วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รัฐเร่งประมูลโครงการอีอีซีใน 8 เดือน สร้างความมั่นใจให้เอกชน

“คณิศ” เลขาฯอีอีซี เผยโครงการพัฒนาอีอีซีจะเกิดขึ้นได้ รัฐต้องเร่งเครื่องให้เกิดการประมูล 5 โครงการสำคัญ ภายใน 8 เดือนนับจากนี้ โดยใช้วิธีการพีพีพี ฟาส แทรค เป็นการเฉพาะของพื้นที่อีอีซี ซึ่งมาตรา 44 ได้เปิดช่องไว้ให้ทำได้อยู่แล้ว

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เปิดเผยว่า ภายใต้แผนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะผลักดันการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเชิญชวนให้เอกชนเข้ามาลงทุน จากทั้งหมดที่ครอบคลุม 4 โมดูล 15 โครงการ โดยจะใช้เม็ดเงินในการลงทุนไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปีนั้น มี 5 โครงการหลักที่เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของอีอีซี ที่ภาครัฐบาลจะต้องเร่งให้เริ่มมีการเปิดประมูลใน 8 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะการอนุมัติขยายสนามบินอู่ตะเภา

ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชนว่าโครงการอีอีซีจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งจะต้องมีระบบเร่งรัดโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี ฟาส แทรค) ของพื้นที่อีอีซีโดยเฉพาะ เพราะจะใช้เวลาในการพิจารณาสั้นกว่าโครงการพีพีพี ฟาส แทรค ทั่วไป ที่ใช้เวลาในการพิจารณาราว 9 เดือน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 เปิดช่องให้ดำเนินการได้ไว้แล้ว

สำหรับ 5 โครงการหลัก ที่จะต้องเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (ครศ.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั้น จะประชุมครั้งแรกภายในเดือน มี.ค.นี้ ประกอบด้วย 1.โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา วงเงิน 200,000 ล้านบาท ซึ่งในระยะ 5 ปีแรก จะต้องเพิ่มอัตราผู้โดยสารจาก 3 ล้านคนเป็น 15 ล้านคน และรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคน ภาย 15 ปีข้างหน้า 2.โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง เชื่อมโยงสนามบินพาณิชย์ 3 แห่ง ได้แก่สนามบินดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา วงเงินลงทุน 158,000 ล้านบาท

3.โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 วงเงิน 88,000 ล้านบาท 4.โครงการรถไฟทางคู่ เชื่อมโยงท่าเรือ 3 แห่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าทางราง วงเงิน 64,300 ล้านบาท 5.โครงการพัฒนาเมืองใหม่ ในพื้นที่ 3 จังหวัด เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งในปีนี้จะต้องได้ข้อสรุปเรื่องพื้นที่ และการจัดรูปที่ดิน

“ในระยะ 5 ปีนับจากนี้ไป จะต้องขยายสนามบินอู่ตะเภาให้รองรับผู้โดยสาร จาก 1.5 ล้านคน เป็น 3 ล้านคนแล้ว และรองรับได้ถึง 15 ล้านคนใน 5 ปีข้างหน้า อีกทั้งจะช่วยลดความแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองได้ด้วย นั่นหมายความว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง ที่เชื่อมต่อทั้ง 3 สนามบิน จึงจะทำให้ทั้งโครงการสนามบินอู่ตะเภาและรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง ประสบความสำเร็จและไปด้วยกันได้ ซึ่งการพัฒนาโครงการอีอีซีจะทำให้เกิดการพัฒนาเมืองใหม่ เป็นเมืองที่ทันสมัย ประชาชนมีรายได้และคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างน้อย 3 พื้นที่ ในฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง”

สำหรับการลงทุนของภาคเอกชน จะเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้นตั้งแต่ในปีนี้เป็นต้นไป ขณะนี้เริ่มมีการติดต่อจากนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งมาในรูปแบบของการเจรจากับบริษัทชั้นนำของอุตสาหกรรมต่างๆเพื่อจูงใจให้เข้ามาลงทุน แต่ละแห่งจะไม่เหมือนกัน โดยจะมีการเจรจาตรงเป็นรายๆ เนื่องจากแต่ละบริษัทความต้องการและเงื่อนไขไม่เหมือนกัน ขณะนี้รัฐมีเครื่องมือดึงดูดการลงทุนครบถ้วนแล้ว จึงมั่นใจว่าจะมีบริษัทชั้นนำเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก.

“คณิศ” เลขาฯอีอีซี เผยโครงการพัฒนาอีอีซีจะเกิดขึ้นได้ รัฐต้องเร่งเครื่องให้เกิดการประมูล5โครงการสำคัญภายใน 8 เดือนนับจากนี้ โดยใช้วิธีการพีพีพี ฟาส แทรค เป็นการเฉพาะของพื้นที่อีอีซี ซึ่งมาตรา 44 ได้เปิดช่องไว้ให้ทำได้อยู่แล้ว 6 มี.ค. 2560 04:26 6 มี.ค. 2560 04:28 ไทยรัฐ