วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เรือแป๊ะเกยหาด ถ้ายื้ออยู่เกินโรดแม็ป ธีรยุทธฉะปฏิรูปไร้ผล

‘ประเวศ’ติงปรองดอง ยิ่งเจรจายิ่งทะเลาะกัน

“บิ๊กตู่” นั่งหัวโต๊ะประชุมปฏิรูปประเทศ ผลักดัน 42 ประเด็นปฏิรูปภายในปี 2560 เน้นสร้างประชาธิปไตย ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาการศึกษา “ธีรยุทธ บุญมี” ออกโรงชำแหละยับรัฐบาล ตั้งสารพัดทีมงานมากมาย แต่ไร้ผลงานการปฏิรูป เตือนนายกฯระวังนำเรือแป๊ะเกยหาด หากคิดลากยาวอำนาจอยู่เกินโรดแม็ป เย้ยมนต์ขลัง คสช.เริ่มเสื่อม ต้องเร่งกู้ศรัทธาก่อนแปรสภาพเป็นรัฐบาล “ตู่เตี้ยลง” ด้าน “หมอประเวศ” ร่วมบลัฟ ฉะเรียกคู่ขัดแย้งคุย ยิ่งทะเลาะหนัก สร้างความปรองดองไม่ได้ แนะ ป.ย.ป.เร่งกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น 4 พรรคเล็กให้ความเห็นสลายขัดแย้ง สอนรัฐบาลต้องเปิดกว้างรับฟังความเห็น ทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ กรธ.ถกกฎหมายลูกองค์กรอิสระ เล็งออกกฎคาดโทษ ป.ป.ช.หากทำคดีล่าช้า

หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) มาวางแนวทางการปฏิรูประเทศ และการสร้างความปรองดองมาได้ระยะหนึ่ง ล่าสุดนายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการสาธารณะ ออกมาแสดงความเห็นไม่เชื่อมั่นว่า การปฏิรูปประเทศจะประสบความสำเร็จ พร้อมเตือนนายกรัฐมนตรี อย่าฝืนอยู่ในอำนาจเกินโรดแม็ป อาจทำให้เรือแป๊ะเกยหาดได้

“บิ๊กตู่” บอกไม่ได้ถอยแก้ปัญหา

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 3 มี.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศครั้งที่ 1/2560 ในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) มี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เลขานุการ ป.ย.ป. ตลอดจนประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ร่วมประชุม โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเปิดประชุมตอนหนึ่งว่า ตลอด 2 ปี คิดว่าต้องทำให้ประเทศสงบร่มเย็น มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ปัญหาต้องเร่งแก้ จนบางครั้งอาจขัดใจบ้าง เพราะไม่อยากให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยเดือดร้อนมากเกินไป มีหลายอย่างต้องทำเวลานี้ และอีกหลายอย่างต้องทำวันข้างหน้า เพราะอาจถูกกดดันได้ว่า หากไม่แก้วันนี้ ในวันหน้าก็ทำไม่ได้ เรื่องเหล่านี้อันตราย ต้องทำสิ่งที่ขัดแย้งน้อยสุดก่อน แล้วไปวางแผนแก้ความขัดแย้งมากในอนาคต หากนำมาแก้ทั้งหมดไม่สามารถทำได้ ส่วนที่แก้ไขไม่ได้ทั้งหมด ไม่ใช่เพราะตนยอมถอย แต่ต้องแก้เรื่องขัดแย้งน้อยให้ได้ก่อน

วางแนวทางปฏิรูป 42 เรื่องปี 60

จากนั้น นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการ ป.ย.ป. แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีวาระสำคัญ 3 เรื่องคือ 1.การพิจารณาความเชื่อมโยงการปฏิรูปให้เข้ากับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยกำหนดแนวทางการปฏิรูป 6 ด้านว่าเรื่องใดต้องทำก่อนหรือหลัง 2.การพิจารณา 27 วาระการปฏิรูปตามข้อเสนอของ สปท. แยกเป็น 42 ประเด็นต้องทำในปี 2560 และ 32 ประเด็นต้องดำเนินการภายในปี 2561-2564 3.การพิจารณาขับเคลื่อนการปฏิรูป โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูป (กขป.) และคณะกรรมการขับเคลื่อนเร่งรัดการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล (กขร.) โดยตั้งคณะทำงานขึ้น 2 ชุด 1.คณะทำงานสานพลังปฏิรูปเพื่อพัฒนาพื้นที่และสังคม มีนางสีลาภรณ์ บัวสาย รอง ผอ.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นประธาน 2.คณะทำงานบูรณาการและขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงระบบและโครงสร้าง มีนายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผอ. สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.) เป็นประธาน

เน้นลดเหลื่อมล้ำ–พัฒนาการศึกษา

นายสุวิทย์กล่าวว่า หลังจากนี้จะแบ่งการปฏิรูปเป็น 3 ระดับคือ 1.วาระปฏิรูปที่ดำเนินการได้ทันที ให้กระทรวงขับเคลื่อน 2.การปฏิรูปที่ต้องบูรณาการข้ามกระทรวง มอบ กขร. และ กขป. ดำเนินการ 3.การปฏิรูปที่มีความยุ่งยาก อาจต้องใช้กลไกพิเศษ ให้คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูป ใน ป.ย.ป.ดำเนินการ นายกฯ เน้นย้ำ 3 ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการปฏิรูปคือ ประชาธิปไตยในอนาคตตามหลักคิดความเป็นปวงชนชาวไทยจะถูกพัฒนาอย่างไร การลดความเหลื่อมล้ำผ่านการปฏิรูประบบเศรษฐกิจและสังคม การพัฒนาคนและการศึกษา แผนงานต่างๆ ถือว่าขณะนี้รัฐบาลจัดทำพิมพ์เขียวรวบรวมวาระ และแนวทางการปฏิรูปในปี 2560 ไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว และจัดทำข้อสรุปประเด็นการขับเคลื่อนการปฏิรูปตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน อนาคต ว่า จะทำอะไรต่อไป จากนี้ไปรัฐบาลจะเดินตามโรดแม็ปการปฏิรูปที่ได้ประชุมไป

“ธีรยุทธ” ชำแหละยับปฏิรูปไร้ผล

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการสาธารณะ แถลงวิเคราะห์ “อนาคตการเมืองและการปฏิรูปประเทศไทย วิพากษ์ แนะนำ วิธีคิด คสช. และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์” ว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ไม่ได้เป็นศัตรูหรือสนับสนุน คสช. แต่เป็นการทำงานทางวิชาการที่เคยทำมาตลอดทุก 1 ปี จะวิเคราะห์สถานการณ์ เพียงแต่ไม่ได้ทำมา 3 ปีแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องแสดงความเห็นเพื่อเสนอแนะให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ขณะนี้เห็นว่าประเทศไทยกำลังวิ่งเข้าสู่วิถีอนุรักษ์ และจารีตนิยมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความหวังการปฏิรูประดับโครงสร้างอำนาจมีน้อยมากเพราะผู้มีอำนาจล้วนเป็นข้าราชการที่จะสูญเสียอำนาจ หากมีการปฏิรูป ขณะที่การดำเนินงานของ คสช.อาศัยข้าราชการทุกหน่วยงานเป็นหลัก อีกทั้งนโยบายก็เพิ่มอำนาจให้ข้าราชการ ไม่กระจายอำนาจให้ประชาชน แม้จะตั้งซุปเปอร์บอร์ด แต่กลับแต่งตั้งนายทหารเหล่าทัพต่างๆ จำนวนมากไปเป็นบุคลากร ซึ่งไม่ปรากฏผลงานปฏิรูปใดๆ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงผู้ว่าฯ กทม. ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นเพียงรับงานตามความต้องการของ คสช. ไม่ได้ตั้งเป้าปฏิรูปองค์กร

เตือนเรือแป๊ะเกยหาดหากอยู่ยาว

นายธีรยุทธกล่าวว่า ขณะที่บุคลากรแม่น้ำ 5 สายเกือบทั้งหมดล้วนมีความคิดแบบอนุรักษ์และจารีตนิยม แม้มีผลงานที่ดีอยู่บ้าง แต่ไม่มีความหวังเรื่องการปฏิรูป เพราะยังแสดงออกว่าจะผลักดัน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อยู่ในอำนาจต่อไป เพื่อให้ตัวเองอยู่ในอำนาจด้วย ดังนั้นจากเรือแป๊ะแม่น้ำ 5 สาย จึงเริ่มกลายเป็น “ยุทธ์เรือโยง ป้อมเรือพ่วง” ลากจูงอย่างทุลักทุเลมากขึ้น อาจเกยหาดหรือติดเกาะได้ ถ้ายังฝืนอยู่ในอำนาจเกินโรดแม็ป เกือบ 3 ปีจากการบริหารของ คสช. ประเทศไทยได้นายกฯ คนใหม่ที่มีความสนุกสนาน ได้ความสบายใจ มีการจัดระเบียบ กำหนดนโยบายใหม่ ส่วนตัวเชื่อว่า เรื่องความขัดแย้งแบบเก่าจะไม่กลับมา เพราะไม่ง่ายที่จะปลุกระดม อย่างไรก็ตาม เรื่องการปรองดองจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อสองฝ่ายอยู่ในฐานะที่เห็นผลลัพธ์สุดท้ายชัดเจนว่าจะแพ้ หรือชนะได้แน่นอนแล้วหรือหากยื้อต่อไป ต่างฝ่ายจะสูญเสียเพิ่ม จึงหันมาพูดจากัน เพื่อให้ทุกฝ่ายชนะคือ วิน วิน แต่อาจต้องใช้เวลา ซึ่งรัฐบาลต้องมีแนวนโยบายที่ถูกต้อง ทำงานปฏิรูปให้ได้ผล จะช่วยไม่ให้เกิดความขัดแย้ง

ระวัง “ตู่เตี้ยลง” ก่อนจบโรดแม็ป

นายธีรยุทธกล่าวว่า ขณะนี้มนต์ขลังจากการ บริหารที่ประชาชนเห็นว่า ทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบนั้น เริ่มเสื่อมส่งผลให้ความมั่นใจในรัฐบาลเริ่มคลอนแคลน แต่ไม่คิดว่า จะเกิดปัญหาแทรกซ้อนโครงสร้างทางประชาธิปไตย ดังนั้นต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง อย่าเสียคำพูดเรื่องโรดแม็ปให้มีการเลือกตั้ง ควรมุ่งเน้นเกี่ยวกับงานโครงสร้างอำนาจ หรือการวางรากฐานเช่น การปราบคอร์รัปชันที่ยังไม่มีความคืบหน้า รวมถึงจัดการกับคดีใหม่เช่น เชฟรอน รถญี่ปุ่นเลี่ยงภาษี ปตท.ไม่ยอมคืนท่อก๊าซ ปราบปรามอิทธิพลนอกระบบให้มีความคืบหน้า จะช่วยดึงศรัทธาจากประชาชนกลับมาได้ ไม่เช่นนั้นประชาชนอาจจะนึกถึงภาพรัฐบาล “ตู่ต้นเตี้ย หรือตู่เตี้ยลง” ก่อนจบโรดแม็ป

“ขอทำความเข้าใจว่า ตู่ต้นเตี้ย เป็นคำโบราณ หมายถึงว่า อย่ามายอฉันเลย เหมือนเตยต้นเตี้ยคือ เป็นคนดีแต่อาภัพอับวาสนา ที่เปรียบแบบนี้ เพราะลุงตู่ชอบน้อยใจอยู่เรื่อยว่า ทำงานเหนื่อย แต่ไม่มีคนเห็นใจ ส่วนตู่เตี้ยลงก็เหมือนสาละวันเตี้ยลง แต่ลุงตู่มีผู้สนับสนุน เดี๋ยวก็มีคนมาเชียร์ให้ลุกขึ้นเหมือนเพลงสาละวันลุกขึ้น ลุกขึ้นสาละวัน พูดแบบนี้เป็นการแหย่ในเชิงกวี เพราะเห็นว่านายกฯก็เป็นนักเลงกลอน”

ฉะตั้ง กก.หลายชุดแต่ไร้ผลงาน

นายธีรยุทธกล่าวว่า การบริหารของ คสช.ขณะนี้ เริ่มอยู่ในสภาพเรือแป๊ะพายวน โดยเฉพาะมาตรการสร้างความปรองดอง การวางแผนยุทธศาสตร์ต่างๆ มีการตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2 ชุด กรรมการปฏิรูป 2 ชุด กำหนดยุทธศาสตร์ 20 ปี รวม 3 แผนใหญ่ แต่ไม่มีผลงานที่ให้ความมั่นใจได้ว่า จะแก้ปัญหาได้จริงแม้แต่ชุดเดียว คสช.ตั้งธงความคิดกับยุทธศาสตร์แก้ปัญหาประเทศผิดพลาด ควรวางรากฐานความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปเพื่อให้พ้นจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซ้ำซ้อน ปัญหากลุ่มอุปถัมภ์ทั้งแบบหนี้บุญคุณให้คนจน และการอุปถัมภ์ในระดับคนรวย อยากให้รัฐบาลปฏิรูปประเทศในลักษณะให้แผนการดำเนินการ ไม่ใช่โปรแกรมทางความคิด ต้องแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางกายภาพ อาจใช้มาตรา 44 แบ่งงบประมาณไปช่วยคนจนเรื่องปากท้อง การแก้คอร์รัปชัน และปฏิรูปการศึกษาแบบสองทาง ให้รัฐบาลทำเป็นเรื่องๆ เชื่อว่าภายใน 6 เดือนจะเห็นผล แต่การปฏิรูปจะสำเร็จขึ้นกับผู้มีอำนาจมีศิลปะในการใช้อำนาจหรือไม่ และมีเจตจำนงในการปฏิรูปหรือไม่ การปฏิรูปจะสำเร็จต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม ต้องขยายอำนาจให้ประชาชนมาช่วยค้ำจุน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแถลงข่าวของนายธีรยุทธครั้งนี้ไม่ได้สวมเสื้อกั๊กตัวโปรด แต่สวมเสื้อสูทสีดำ เนื่องจากหลังการแถลงข่าวต้องบรรยายพิเศษให้กับหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) ของสำนักงาน กกต.

“ประเวศ” แนะ ป.ย.ป.ปฏิรูปท้องถิ่น

วันเดียวกัน ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค นพ.ประเวศ วะสี นักวิชาการชื่อดัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ ภายในงานเวทีสานพลังชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนครั้งที่ 1 ประจำปี 2560 ตอนหนึ่งถึงการทำงานของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ว่า ตอนนี้ตั้งคณะกรรมการเข้ามาทำงานเยอะแยะ แต่ยังไม่ทราบว่าจะทำอะไร จะพูดสะเงาะสะแงะไปเรื่อยๆไม่ได้ ถ้า ป.ย.ป.จะทำสงครามเอาชนะสำเร็จ ต้องจับยุทธศาสตร์ชุมชน ปฏิรูปท้องถิ่นให้ได้ อย่าให้ความสำคัญกับข้างบน หรือสร้างเจดีย์จากยอดลงล่าง ต้องเน้นจากการสร้างฐานของประเทศให้แข็งแรง ต้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ไม่รวมศูนย์อำนาจการปกครองไว้ที่ส่วนกลางมากไป เพื่อไม่ให้ เกิดความซับซ้อน

บลัฟคุยคู่ขัดแย้งแก้ปัญหาไม่ได้

นพ.ประเวศกล่าวว่า หากรัฐบาลไม่กระจายอำนาจ จะทำให้เกิดปัญหาชาติ 6 ด้าน คือ 1.ทำชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ 2.เกิดความขัดแย้งกับวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3.ระบบราชการอ่อนแอรัฐใช้แต่อำนาจ ทั้งที่ความจริงต้องใช้ปัญญา 4.ทำให้การต่อสู่ชิงอำนาจทางการเมืองรุนแรง ลงทุนทุกอย่างทั้งการเงิน ความรุนแรงทุกชนิด เพราะใครได้อำนาจจะกินรวบหมดทั้งประเทศ 5.เกิดปัญหาคอร์รัปชัน 6.ทำให้เกิดรัฐประหารได้ง่าย ใช้ทหารไม่กี่ร้อยคนก็ทำสำเร็จ หากรัฐบาลยึดยุทธศาสตร์ชุมชน ปฏิรูปท้องถิ่น การปรองดองจะเกิดขึ้นเอง ไม่ต้องไปพูดเรื่องปรองดอง เพราะยิ่งเจรจายิ่งทะเลาะกันใหญ่ เพราะการเจรจาต้องพูดถึงความหลัง สุดท้ายแล้วก็โทษกันไปกันมา ปัญหาไม่จบ

มทภ.1 เชิญผู้ว่าฯถกแผนปรองดอง

ที่กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะ ผบ.กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพภาคที่ 1 (กกล.รส.) เป็นประธานประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยเชิญผู้แทน กอ.รมน.ภาค 1 ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงและ ผบ.กองกำลัง ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 เข้าร่วมประชุม โดย พล.ท.อภิรัชต์กล่าวว่า กองทัพภาคที่ 1 รับผิดชอบ 21 จังหวัดภาคกลาง จึงเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดมารับทราบแนวทางสร้างความปรองดอง ตามที่คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน โดยการดำเนินการ ผู้ว่าฯจะเป็นตัวหลักในการบริหารจัดการ มีหน่วยทหารในพื้นที่ระดับผู้บัญชาการกองพล และ ผบ.มณฑลทหาร ประสานงานเชิญกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่มมาแสดงความเห็นคือ 1.นักการเมืองท้องถิ่นและผู้สนับสนุน 2.นักวิชาการ 3.ข้าราชการ นักธุรกิจในพื้นที่ 4.กลุ่มผู้นำชุมชน ภาคประชาชน

ดึง 4 กลุ่มไขคำตอบสร้างสันติสุข

พล.ท.อภิรัชต์กล่าวว่า ในการเชิญ 4 กลุ่มเป้าหมายมาแสดงความเห็นนั้น มีคำถามหลักที่นายกรัฐมนตรีฝากไว้และให้ความสำคัญมากคือ การมองปัญหาประเทศ และมีแนวทางแก้ไขปัญหาประเทศอย่างไร เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในอนาคต การรับฟังความคิดเห็นในระดับพื้นที่จะสรุปประเด็นสัปดาห์ละครั้ง เชื่อว่าศักยภาพของผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด สามารถดำเนินการได้เสร็จภายในเดือน มี.ค. เมื่อถามว่า มีความห่วงพื้นที่ใดเป็นพิเศษหรือไม่ พล.ท.อภิรัชต์ตอบว่า ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายกลุ่มหลายฝ่ายก็ปรับทัศนคติ และปรับตัวเองจนเห็นความจริงใจของรัฐบาล จึงไม่หนักใจ รวมถึงผู้ว่าฯเช่นเดียวกัน ส่วนการเชิญนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย มาพูดคุยก่อนหน้านี้ เนื่องจากนายวัฒนามีวิสัยทัศน์ทางการเมืองดีมาก มีแนวทางนำเสนอไปสู่ความปรองดองได้ดี จากการพูดคุยนายวัฒนาบอกว่า ต่อไปนี้ ถ้ามีอะไรจะเสนอความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์

พรรคเล็กให้เปิดกว้างฟังความเห็น

วันเดียวกัน ที่กระทรวงกลาโหม พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยเชิญ 4 พรรคการเมืองร่วมแสดงความเห็นสร้างความปรองดองได้แก่ พรรคเงินเดือนประชาชน พรรคแทนคุณแผ่นดิน พรรคเพื่อสันติ พรรคเสรีรวมไทย โดย พล.ต.ชูชีพกล่าวว่า บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปด้วยดี ทุกพรรคเห็นไปในทางเดียวกันว่า วิธีแก้ปัญหาคือ ต้องเปิดกว้างรับฟังซึ่งกันและกัน ปรับบทบาทตนเอง เพื่อประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้ง ส่วนเรื่องความขัดแย้งนั้น พรรคการเมืองควรปรับบทบาทของตนเป็นสถาบันทางการเมืองและรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ขณะที่รัฐและส่วนกลางต้องกำหนดกรอบกติกาทางการเมืองให้ชัดเจน ให้เกิดความเท่าเทียม ไม่ให้มีการซื้อสิทธิขายเสียง ทำให้เกิดการถอนทุนทางการเมือง กลายเป็นปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ส่วนเรื่องความยุติธรรมนั้น ส่วนใหญ่เห็นว่า ประชาชนขาดความเชื่อมั่น เพราะทำผิดแต่ไม่ถูกลงโทษ รัฐจึงต้องทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ ขณะที่สื่อมวลชนก็มีส่วนขยายความขัดแย้งในวงกว้าง ถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมือง

ติงนักการเมืองหยุดทำลายบรรยากาศ

พล.ต.คงชีพกล่าวว่า ในวันที่ 6 มี.ค. จะเชิญพรรคภูมิใจไทย พรรคภราดรภาพ มาหารือ วันที่ 7 มี.ค. เชิญพรรคพลังพลเมือง พรรคพลังประเทศไทย พรรคประชาสันติ และพรรคสังคมประชาธิปไตยมาหารือ ส่วนพรรคเพื่อไทยจะเชิญมาหารือในวันที่ 8 มี.ค. แต่ยังไม่ระบุรายละเอียดว่า จะส่งใครมาให้ความเห็น สำหรับกลุ่ม กปปส.อยู่ระหว่างประสานงานนัดวันเวลาที่แน่ชัด อยากฝากถึงพรรคการเมืองที่เสนอข้อคิดเห็นผ่านสื่อ ขอให้ใช้ดุลพินิจความเหมาะสม เพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไขทางสังคม และกระทบต่อบรรยากาศปรองดองที่ประชาชนร่วมกันสร้างขึ้น แนะให้เสนอผ่านเวทีปรองดองที่เปิดกว้างทั้งในส่วนกลางและระดับพื้นที่ ขณะที่สื่อมวลชนควรนำเสนอข้อมูลอย่างมีดุลพินิจเหมาะสม ไม่ควรนำคำถาม คำตอบโต้กันไปมา อาจสร้างความสับสนให้สังคม

ผบ.ทบ.ให้ นปอ.ร่วมสร้างสามัคคี

ที่หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบก (นปอ.) พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.เป็นประธานวันคล้ายวันสถาปนาหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ (นปอ.) ครบรอบ 25 ปี มี พล.อ.วิโรจน์ แสงสนิท พล.อ.สำเภา ชูศรี อดีต ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.เถกิง มุ่งธัญญา ตลอดจนนายทหารชั้นผู้ใหญ่เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง โดย พล.อ.เฉลิมชัยให้โอวาทว่า นปอ.เป็นหน่วยสำคัญของกองทัพบก เนื่องจากมีภารกิจครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง กำลังพลต้องมีความรู้ความสามารถเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ที่ผ่านมากองทัพบกต้องรับผิดชอบในนามของ คสช. จึงทำให้ นปอ.ต้องรับผิดชอบการดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชนตลอด 2 ปีที่ผ่านมา นปอ.สามารถทำได้เรียบร้อยดี อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันกองทัพต้องดูแลความมั่นคงให้รัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลบริหารประเทศนำไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ปที่กำหนดไว้ และมีส่วนสำคัญช่วยกันสร้างความเข้าใจต่อประชาชนช่วยสร้างความสามัคคีปรองดอง อยากฝากให้ทุกคนตั้งใจ ทุ่มเทมุ่งมั่นทำงานตามภาระหน้าที่เพื่อกองทัพบก

“บิ๊กตู่” แจงใช้ยาแรงเท่าที่จำเป็น

ค่ำวันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ว่ามีเรื่องที่อยากทำความเข้าใจกับประชาชน กรณีการทำงานของรัฐบาลและ คสช. เวลานี้พยายามรับฟังทุกฝ่าย ถึงแม้จะมีการบิดเบือนให้ร้ายตลอดเวลา รัฐบาลพยายามอดทน ไม่ลุแก่อำนาจ โดยใช้กฎหมาย ใช้คำสั่งใช้มาตรา 44 เท่าที่จำเป็น ไม่ได้ใช้เพื่อความรุนแรงในเรื่องที่เร่งด่วน สิ่งสำคัญคือประชาชนทั้งประเทศล้วนมีความคาดหวัง ส่วนใหญ่หวังให้มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น มีทั้งฝ่ายยอมรับการเปลี่ยนแปลง และฝ่ายอยากได้ทุกอย่าง โดยไม่เปลี่ยนแปลงตนเองแม้แต่อย่างเดียว ไม่ฟังเหตุผลใดๆ ยังเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ โดยไม่มีทางออกอะไรเลย บางส่วนที่เข้าใจก็อาจนิ่งเฉยไม่ช่วยอธิบายขยายความ หรือใครได้ประโยชน์ไปแล้วก็ไม่พูดต่อ ทำให้หลายส่วนเข้าใจผิด ขยายความออกไปผิดๆ สื่อที่เป็นปัญหา บางสื่อขยายความเข้าใจผิดๆต่อไป เพื่อมุ่งหวังขายข่าวแสวงหาผลประโยชน์เฉพาะหน้า วันนี้อย่าทำลายประเทศอีกเลย รู้แก่ใจอยู่แล้วว่าใครเขียนยังไง รู้ตัวเองแล้วรับผิดชอบด้วย

สวดพวกปลุกระดมตั้งท่าจับผิด

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ทุกคนต้องเข้าใจ คนขาดแคลนทุกคนอยากได้เงิน ค่าแรง ค่ารักษาพยาบาล การศึกษาฟรี อะไรที่มันฟรีๆ เราพร้อมหรือยังที่จะให้ได้มากขนาดนั้น วันนี้ทุกคนไม่เข้าใจ พยายามไปปลุกปั่นปลุกระดมผู้มีรายได้น้อยว่า รัฐบาลต้องดูแลมากกว่านี้ ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามเพิ่มให้ทุกอย่าง แต่มันเพิ่มได้น้อย เพราะฉะนั้นอย่ามาจ้องจับผิดตนไม่ได้ทำเพื่อกลุ่มทุนแล้วลืมประชาชน ไม่อยากให้คิดกันคนละทาง แล้วติโน่นตินี่ ติไว้ก่อนไม่เป็น ประโยชน์ ต้องไปกดดันผู้ที่ไม่ให้ความร่วมมือ คาดคั้นความรับผิดชอบจากคนเหล่านี้ ขอให้ไปทบทวน ถ้าอยากจะทำแบบนี้ไปทำกับรัฐบาลหน้าดูว่า จะทำ ได้ไหม วันนี้อยากให้ประเทศเดินหน้า อย่าล้มเหลว ไร้ระเบียบวินัยเหมือนเดิม สามารถเสนอความเห็นให้รัฐบาลรับทราบได้ แต่อย่าติติงทั้งหมด อาจไม่ได้ดีทั้งหมด 100% แต่ต้องดีมากกว่าไม่ดี บางอย่างเพิ่งเริ่ม ต้องให้เวลาการทำงานบ้าง เหมือนที่เคยให้เวลาทุกรัฐบาล

ถล่มนายกฯเสพติดอำนาจเกินขนาด

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ระบุมีคนเปลี่ยนชื่อ ป.ย.ป.เป็น “ประยุทธ์อยู่ต่อไปนานๆ” ว่า แนวคิดนี้น่าจะมีอยู่จริง ตั้งแต่การทำรัฐประหาร สะท้อนผ่านยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และอีกหลายเรื่องที่วางรากฐานเพื่ออยู่ต่อนานๆ การอยู่นานไม่ใช่ปัญหา แต่ต้องดูผลงานบริหารประเทศด้วย เศรษฐกิจย่ำแย่ ผู้คนลำบากเดือดร้อน มีแนวทางมาตรการแก้ไขอย่างไร การบอกว่า ถ้ามาตรา 44 ใช้ไม่ได้ต้องร่างมาตรา 88 มาใช้แทน สะท้อนว่ามีแนวคิดบริหารราชการแผ่นดินอย่างไร แต่ไม่ว่ามาตรา 44, 88 หรือมาตราพันกว่าก็ไม่ช่วย ถ้าบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นธรรม สองมาตรฐาน ละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่เป็นประชาธิปไตย นอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหา ยังสร้างความขัดแย้งใหม่ขึ้นมา วันนี้ใช้มาตรา 44 เหมือนยาครอบจักรวาล ตั้งแต่ปวดแขนถึงปวดตับ ที่สุดเชื้อจะดื้อยา รักษาอะไรไม่ได้อีก ผู้นำและเครือข่ายต้องระวังอย่าเสพติดมาตรา 44 มากเกินไป เพราะต้องเพิ่มความเด็ดขาดไปจนถึงขั้นเสพติดอำนาจเกินขนาด

แขวะอย่าเชื่อ ขรก.หลงภาพลวงตา

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ระบุถึงการอยู่ยาวมันทรมาน แต่ขอให้มีผู้นำองค์กรอยู่เคียงข้างนั้น หากจะอยู่ยาว ก็ขอให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพของประชาชนคนหาเช้ากินค่ำที่วันนี้ลำบากมาก การระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้นทั้งปีนี้และปีหน้า อยากบอกว่า นายกฯอย่าเชื่อข้าราชการมากนัก เพราะข้าราชการมีเงินเดือนประจำกิน ไม่เดือดร้อน นายกฯต้องลงพื้นที่ต่างจังหวัดดูความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนรากหญ้า ไม่มีผักชี โรยหน้า มาเงียบๆไม่บอกล่วงหน้าจะได้เห็นของจริง ไม่ใช่ภาพลวงตา อย่ามัวนั่งสั่งงานอยู่บนหอคอยงาช้าง

กรธ.ยังไม่สรุปยุบ ป.ป.ช.จังหวัด

ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (วปอ.) นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเชิญคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับฟังความเห็นต่อแนวทางการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อยุติเรื่องการยุบ ป.ป.ช.จังหวัด เพราะ ป.ป.ช. คิดว่ายังมีประโยชน์ จึงอาจคุยอีกครั้ง ซึ่ง กรธ.มีแนวคิดใช้ระบบการป้องกันการทุจริตเป็นจังหวัด ส่วนการปราบปรามการทุจริตอาจแบ่งเป็นภาค เพื่อให้ดำเนินการในคดีใหญ่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปราบปรามการทุจริตในจังหวัดมีความจำเป็นจริง แต่กังวลว่าเมื่อทำหน้าที่ในพื้นที่ไประยะเวลาหนึ่งก็เกิดความคุ้นเคย และถูกอิทธิพลท้องถิ่นครอบ งำได้ ส่วนแนวคิดการลดขั้นตอนการไต่สวนคดีของ ป.ป.ช.ให้มีความรวดเร็วขึ้นนั้น ป.ป.ช.เห็นด้วยแต่ต้องมั่นใจได้ว่ายังคงความเป็นธรรม

เล็งคาดโทษ ป.ป.ช.ทำงานล่าช้า

ต่อมาที่รัฐสภา มีการประชุม กรธ. มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม เพื่อพิจารณาแนวทางจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช.เป็นวันที่สอง โดยเชิญ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ภายหลังการประชุม นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ.กล่าวว่า ร่างกฎหมาย ป.ป.ช.อาจมีส่วนที่ต้องเขียนใหม่ โดยเฉพาะการลดขั้นตอนทำงานของ ป.ป.ช.รวมทั้งการกำหนดบทลงโทษ อาทิทางวินัย หรือการโยกย้ายกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ที่ทำงานไม่เสร็จตามกรอบเวลา ส่วนการยกเลิก ป.ป.ช.จังหวัด ต้องหารายละเอียดข้อดีและข้อเสียเพิ่มเติม ก่อนสรุปอย่างเป็นทางการ ส่วนการทำงานเพื่อลดความซ้ำซ้อนกับองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบอื่นๆนั้น กรธ.หารือเบื้องต้นว่าจะให้องค์กรที่มีภารกิจตรวจสอบได้แก่ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชน ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดินประชุมหารือ หากมีกรณีร้องเรียนที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับองค์กรอื่น เพื่อตัดสินให้องค์กรที่รับผิดชอบโดยตรงตรวจสอบ สำหรับการตรวจสอบกรณีกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ทำผิดต่อหน้าที่นั้น อาจให้กรรมการอิสระเป็นผู้ตรวจสอบ แต่ต้องพิจารณาว่า บุคคลใดจะเป็นผู้แต่งตั้ง โดยหลักการจะไม่ให้ฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายการเมืองมาดำเนินการเรื่องดังกล่าวเด็ดขาด

พท.ห่วงให้อำนาจ กกต.มากเกินไป

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการได้ร่วมเสวนารับฟังความคิดเห็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มา ส.ส.และ ส.ว.ที่ กกต.จัดขึ้น ได้รับการชี้แจงเกี่ยวกับกฎหมายลูกเกี่ยวกับ กกต.ว่า กกต.จังหวัดจากเดิมที่รัฐธรรมนูญปี 50 กำหนดให้สรรหาจากคนในจังหวัด 8 คน เปลี่ยนเป็นคัดเลือกจาก กกต.ส่วนกลาง 8 คน และให้จับสลากเป็น กกต.จังหวัด 2 คน ที่เหลืออีก 6 คนจะให้เป็นผู้ตรวจการเลือกตั้ง โดย กกต.ส่วนกลางจะจับส่งไปยังพื้นที่อื่นใดก็ได้ อีกทั้ง กกต.กลางเพียงคนเดียวมีอำนาจระงับยับยั้งการเลือกตั้ง หรือสั่งการให้มีการเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งได้ ไม่ต้องผ่านกระบวนทางศาลเหมือนที่ผ่านมา กกต.กลางมาจากการสรรหาของ คสช. ดังนั้นมองว่า เป็นการให้อำนาจ กกต.มากเกินไป ถืออำนาจที่แหลมคมโดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล อาจเกิดความเสี่ยง ถ้าไม่ชอบใจผู้สมัคร ส.ส.คนใดก็สั่งชี้เป็นชี้ตายได้ ในเมื่อ สนช.ยังไม่ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าว อยากให้ไตร่ตรองให้รอบคอบ ควรให้ตรวจสอบถ่วงดุลเหมือนที่ผ่านมาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

สนช.ปรับแท็กติกรับ รธน.ใหม่

เมื่อเวลา 10.00 น. มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยนายพรเพชรได้แจ้งต่อสมาชิกก่อนเข้าสู่วาระการพิจารณาว่า หลังจากนี้การพิจารณากฎหมายต่างๆของ สนช.ต้องปรับเปลี่ยน เนื่องจากมาตรา 77 วรรค 2 ในรัฐธรรมนูญใหม่ที่รอการโปรดเกล้าฯกำหนดว่า การพิจารณากฎหมายต้องรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้อง และมีการศึกษาผลกระทบให้รอบด้าน และต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ ดังนั้นขั้นตอนบริหารจัดการหลังจากนี้ เมื่อคณะ กมธ.ชุดใดพิจารณากฎหมายเสร็จสิ้น แล้วส่งมา ถ้าบรรจุเข้าระเบียบวาระได้ทัน จะบรรจุทันที แต่ถ้าไม่เสร็จ จะต้องปฏิบัติตามมาตรา 77 วรรค 2 แต่ตนไม่ได้เร่งรัด

ถกข้ามคืนผ่านร่าง ก.ม.ยาสูบ

ต่อมาที่ประชุมได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ จำนวน 79 มาตรา วาระ 2 และ 3 ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ที่ยืดเยื้อข้ามคืนมาจากการประชุมเมื่อวันที่ 2 มี.ค.แต่ยังพิจารณาไม่เสร็จ โดยการพิจารณาในวันที่ 3 มี.ค.ได้อภิปรายกันถึงเรื่องการตั้งคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ 23 คน มี รมว.สาธารณสุขเป็นประธาน การกำหนดไม่ให้ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบแก่ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การห้ามแบ่งขายผลิตภัณฑ์ยาสูบประเภทบุหรี่ ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท ซึ่งการพิจารณาแปรญัตติมีสมาชิก สนช.ลุกขึ้นอภิปราย และโต้คารมกันดุเดือด โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องลักษณะต้องห้ามของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิว่า ไม่ควรห้ามให้ผู้เสพติดผลิตภัณฑ์ยาสูบเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และการให้ตัดคำว่า “โรคเสพติดผลิตภัณฑ์ยาสูบ” ออกจากตัวร่างกฎหมาย เนื่องจากเป็นการหมิ่นเกียรติของผู้สูบบุหรี่ ในที่สุด กมธ.ยอมตัดคำว่า “โรค” ทิ้ง เหลือเพียงคำว่า “เสพติดผลิตภัณฑ์ยาสูบ” หลังจากที่สมาชิกแปรญัตติอภิปรายครบถ้วนแล้ว ที่ประชุมจึงลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวด้วยคะแนน 202 ต่อ 0 งดออกเสียง 8 เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป โดย กมธ.ขอบคุณรัฐบาลที่กล้าหาญทำตามอนุสัญญาองค์กรระหว่างประเทศ เชื่อว่ากฎหมายนี้แก้ไขป้องกันลดนักสูบหน้าใหม่ได้ปีละถึง 2 แสนคน

มท.เพิ่มศักยภาพกลุ่มออมทรัพย์

นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า ในปี 2560 กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้วางแผนส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตด้านต่างๆ คือ การเพิ่มศักยภาพการจัดทำบัญชีของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต การส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต 76 จังหวัด จังหวัดละ 3 กลุ่ม การสนับสนุนการเรียนการสอนของโรงเรียนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต จำนวน 8 แห่ง และส่งเสริมกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานจำนวน 1,000 กลุ่ม เพื่อให้กลุ่มดังกล่าวสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งสถาบันการจัดการเงินทุนในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนต่อไป

“บิ๊กตู่” นั่งหัวโต๊ะประชุมปฏิรูปประเทศ ผลักดัน 42 ประเด็นปฏิรูปภายในปี 2560 เน้นสร้างประชาธิปไตย ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาการศึกษา “ธีรยุทธ บุญมี” ออกโรงชำแหละยับรัฐบาล ตั้งสารพัดทีมงานมากมาย แต่ไร้ผลงานการปฏิรูป... 4 มี.ค. 2560 05:56 4 มี.ค. 2560 09:36 ไทยรัฐ