดิม สัญญาณเตือนต่างๆ จะเป็นสีแดงและเหลืองอำพัน กรอบด้านในของหน้าปัดวงกลมแบบอนาล็อกปรับใช้ดีไซน์ใหม่ที่แบน เรียบง่าย และใช้สีดำเป็นหลัก ตัวอักษรใช้แบบเดียวกันหมดทุกมาตรวัด หน้าจอ LCD ที่แสดงผลทั้งด้านซ้ายและขวาก็ได้เปลี่ยนให้มีการจัดเรียงแบบแนวนอน ให้ความคมชัดขึ้น และมุมมองที่กว้างขึ้น 

เครื่องยนต์ของ Mazda 2 รุ่น 1.3 Sport High Plus เป็นเครื่องเบนซินแถวเรียง 4 สูบหายใจเอง ปริมาตรความจุ 1,299 ซีซี 16 วาล์ว ระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบยิงตรงไดเรคอินเจคชั่น ความกว้างกระบอกสูบ 71 มิลลิเมตร ช่วงชัก 82 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 12.0:1 มีกำลังสูงสุด 69 กิโลวัตต์ หรือ 93 แรงม้า ที่ 5,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 123 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด Skyactive Transmission ระบบบังคับเลี้ยวเป็นพวงมาลัยแรคแอนพีเนียนพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าผ่อนแรงหมุน มีรัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 4.7 เมตร ช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท สปริง โช้คอัพและกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม ระบบห้ามล้อของล้อหน้าใช้ดิสเบรกพร้อมครีบระบายความร้อน สำหรับเบรกหลังเป็นแบบดรัมเบรกแตกต่างจากรุ่นดีเซล XDL High Plus ที่มีเบรกหลังแบบดิส ล้ออัลลอยขอบ 15 นิ้ว พร้อมยางไซส์ 185/65R15 มิติตัวถังกว้าง 1,695 มิลลิเมตร ยาว 4,320 มิลลิเมตร และสูง 1,470 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,570 มิลลิเมตร ระยะห่างล้อหน้า 1,495 มิลลิเมตร หลัง 1,485 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,071 กิโลกรัม

เครื่องยนต์ของรุ่น 1.5 ดีเซลเทอร์โบ XD Sport High Plus L เป็นเครื่องดีเซลแถวเรียง 4 สูบอัดอากาศด้วยเทอร์โบแปรผัน ปริมาตรความจุ 1,499 ซีซี 16 วาล์ว ระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบยิงตรงไดเรคอินเจคชั่น ความกว้างกระบอกสูบ 76 มิลลิเมตร ช่วงชัก 82.6 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 14.8:1 มีกำลังสูงสุด 77 กิโลวัตต์ หรือ 105 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 2,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด Skyactive Transmission พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย Paddle Shift ระบบบังคับเลี้ยวเป็นพวงมาลัยแรคแอนพีเนียนพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าผ่อนแรงหมุน มีรัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 4.7 เมตร ช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท สปริง โช้คอัพและกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม ระบบห้ามล้อของล้อหน้าใช้ดิสเบรกพร้อมครีบระบายความร้อน สำหรับเบรกหลังเป็นแบบดิส ล้ออัลลอยขอบ 16 นิ้ว พร้อมยางไซส์ 185/60R16 มิติตัวถังกว้าง 1,695 มิลลิเมตร ยาว 4,320 มิลลิเมตร และสูง 1,470 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,570 มิลลิเมตร ระยะห่างล้อหน้า 1,495 มิลลิเมตร หลัง 1,485 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,161 กิโลกรัม

แรงบิดของ Mazda 2 รุ่นเบนซิน 1.3 ลิตร ออกมาในแบบไหลขึ้นไปเรื่อยๆ ความสามารถของเกียร์อยู่ในเกณฑ์ดี ปุ่ม mazda driver selection หรือปุ่มสปอร์ตโหมดทำให้การตอบสนองของเครื่องยนต์ คันเร่งและเกียร์ดีขึ้นเหมาะกับการขับเร็วๆ ที่ต้องการความรีบเร่งมากเป็นพิเศษ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด Skyactive Transmission ทำงานไหลลื่นไม่กระตุกกระชากแม้จะกดคันเร่งกันจนสุดแบบฉับพลันทันที กำลังแรงบิด 123 นิวตันเมตรพอดิบพอดีกับน้ำหนักแค่ตันเดียว ทำให้ได้ความรู้สึกของกำลังในการพุ่งทะยาน (แต่ก็ยังเป็นรองเครื่องดีเซล) ความคล่องแคล่วว่องไวอยู่ในเกณฑ์น่าพึงพอใจแม้แรงบิดจะเป็นรองรุ่นดีเซลเยอะแต่ก็ไม่ใช่รถไก่กาที่คู่แข่งคลาสเดียวกันจะแซงได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในโค้ง

แรงม้าที่ดูเหมือนไม่ได้มากมายอะไรแค่ 105 ตัวของ Mazda 2 XD Sport High Plus L รุ่นดีเซล แต่พอได้สัมผัสกับแรงบิดจากเครื่องดีเซลไดเรคอินเจคชั่นเทอร์โบ Skyactiv-D คุณจะเพลินเมื่อขับออกทางไกลโดยเฉพาะการขับแซงบนไฮเวย์ แรงบิด 250 นิวตันเมตร คือความสามารถที่แปลงออกมาเป็นอัตราเร่ง Mazda 2 รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลเข้ากันได้ดีกับคนที่ชอบขับรถเร็ว แม้เครื่องยนต์ดีเซลจะมีรอบเครื่องไม่จัดจ้านเท่ากับเครื่องเบนซินหายใจเอง แต่เทอร์โบแปรผันประสิทธิภาพสูงเข้ามาช่วยทำให้รอบกลางๆ ระหว่าง 2,300-3,700 รอบต่อนาทีเป็นคาบเวลาที่มีแรงบิดทะลักออกมาเยอะที่สุด มันเป็นรถเล็กที่มีกำลังอยู่ในเกณฑ์ดีมากไม่ว่าจะขับในเมืองหรือออกทางไกลก็ดีทั้งนั้น ความกระฉับกระเฉงคล่องตัว กลไกการทำงานของเกียร์ที่ฉลาดแสนรู้ใช้ได้ พวงมาลัยเซตน้ำหนักมาพอดีทำให้ควบคุมได้ง่าย ยิ่งขับยิ่งสนุก เป็นรถเล็กราคา 7.6 แสนบาท ที่มีความน่าใช้งานและอยู่ในตำแหน่งบนสุดสำหรับรถยนต์ขนาดเล็กราคาไม่เกิน 8 แสนบาท!!

ราคา 6.7 แสนบาทของรุ่นเบนซิน 1.3 ลิตร Skyactiv-G สมน้ำสมเนื้อกับสิ่งที่คุณจะได้รับกลับคืนมา มันเป็นรถเล็กของพวกชอบขับและมีภายในที่สวยงาม ช่วงล่างสไตล์ Mazda ทำให้ขับสนุกเหมือนบรรพบุรุษทุกประการ เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ชุดบังคับเลี้ยว กับน้ำหนักแค่ตันเดียวทำให้มันปราดเปรียวใช้ได้ อัตราสิ้นเปลืองเมื่อขับแบบปกติอยู่ที่ 18 กิโลเมตรต่อลิตรถือว่ามีความประหยัดอยู่ในเกณฑ์ดี แต่อัตราเร่งเป็นรองรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลอยู่พอสมควร 

ราคา 7.8 แสนบาท ของ Mazda 2 รุ่นสูงสุดของเครื่องดีเซลขนาด 1.5 ลิตร Skyactiv-D แพงขึ้นนิดหน่อยแต่ได้อุปกรณ์ใหม่เพิ่มเข้ามาให้พอสมควรโดยเฉพาะอุปกรณ์ในระบบความปลอดภัยที่เหนือกว่าคู่แข่ง ราคาแพงแต่ได้เรี่ยวแรงที่จะทำให้คุณสะใจ กดคันเร่งแต่ละครั้งมันจะพุ่งทะยานด้วยการตอบสนองของเครื่องดีเซลที่มอบทั้งอัตราเร่งและความประหยัดไปพร้อมๆ กัน อัตราสิ้นเปลืองของรุ่นดีเซลสำหรับการขับทดสอบอยู่ที่ 22 กิโลเมตรต่อลิตร หากรู้จักใช้คันเร่งให้พอดี ไม่บ้าระห่ำมากเกินไปหรือขับแบบประคอง เชื้อเพลิง 1 ถังสามารถทำระยะทางได้เกือบ 1,000 กิโลเมตรเลยทีเดียว หากให้เลือกขอคว้ากุญแจของรุ่นดีเซล Mazda 2 XD Sport High Plus L ราคา 789,000 บาท แล้วมีความสุขกับสมรรถนะที่เหนือกว่าแค่นั้นก็จบ.


ข้อมูลผลิตภัณฑ์ Mazda 2 Minor Change 2017 จาก Mazda Sales Thailand

คุณภาพของงานประกอบในโรงงาน Mazda ที่ระยองและสมรรถนะของเครื่องยนต์ดีเซลสะอาดสกายแอคทีฟ ขนาด 1.5 ลิตร ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งกว่าเดิม ระบบ DE Boost Control ช่วยให้เครื่องยนต์ตอบสนองได้แม่นยำ ช่วยเสริมความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถ Natural Sound Frequency Control ทำให้เสียงเครื่องยนต์เบาลง เทคโนโลยีความปลอดภัย i-ACTIVSENSE มีมาให้มากกว่าเดิม เทคโนโลยีความปลอดภัยจาก Mazda นั้นมีรากฐานมาจากปรัชญาความปลอดภัยผสานกับโครงสร้างตัวถัง Skyactiv-Body ที่มีน้ำหนักเบา อุปกรณ์ความปลอดภัยอื่นๆ มีมาตรฐานที่เหนือกว่ารถยนต์ในระดับเดียวกัน Mazda 2 รุ่นปรับโฉมใหม่นี้มีการปรับปรุงด้านความปลอดภัย อันรวมถึงการรับรู้ได้ถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น การขับขี่ที่ปลอดภัย ป้องกันอุบัติเหตุและลดความเสียหายที่เกิดขึ้น เป้าหมายสูงสุดก็คือการให้ผู้ขับขี่อยู่ในสภาพที่มีประสบการณ์การขับขี่ที่ดีขึ้น

1 i-ACTIVSENSE
เป็นชื่อเรียกเทคโนโลยีความปลอดภัยของมาสด้า ที่มีทั้งการใช้เรดาร์ กล้องเพื่อให้ผู้ขับได้รับรู้ถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

2 Mazda Proactive Safety:: ปรัชญาความปลอดภัยของมาสด้าที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเสี่ยงต่างๆ ของการเกิดอุบัติเหตุและทำให้สภาพแวดล้อมต่างๆ ของผู้ขับปลอดภัยมากที่สุด ช่วยป้องกันและลดความเสียหายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น

Active Safety: i-ACTIVSENSE
ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Advanced Blind Spot Monitoring : ABSM)

ระบบนี้ใช้เซนเซอร์เรดาร์คลื่นกึ่งสั้น ในการตรวจสอบรถที่เข้าใกล้จากพื้นที่จุดบอดที่ด้านข้างและด้านหลังเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ในการตรวจสอบความปลอดภัยอีกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงช่องทาง ระบบนี้จะทำงานที่ความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือมากกว่า (ความเร็วขึ้นกับข้อกำหนดของแต่ละตลาดที่จำหน่าย) ถ้าคนขับเปิดสวิตช์ไฟเลี้ยวในขณะที่ ABSM ตรวจจับรถที่เคลื่อนที่มาด้านหลัง ระบบจะส่งภาพกะพริบในกระจกมองข้างที่ประตูด้านๆ นั้นและส่งเสียงเตือนด้วย

ระบบ ABSM ใช้เซนเซอร์ประเภทเดียวกับระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA) ซึ่งแจ้งเตือนให้คนขับเมื่อตรวจพบรถใกล้เข้ามาจากด้านใดด้านหนึ่งของด้านหลังรถ ช่วยให้คนขับมั่นใจว่ามันมีความปลอดภัยที่ถอยออกมาจากโรงรถหรือที่จอดรถ

Mazda 2 รุ่นปรับโฉมเพิ่ม 3 เทคโนโลยีในเครื่องยนต์ดีเซลเพื่อเพิ่มสมรรถนะการขับขี่และให้เสียงเครื่องยนต์ที่เงียบและนุ่มนวลกว่าเดิม High Precision DE Boost Control ช่วยให้แรงบิดตอบสนองได้อย่างดีกับอัตราเร่ง ส่วน Natural Sound Smoother และ Natural Sound Frequency Control ก็ช่วยให้เครื่องยนต์เงียบกว่าเดิม High-Precision DE Boost Control ช่วยเพิ่มการตอบสนองของเครื่องยนต์ที่ฉับไวกว่าเดิมเมื่อคันเร่งอยู่ในสภาพที่ภาระเครื่องยนต์มีน้อย ช่วยเพิ่มการควบคุมแรงบิดที่แม่นยำด้วยการปรับและควบคุมแรงดันของการฉีดน้ำมันให้มีประสิทธิภาพสูงสุด คันเร่งที่ให้การตอบสนองได้อย่างทันทีทันใดในสถานการณ์การขับขี่ที่หลากหลายโดยเฉพาะในเมือง 

Natural Sound Smoother ลดเสียงน็อกของเครื่องยนต์ดีเซล
เทคโนโลยีนี้จะช่วยลดการสั่นสะเทือนของชุดลูกสูบและก้านสูบในขณะจุดระเบิด ด้วยการใส่แดมเปอร์ลงในช่องว่างของสลักลูกสูบ ช่วยลดเสียงน็อกของเครื่องยนต์ดีเซลไปได้กว่า 3.5 กิโลเฮิรตซ์ ซึ่งเสียงนี้จะดังเป็นพิเศษเมื่อติดเครื่องอยู่กับที่หรือกำลังเร่งเครื่องอย่างช้าๆ การขับขี่จะเงียบและนุ่มนวลมากขึ้น เสียงของเครื่องยนต์ก็จะเร้าใจมากขึ้นด้วย

Natural Sound Frequency Control ลดเสียงดังและปรับปรุงคุณภาพเสียง
เทคโนโลยี Natural Sound Frequency ใน Mazda 2 ช่วยลดเสียงน็อกของเครื่องยนต์ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการปรับปรุงความเงียบในห้องโดยสารของเครื่องยนต์ดีเซล และปรับปรุงคุณภาพเสียงเครื่องยนต์ในขณะเร่งด้วย
มาสด้าวินิจฉัยว่าองค์ประกอบหลักของเสียงน็อกเครื่องยนต์นั้นมาจากคลื่นเสียงสี่ประเภทที่เกิดจากความถี่สูงสุดเมื่อส่วนต่างๆ กระทบกัน Mazda ได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Natural Sound Smoother เพื่อดูดซับคลื่นเสียงที่ดังที่สุดอันเกิดจากการสั่นสะเทือนของลูกสูบที่คลื่นความถี่ประมาณ 3.5 กิโลเฮิรตซ์ เทคโนโลยีนี้เกิดขึ้นเพื่อกำจัดคลื่นเสียงที่เหลืออีก 3 คลื่นด้วยการปรับแต่งเวลาจุดระเบิดให้เกิดคลื่นต่ำซึ่งหักลบกับคลื่นความถี่สูงสุดที่เกิดขึ้น ผลที่ได้คือ เสียงเครื่องน็อกที่ลดลงโดยไม่ลดทอนสมรรถนะของเครื่องยนต์และการประหยัดน้ำมัน.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

รักพี่เสียดายน้อง Mazda 2 รุ่นปรับโฉม 2017 เบนซินก็แจ่มดีเซลก็แจ๋ว 6.7 แสนกับ 7.8 แสน เลือกรุ่นไหนดี? 6 มี.ค. 2560 10:13 19 เม.ย. 2560 10:46 ไทยรัฐ