วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เพาะช่างระดมทีม ปั้นหุ่นต้นแบบช้าง 20 ตัว ประดับรอบพระเมรุมาศ

เพาะช่างระดมทีม ปั้นหุ่นต้นแบบช้าง 20 ตัว ประดับรอบพระเมรุมาศ

  • Share:

วิทยาลัยเพาะช่างระดมทีมอาจารย์-ศิษย์ปัจจุบันและศิษย์เก่าด้านประติมากรรม ปั้นหุ่นต้นแบบช้าง 10 ตระกูล ประจำทิศทั้ง 4 ประดับ ภายในสระอโนดาตรอบพระเมรุมาศ จำนวน 20 ตัว ในตระกูลชาติพรหมพงศ์ ยึดตามคติโบราณและตำราคชลักษณ์ ส่งให้กรมศิลปากรตรวจได้ในสิ้นเดือนนี้ ขณะที่ผู้ว่าฯ กทม.รับสนองพระราชกระแสรับสั่ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี ดูแลต้นมะขามรอบสนามหลวง อายุเก่าแก่และเป็นพันธุ์ที่หายาก เร่งทำความเข้าใจประชาชน ห้ามนำสิ่งปฏิกูล น้ำร้อน น้ำเย็น มาราดบริเวณโคนต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 3 มี.ค.ถึงความคืบหน้าในการก่อสร้างพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีถวาย พระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช โดยได้รับการเปิดเผยจากนายประสิทธ์ิ เอมทิม หัวหน้าสาขาประติมากรรมไทย ภาควิชาศิลปะประจำชาติ วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ว่า กรมศิลปากรมอบหมายให้วิทยาลัยเพาะช่างเป็นผู้รับผิดชอบการปั้นประติมากรรมช้าง 10 ตระกูล ประจำทิศทั้ง 4 เพื่อประดับภายในสระอโนดาตรอบพระเมรุมาศที่จำลองเป็นป่าหิมพานต์ในงานพระราชพิธีถวายพระ เพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขณะนี้ได้ออกแบบลายเส้นประติมากรรมช้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยยึดตามคติโบราณและรูปแบบในตำราคชลักษณ์ ซึ่งแสดงรูปพรรณสัณฐานของช้าง โดยช้างเผือกแบ่งออกเป็น ตระกูลชาติพรหมพงศ์ อิศวรพงศ์ พิษณุพงศ์ และอัคนิพงษ์ ซึ่งกรมศิลปากรให้ยึดตระกูลชาติพรหมพงศ์ ขณะนี้เริ่มขึ้นรูปงานปั้นต้นแบบจำนวน 20 ตัว แต่ละตัวมีความสูงประมาณ 50 เซนติเมตร ซึ่งขั้นตอนจัดสร้างต่างจากคณะช่างสิบหมู่ เพราะช่างจะใช้โฟมเป็นวัสดุขึ้นโครงสร้างและเกลาให้เป็นรูปทรงช้าง แล้วพอกดินน้ำมันทับโฟมโครงหุ่นเก็บรายละเอียด จากนั้นจะจัดส่งชิ้นงานให้กรมศิลปากรตรวจสอบว่าช้างตรงตามคชลักษณ์หรือไม่ คาดว่าจะส่งต้นแบบช้างทั้ง 20 ตัว ได้ภายในสิ้นเดือนมีนาคม จากนั้นจะเคลื่อนย้ายชิ้นงานกลับมาวิทยาลัยเพาะช่าง ทำพิมพ์ซิลิโคน เมื่อถอดพิมพ์แล้วจะส่งให้สำนักช่างสิบหมู่เดือนเมษายนเพื่อหล่อชิ้นงานไฟเบอร์กลาส ลงสีบนตัวเพื่อสื่อความหมายที่ชัดเจนและน่าสนใจมากขึ้น

“เป็นครั้งแรกที่ทีมเพาะช่างได้ร่วมปฏิบัติงานจัดสร้างงานศิลปกรรมประกอบพระเมรุมาศ ช้างมงคลถือเป็นช้างคู่บารมีของพระมหากษัตริย์ ขณะนี้ช่างปั้นจำนวน 30 คน ประกอบด้วยทีมอาจารย์และนักศึกษาประติมากรรมไทย 20 คน และทีมศิษย์เก่าเพาะช่างที่มีฝีมือด้านประติมากรรมกำลังทำงานปั้นต้นแบบ 20 ตัวไปพร้อมๆกัน โดยอิงรูปแบบช้างในตระกูลชาติพรหมพงศ์ มีลักษณะสีต่างกัน ขาว เหลือง เขียว แดง ดำ ม่วง และมีช้างชื่อว่าพญาฉัททันต์ ช่างเริ่มปั้นเป็นชิ้นแรก เพราะเป็นเจ้าแห่งช้างในตระกูลนี้และมีพละกำลังมากที่สุด ลักษณะพิเศษงาช้างมี 6 งา ช่างจะปั้นให้ดูคล้ายกับงาที่มีประกายรัศมี 6 แฉก อีกช้างหนึ่งชื่อเอกทันต์ งา 2 ข้างยาวอ้อมเข้ากอดงวง เรียก “งาอ้อมจักรวาล” ประติมากรรมช้าง 10 ตระกูลที่ประดับในสระอโนดาตรอบพระเมรุมาศ นอกจากปั้นตามตำราคชลักษณ์แล้ว จะมีบางส่วนที่ช่างสร้างสรรค์ผสมผสานจินตนาการดูแล้วลักษณะเหนือจริง เช่น มีหัวเป็นช้าง มีปีกแบบนก หรือหัวและตัวท่อนบนเป็นช้าง หางเป็นปลา ช่างทุกคนจะทุ่มเทความสามารถเพื่อให้สัตว์หิมพานต์ประดับพระเมรุมาศสมพระเกียรติที่สุด” นายประสิทธิ์กล่าว

สำหรับบรรยากาศการแสดงความไว้อาลัย และถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรม มหาราชวัง ตลอดทั้งวันที่ 3 มี.ค. พสกนิกรทุกหมู่เหล่าจากทั่วสารทิศของ ประเทศไทย อาทิ จากจังหวัดน่าน มหาสารคาม ขอนแก่น สงขลา นราธิวาส พระนครศรีอยุธยา ฯลฯ เดินทางมารอต่อแถวเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ อย่างไม่ขาดสาย โดย น.ส.อัญชลี ภู่ขจีตระกูล อายุ 28 ปี ชาวจังหวัดนราธิวาส อาชีพพยาบาล โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ จ.สงขลา กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า มาสักการะพระบรมศพเป็นครั้งแรก เมื่อคิดถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็จะคิดถึงแต่พระราชกรณียกิจนานัปการที่ทรงทำเพื่อคนไทย คุณแม่เคยเล่าให้ฟังว่า พระองค์ท่านเสด็จฯมาเยือนจังหวัดนราธิวาสบ่อยครั้ง จนมีเรื่องราวของพระสหายแห่งสายบุรี หรือ “วาเด็ง ปูเต๊ะ” ที่คนไทยรู้จักกันดี ซึ่งพื้นที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่นั้น ก็ได้รับประโยชน์จากโครงการแกล้งดิน แก้ปัญหาดินเค็มในป่าพรุ ทำให้ชาวบ้านมีดินที่ดีสามารถเพาะปลูกได้

ด้านสำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 2 มี.ค. มีจำนวนทั้งสิ้น 23,223 คน รวม 120 วัน มี 4,889,973 คน และประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 2,963,540.25 บาท รวม 120 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 413,898,887.34 บาท

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ถึงกรณีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลต้นมะขามในท้องสนามหลวงว่า ทาง กทม.ได้น้อมรับพระราช กระแสรับสั่ง ในการดูแลต้นไม้ในพื้นที่สนามหลวง ซึ่งได้กำชับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลต้นมะขามทุกต้น เนื่องจากเป็นต้นมะขามที่มีอายุเก่าแก่และเป็นพันธุ์ที่หายาก ควรอนุรักษ์เอาไว้และให้ช่วยกันดูแล พร้อมกับทำความเข้าใจประชาชน ไม่ให้ใครนำสิ่งปฏิกูลหรือน้ำร้อน น้ำเย็น มาราดบริเวณโคนต้นมะขาม เพราะอาจทำให้ต้นมะขามตายได้ ที่ผ่านมา กทม.ร่วมกับสวนนงนุช จ.ชลบุรี จัดทีมผู้เชี่ยวชาญการดูแลต้นไม้ เข้ามาดูแลต้นมะขามและบำรุงรักษาด้วยการเพิ่มปุ๋ยและออกซิเจน ส่วนต้นมะขามจำนวน 44 ต้น ที่จะต้องเคลื่อนย้ายออกจากบริเวณสนามหลวง เพื่อเปิดพื้นที่ให้กรมศิลปากรก่อสร้างพระเมรุมาศ ได้ขุดล้อมและอนุบาลไว้ ก่อนเคลื่อนย้ายไปดูแลยังจุดอื่น เมื่อเสร็จสิ้นพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว จึงจะนำต้นมะขามมาปลูกไว้ที่จุดเดิม แต่ที่ผ่านมาทาง กทม.ปลูกต้นมะขามเพิ่มเติมอีก 37 ต้นด้วย ดังนั้น ยืนยันว่าดำเนินการดูแลต้นมะขามทุกต้นในพื้นที่สนามหลวงอย่างดีที่สุดตามที่พระองค์ทรงห่วงใย

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้