วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อาณาจักร vs ศาสนจักร (1)

ผู้อ่านท่านหนึ่งมีข้อความมาที่ Line Official ไอดี @LGJ 0596P ถามว่าในอดีตเคยมีการต่อสู้กันระหว่างอาณาจักรและศาสนจักรบ้างไหมครับ? และฝ่ายไหนแพ้/ชนะ? ขอเรียนว่ามีครับ ส่วนเรื่องแพ้/ชนะ ส่วนใหญ่บาดเจ็บทั้งสองฝ่าย

ผมขอยกตัวอย่าง Kulturkamptf หรือคุลทัวร์คัมพฟ์ ซึ่งเป็นการต่อสู้กันระหว่างรัฐบาลจักรวรรดิเยอรมันกับพวกคริสตจักรโรมัน คาทอลิกในช่วง ค.ศ.1871-1887 ตอนนั้นจักรวรรดิเยอรมันเพิ่งตั้งขึ้นใหม่ๆ มีปรัสเซียเป็นผู้นำ โดยมีออทโท ฟอน บิสมาร์ค เป็นอัครมหาเสนาบดีของจักรวรรดิ

สมัยนั้นคริสตจักรโรมันคาทอลิกมีอิทธิพลมาก ศาสนิกชนไปใช้บริการทั้งด้านการสมรสและการจดทะเบียนสมรส การจัดการศึกษา การสอนวิชาศาสนา และการประกอบพิธีกรรมที่โบสถ์ เมื่อผู้คนให้ความสำคัญกับศาสนจักรคริสต์คาทอลิกกันมาก บิสมาร์คจึงไปคุยกับพรรคการเมืองที่มีความคิดแนวเสรีนิยมเพื่อขอความร่วมมือในการออกกฎหมายและกฎระเบียบเพื่อลดบทบาทและจำกัดสิทธิของคริสตจักรโรมันคาทอลิก

บิสมาร์คขอให้สภาออกกฎหมายพิเศษเพื่อให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐจับกุม คุมขัง และเนรเทศนักบวช หรือผู้ต่อต้านนโยบายของรัฐออกนอกประเทศ

คริสต์ศาสนิกชนคนเยอรมันในสมัยก่อนตอนโน้นนับถือศาสนาคริสต์ 2 นิกายหลัก คือ โรมันคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ คนสองนิกายนี่ไม่ถูกกัน พวกคาทอลิกมีความคิดแบบอนุรักษนิยม ส่วนโปรเตสแตนต์เป็นพวกชาตินิยมและเสรีนิยม

คนส่วนใหญ่ในจักรวรรดิเยอรมันเป็นโปรเตสแตนต์ พวกนี้คิดว่าชนกลุ่มน้อยคาทอลิกควรจะมีทางเลือกเพียงแค่ 2 อย่างเท่านั้น คือถูกกำจัดกวาดทำลายล้างซะให้สิ้นซาก หรือไม่ก็ควรถูกผสมกลมกลืนเข้ากับคนเยอรมันส่วนใหญ่ของจักรวรรดิซะ

พวกคาทอลิกจึงสู้ด้วยการตั้งพรรคการเมืองของพวกตัวเองขึ้น ชื่อว่าพรรคคาทอลิกกลาง โดยมีลุดวิก วินด์ทอร์สท์ เป็นหัวหน้า เพื่อจะใช้พรรคนี้ 1.แสดงออกทางการเมือง และ 2.ต่อสู้ให้มีข้อความในรัฐธรรมนูญว่าศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในดินแดนเยอรมันจะได้รับสิทธิในการดำเนินกิจกรรมทางศาสนา โดยปราศจากการแทรกแซงจากรัฐ

พรรคคาทอลิกกลางที่ถูกตั้งขึ้นใหม่ได้รับความนิยมและขยายตัว อย่างรวดเร็วมากจนกระทั่งรัฐบาลจักรวรรดิเยอรมันกลัว จึงหันไปร่วมมือกับพรรคการเมืองที่มีแนวความคิดชาตินิยมและเสรีนิยมออกกฎหมายจำกัดสิทธิของคริสตจักรโรมันคาทอลิกที่ผมเรียนรับใช้ไปแล้วตั้งแต่ต้น กฎหมายใหม่ให้จับและเนรเทศพระออกนอกประเทศได้ด้วย

ค.ศ.1871 แคว้นอัลซาซลอร์แรนของฝรั่งเศสมาผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเยอรมัน เรื่องนี้ทำให้บิสมาร์คและชนชั้นนำกลัวกันมาก เพราะผู้คนในแคว้นอัลซาซลอร์แรนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ทำให้ในจักรวรรดิเยอรมันมีประชากรคริสต์โรมันคาทอลิกมากถึงร้อยละ 37 หากปล่อยให้คริสต์คาทอลิกโตขึ้นเรื่อยๆต่อไปในอนาคตจะมีปัญหาแน่ เพราะคนที่นับถือนิกายนี้ภักดีต่อสันตะปาปาที่กรุงโรม ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจจากภายนอก ไม่ใช่อำนาจรัฐของจักรวรรดิเยอรมัน

สันตะปาปาที่กรุงโรมสอนให้พวกคาทอลิกเคร่งต่อวิถีปฏิบัติทางศาสนา ไม่ชอบให้คนมีวิถีชีวิตและแนวความคิดสมัยใหม่ สันตะปาปาสอนว่าการไปจดทะเบียนสมรสที่อำเภอไม่ถูกต้อง ต้องจดที่โบสถ์ การศึกษาก็เหมือนกัน จะต้องให้โบสถ์ดำเนินการ พวกโปรเตสแตนต์ (ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของจักรวรรดิเยอรมัน) บอกว่าสิ่งที่สันตะปาปาสอนนั้น เป็นความคิดที่โบราณคับแคบ เป็นเรื่องของการที่ฝ่ายศาสนาพยายามจะมีอำนาจเหนือรัฐ

บิสมาร์คใช้กฎหมายพิเศษยกเลิกหน่วยงานที่รับผิดชอบกิจการของคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกใน Ministry of Worship (ในสมัยปัจจุบันกระทรวงนี้ก็น่าจะแปลว่ากระทรวงศาสนา) ของแคว้นปรัสเซีย พอใช้อำนาจพิเศษยกเลิกปุ๊บ พวกเสรีนิยมในรัฐบาลและรัฐสภาก็เฮกันทั้งประเทศ เจ้าหน้าที่กระทรวงศาสนาที่เป็นพวกโปรเตสแตนต์เข้าไปควบคุมการดำเนินงานในโบสถ์ วัด และโรงเรียน ของโรมันคาทอลิกกันอย่างเต็มที่

โบสถ์ วัด โรงเรียน ที่พวกตนก่อร่างสร้างมาทีละเล็กละน้อยถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าควบคุม พวกคริสต์คาทอลิกก็เวรีแซด เศร้าสร้อยกันน่าดู

บิสมาร์คใช้อำนาจพิเศษปลดเสนาบดีกระทรวงศาสนาคนเดิม และแต่งตั้งอะดัลแบร์ท ฟัลค์ ผู้ที่ในสมองมีแต่เรื่องการกำจัดพวกคริสต์คาทอลิกเป็นเสนาบดีกระทรวงศาสนาคนใหม่ เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไปอย่างไร? พรุ่งนี้มารับใช้กันต่อครับ.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com 

5 มี.ค. 2560 09:38 5 มี.ค. 2560 14:58 ไทยรัฐ