วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จ่อเช็กบิล! จับพระสนิทวงศ์ ใช้เฟซบุ๊กยุยง ปลุกปั่น บิดเบือนข่าวสาร

จ่อเช็กบิล! จับพระสนิทวงศ์ ใช้เฟซบุ๊กยุยง ปลุกปั่น บิดเบือนข่าวสาร

  • Share:

“บิ๊กตู่” ชี้วัดพระธรรมกายใช้ปฏิบัติการ ทางจิตวิทยา ต้องมีวิจารณญาณกลั่นกรอง รับรู้ข่าวสาร “บิ๊กป้อม” ชี้เหตุทั้งหมดเพราะคนคนเดียว ถ้าให้เข้าไปค้นแล้วไม่เจอทุกอย่างจบ ประเด็นการตาย “พัฒนา เชียงแรง” ยังเถียงไม่จบ ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลรองรับ ขณะที่ศาลจังหวัดธัญบุรีออกหมายจับ “ธัมมชโย” เพิ่มอีก 7 หมาย ในคดีสร้างอาคารโดยไม่ขออนุญาต ด้านดีเอสไอจ่อเช็กบิล “พระสนิทวงศ์” ฐานยุยงปลุกปั่นและการบิดเบือนข่าวสารผ่านเฟซบุ๊ก รวมทั้งขัดคำสั่งไม่ไปรายงานตัว

ผ่านมากว่าสองสัปดาห์ หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นหน่วยงานหลักสนธิกำลังทหาร ตำรวจหลายพันนาย เข้าปิดล้อมวัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ภายใต้การประกาศใช้อำนาจ ม.44 ให้พื้นที่วัดเป็นเขตควบคุมพิเศษ เพื่อกดดันตามแผนปฏิบัติการตามจับกุมตัวพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์ วัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีร่วมกันฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันหลายครั้ง มีผู้เสียชีวิตเกี่ยวเนื่องกับประเด็นการปิดล้อมวัดแล้ว 2 ราย ทั้งการผูกคอตายประท้วง ม.44 และลูกศิษย์วัดเสียชีวิตจากอาการหอบหืด โดยอ้างเหตุหน่วยกู้ชีพเข้าไปช่วยเหลือไม่ทันเพราะติดด่านสกัดที่ปิดล้อมวัด ทำให้หลายฝ่ายวิตกกังวลเหตุการณ์อาจลุกลามบานปลาย มีประเด็นการเมืองเข้ามาแทรกแซง

เจ้าหน้าที่ร่วมใส่บาตรกับศิษย์วัด

ที่บริเวณตลาดกลางคลองหลวง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เวลา 05.30 น. วันที่ 2 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีพระในวัดพระธรรมกายทยอยเดินเรียงแถวออกมาบิณฑบาตมีศิษยานุศิษย์ รวมทั้งตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ยืนรอใส่บาตรเหมือนทุกวัน ขณะที่เจ้าหน้าที่บางส่วนยังคงตั้งจุดคัดกรองคนเข้า-ออกบริเวณนั้นอย่างเคร่งครัด รวมทั้งตรวจกระเป๋าอย่างละเอียดเพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีนำอาวุธเข้ามาในพื้นที่ ประกอบกับดีเอสไอไม่อนุญาตให้ญาติโยมเดินทางเข้าไปในวัด ทำให้มีพระส่วนหนึ่งประมาณ 300 รูป และญาติโยม 400 คน ต้องอาศัยอยู่ภายในตลาดอย่างไม่มีกำหนด มีพระผู้ใหญ่ในวัดกำชับให้ทำกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย ท่ามกลางการสื่อสารที่เป็นไปด้วยความลำบากเนื่องจากถูกตัดสัญญาณโทรศัพท์

ดีเอสไอประชุมปรับแผน

ที่ บก.ตชด.ภ.1 เวลา 10.40 น. พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกดีเอสไอ เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมคณะทำงาน เพื่อปรับแผนกลยุทธ์ในการเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อจับกุมพระธัมมชโย ใช้เวลานานประมาณ 1 ชม. พ.ต.ต.วรณันกล่าวถึงเรื่องการควบคุมตัวนายอัยย์ เพชรทอง ว่า เจ้าหน้าที่พบตัวขณะเดินทางไปที่ตลาดกลางคลองหลวง เมื่อช่วงเย็นวันที่ 1 มี.ค. พยายามพูดยุยงปลุกปั่นอ้างเรื่องการตั้งด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ทำให้ น.ส.พัฒนา เชียงแรง เสียชีวิต และนำประเด็นนี้มาใช้ในการเคลื่อนไหว เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปเชิญตัวนายอัยย์มาสอบปากคำที่ บก.ตชด.ภ.1

ปล่อยตัว “อัยย์” ตอนตีสาม

“นายอัยย์มีพฤติการณ์เคลื่อนไหวต่อต้านการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ จึงให้ฝ่ายกฎหมายดีเอสไอไปร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนายอัยย์ที่ สภ.คลองหลวง หลายข้อหาด้วยกัน แต่เนื่องจากนายอัยย์ยังไม่มีความผิดซึ่งหน้า เจ้าหน้าที่จึงปล่อยตัวไปในเวลา 03.00 น. ของวันที่ 2 มี.ค. โดยออกคำสั่งห้ามนายอัยย์เดินทางไปที่ตลาดกลางคลองหลวงอีก หากพบถือเป็นความผิดซึ่งหน้า ต้องถูกจับกุมดำเนินคดีฐานขัดคำสั่ง คสช. ทันที” พ.ต.ต.วรณันกล่าว

ชี้บิดเบือนข่าวสาร–สังคมสับสน

พ.ต.ต.วรณันยังกล่าวถึงกรณีวัดพระธรรมกาย ออกมาระบุเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของ น.ส.พัฒนาว่า ในที่ประชุมหารือจนได้ข้อสรุปว่าหากปล่อยให้กระทำแบบนี้ไปเรื่อยๆจะเป็นปัญหาอุปสรรคการทำงานมากขึ้น ทั้งหมดอาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาม.116 ฐานยุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมือง เช่นเดียวกับกรณีของนายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ถูกดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้ ฝ่ายกฎหมายอยู่ระหว่างพิจารณา ส่วนตัวมองว่าตรงนี้เป็นกลยุทธ์สำคัญของฝ่ายผู้ต่อต้านเจ้าหน้าที่รัฐ ตอนแรกพยายามจะไม่ปิดกั้นการรับรู้ข่าวสาร แต่ขณะนี้มันไม่ใช่ ทั้งหมดเป็นข่าวสารบิดเบือน ทำให้สังคมสับสน การเสียชีวิตครั้งนี้ ในทางกฎหมายเรียกว่า การตายผิดธรรมชาติ ยังไม่ปรากฏการเสียชีวิตว่ามาจากสาเหตุใด ต้องรอเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพเสียก่อน

จ่อเอาผิด “พระสนิทวงศ์” ฐานยุยงฯ

พ.ต.ต.วรณันเผยต่ออีกว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานทั้งคลิปวีดิโอและข้อความบนเฟซบุ๊กที่มีการเผยแพร่มาตรวจสอบหาหลักฐานปรากฏความผิดอื่นอีกหรือไม่ หากมีต้องให้ฝ่ายกฎหมายไปแจ้งความร้องทุกข์ ส่วนการตรวจสอบพฤติกรรมการยุยงปลุกปั่นและการบิดเบือนข่าวสารผ่านทางเฟซบุ๊กของพระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผอ.สำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกายและของพระรูปอื่น อยู่ระหว่างดำเนินการ กรณีมีผู้เสนอให้ประกาศ ใช้กฎอัยการศึกนั้น ไม่มีความเห็น เป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชา

แถลงข่าวลำดับเหตุการณ์

ที่บริเวณถนนเลียบคลองแอน 2-3 ใกล้ประตู 5-6 พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ออกมาแถลงข่าวในหลายประเด็น โดยเผยว่า วันนี้เป็นวันที่ 15 ของภารกิจเจ้าหน้าที่ ส่วนเหตุการณ์เสียชีวิตของ น.ส.พัฒนา เชียงแรง เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ขอลำดับเหตุการณ์ให้ฟังคร่าวๆว่า เวลา 11.29 น. ผู้ป่วยไลน์ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่อาคารบุญรักษา ต่อมาเวลา 11.35-11.50 น. เพื่อนจึงออกมาขอความช่วยเหลือ ที่ด่านทหาร ให้พาหน่วยฉุกเฉินไปที่พัก 58 ไร่ แต่เจ้าหน้าที่ให้รอถามดีเอสไอก่อนเพราะไม่มีอำนาจตัดสินใจ จากนั้นเวลา 11.56 น. พยายามโทร.ติดต่อ 1669 ติดบ้าง ไม่ติดบ้าง เพราะสัญญาณไม่ดี ระหว่างนี้ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอมาถึง พร้อมถามข้อมูลอีกประมาณ 10 นาที ก่อนให้ไปที่ประตู 7

ยันช่วยช้าเพราะติดด่าน

“เวลา 12.03 น. ขณะนั่งรถ เพื่อนผู้ป่วยพยายามส่งข้อความไปในไลน์กลุ่ม 1669 กู้ภัยเพื่อขอความช่วยเหลือด่วน ใช้เวลาขับอ้อมหลังวัด มาที่ประตู 7 อีก 4 กม. และต้องมารออีกประมาณ 15 นาที จากนั้นเวลา 12.15 น. นั่งรถไปตามเส้นทาง คลองแอน ผ่านด่านประมาณ 5 ด่าน มีตำรวจจอดขวาง 1 คัน กระทั่งเวลา 12.30-12.40 น. ถึงที่พักของ น.ส.พัฒนา ก่อนพบว่าเสียชีวิตแล้ว ทั้งนี้ ข้อมูลทั้งหมดได้บันทึกจากเหตุการณ์จริง มีบันทึกการโทรศัพท์และไลน์จากเพื่อนผู้เสียชีวิตขอชี้แจงว่าความจริง คือ คนตาย ความจริง คือ มีด่าน และความจริง คือ การติดต่อสื่อสารขาดๆหายๆ อีกทั้งความจริง คือ เพราะมี ม. 44” พระสนิทวงศ์กล่าว

ชาวบ้านรับผลกระทบหนัก

พระสนิทวงศ์ยังเผยต่ออีกว่า ส่วนประเด็นที่ 2 เรื่องผลกระทบชาวบ้าน คือ กระทบเรื่องการเข้า-ออกที่อยู่อาศัยใกล้เขตวัด หรือรอบๆพื้นที่ควบคุมพิเศษ กระทบต่อพ่อค้าแม่ค้า ในเมืองแก้วมณีอาเขตและศูนย์อาหารข้างวัด ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ กระทบเรื่องถูกตัดขาดการติดต่อสื่อสารติดต่อญาติไม่ได้ แล้วต้องจ่ายค่าโทรศัพท์รายเดือนเต็มจำนวน กระทบจากการขาดรายได้จากการทำงานจ่ายค่าเช่าพื้นที่ แต่ขายของไม่ได้ กระทบด้านค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มขึ้นจากปกติ กระทบเรื่องไม่ได้รับการรักษาโรคอย่างทันท่วงที กรณีมีอาการเจ็บป่วย กระทบต่อลูกๆหลานๆไม่ได้รับการศึกษา เป็นเวลา 15 วัน และกระทบต่อพระและลูกศิษยานุศิษย์เรื่องอาหารการกิน

ดีเอสไอพาทัวร์ห้องคนตาย

ต่อมาเวลา 14.00 น. เจ้าหน้าดีเอสไอพาสื่อมวลชนไปจุดที่ น.ส.พัฒนา เชียงแรง ลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย เสียชีวิต ในห้องพักเลขที่ 1404 ของอาคารสูง 4 ชั้นตั้งอยู่พื้นที่ข้างนอกรั้ววัดพระธรรมกาย ตรงข้ามป้อม 8 ประตู 8 พบอาคารดังกล่าวมีห้องพักประมาณ 60 ห้อง โดยห้องพักของผู้ตายอยู่ชั้นที่ 4 หน้าห้องพักมีรั้วลูกกรงเหล็กสีครีมชั้นแรก จากนั้นเป็นประตูไม้ สอบถามผู้พักอาศัยข้างๆห้องผู้ตาย เผยว่า น.ส.พัฒนาพักอาศัยอยู่ที่อาคารนี้มาเป็นเวลานานแล้ว พูดน้อยไม่ค่อยสุงสิงกับใคร มีโรคประจำตัว มีคนหมุนเวียนเข้ามาดูแลตลอด จนกระทั่งมาทราบว่าเสียชีวิต ส่วนที่ห้องรับศพโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เวลา 13.30 น. มีญาติของ น.ส.พัฒนา เชียงแรง เดินทางมารับศพไปบำเพ็ญกุศลที่สุสาน บ้านร้องเชียงแรง ต.เชียงแรง อ.ภูซาง จ.พะเยา บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ส่วนใบรับรองการตายได้ระบุเสียชีวิตมาจากสาเหตุปอดอักเสบจากการติดเชื้อ

ตำรวจแถลงโต้ไม่มีการกักรถ

ที่ บก.ตชด.ภ.1 เวลา 16.00 น. พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร.นำทีมชุดกู้ภัยทั้ง 3 ทีมที่เข้าร่วมการช่วยเหลือ น.ส.พัฒนา เชียงแรง มาแถลงเหตุการณ์ช่วยเหลือต่อสื่อมวลชน เพื่อความบริสุทธิ์ใจ พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า ภาพรวมคือเจ้าหน้าที่มูลนิธิใช้เวลา 17 นาที หลังได้รับข้อความจากศูนย์สั่งการถึงตัวผู้ตาย บวกปั๊มหัวใจ 5 นาที ข่าวคือข่าว ข้อเท็จ จริงคือข้อเท็จจริง จุดเกิดเหตุไม่ได้ใกล้หรือไกลจนเป็นนัยสำคัญ ข้อกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่กักรถไม่เป็นความจริง อาสาสมัครมาทำงานไม่ได้มีผลประโยชน์ แต่ถูกพวกเสพสื่อบิดเบือน ชี้หน้าดูถูกว่าทำงานไม่เป็นมืออาชีพ ขอให้เห็นใจอาสาสมัครที่ตั้งใจมาทำงานด้วย มีพนักงานสอบสวนและทีมแพทย์เข้าไปชันสูตรผู้เสียชีวิต ถ่ายรูปบันทึกภาพ นำศพลงมาประมาณ 14.40 น. จากนั้นนำศพมาพิมพ์มือที่ สภ.คลองหลวง และส่งศพไปที่แผนกนิติเวช รพ.ธรรมศาสตร์รังสิต

ยืนยันทุกฝ่ายทำดีที่สุดแล้ว

“ผลชันสูตรของแพทย์ พบไม่ใช่สาเหตุทางธรรมชาติ โดยแพทย์ออกหนังสือรับรองการตายแล้ว ระบุว่าปอดอักเสบติดเชื้อ เพื่อให้ญาตินำไปออกใบมรณะบัตร ส่วนผลการตรวจชันสูตรฉบับสมบูรณ์ยังต้องใช้เวลา ภายในห้องพักของผู้ตายพบยาจำนวนหนึ่ง เป็นยาขยายหลอดลม ยาฆ่าเชื้อ ส่งของกลาง ให้แพทย์แล้ว ยืนยันว่าตำรวจปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย อาสาสมัครทำหน้าที่สมบูรณ์แบบแล้ว” พ.ต.อ.กฤษณะกล่าว

ใครทำผิดต้องถูกดำเนินคดีหมด

ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า ดีเอสไอได้รับนโยบายจาก รมว.ยุติธรรม มา ให้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย แผนการปฏิบัติต่างๆ มีการซักซ้อมอยู่ตลอดเวลา ส่วนการดำเนินคดีเพิ่มเติมของพระธัมมชโยทางอาญา ก็มีขั้นตอนอยู่แล้วแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ทุกขั้นตอนเจ้าหน้าที่พยายามเก็บหลักฐานตั้งแต่วันแรกของการเข้าค้นวัด ส่วนที่บริเวณตลาดกลางคลองหลวงที่ประกาศไม่ให้พระหรือลูกศิษย์เข้าออกพื้นที่ แต่ยังคงมีการกระทำเช่นนั้นอยู่ ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่เก็บหลักฐานไว้หมดแล้วว่าใครกระทำความผิดบ้าง แม้จะมีการตรวจค้นตามขั้นตอนแล้ว ในส่วนที่กระทำความผิดก็ยังคงต้องดำเนินการตามกฎหมาย

ออกหมายจับ “ธัมมชโย” อีก 7 หมาย

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลจังหวัดธัญบุรี จ.ปทุมธานี ออกหมายจับกุมพระเทพญาณ-มหามุนี หรือพระธัมมชโย หรือพระไชยบูลย์ สุทธิผล รวม 7 หมายจับ ประกอบด้วย หมายจับที่ 122/2560 123/2560 124/2560 125/2560 126/2560 127/2560 และ 133/2560 ลงวันที่ 2 มี.ค.60 ในข้อหาร่วมกันก่อสร้างอาคารที่เกิดเหตุโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น และเป็นเจ้าของอาคารสูง และอาคารขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ไม่จัดให้มีผู้ตรวจสอบด้านวิศวกรรมหรือผู้ตรวจสอบด้านสถาปัตยกรรมทำการตรวจสอบสภาพอาคารโครงสร้างของตัวอาคาร อุปกรณ์ต่างๆเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าและการจัดแสงสว่าง ระบบเตือนภัย การป้องกันระงับอัคคีภัย การป้องกันเมื่อมีเหตุชุลมุนวุ่นวาย ระบบระบายอากาศ ระบบระบายน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบเครื่องกลหรือระบบอื่นๆ ของอาคารที่จำเป็นต่อการป้องกันภยันตรายต่างๆที่มีผลต่อสุขภาพชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สิน แล้วรายงานผลต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพื่อออกใบรับรอง

รวบอดีตแนวร่วม นปช.ใกล้ตลาด

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่พยาบาลและหน่วยกู้ภัย ว่าหลังเกิดเหตุทั้งหมดได้ย้ายเต็นท์อำนวยการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ จากริมถนนหน้า สภ.คลองหลวง ไปตั้งอยู่ข้างๆอาคารเทศบาลคลองหลวงแทน ขณะเดียวกัน ทหารได้ควบคุมตัวนายไพศาล จันปาน ผู้ที่เคยร่วมชุมนุมกับกลุ่มนปช. ขณะเดินอยู่ริมถนนข้างตลาดกลางคลองหลวงใกล้จุดคัดกรอง ก่อนนำตัวมาสอบสวนที่ บก.ตชด.ภ.1

“บิ๊กตู่” ชี้มีปฏิบัติการจิตวิทยา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีการเสียชีวิตของลูกศิษย์ธรรมกายเป็นรายที่สอง ว่าเขาชี้แจงกันหรือยังว่าเสียชีวิตในวัดตรงไหน ในห้องปิดล็อกหรือไม่ ตายมากี่ชั่วโมงแล้ว คิดบ้างไม่ต้องมาถาม ส่วนที่อ้างว่าติดด่าน ม.44 นั้น มันเป็นข้ออ้างสื่อจะอ้างตามเขาทำไม แล้วสื่อเป็นเครื่องมือเขาแบบนี้ ในเมื่อผมแตะท่านไม่ได้ ท่านก็อย่ามาแตะผม เขาต้องการปฏิบัติการจิตวิทยา (ไอโอ) เขาพูดความจริงหรือเปล่า สื่อต้องพูดความจริงไม่ใช่ไปต่อความยาวสาวความยืด คิดถึงเจ้าหน้าที่ที่เขาทำงานอยู่สามพันคน เขาร้อน คิดถึงลูกเมีย คิดมาทางนี้บ้างไม่ใช่ไปฟังคนผิดกฎหมายตลอด จะทำให้แก้ปัญหาไม่ได้

ประเมินเป้าหมายยังอยู่ในวัด

เมื่อถามว่า ประเมินว่าพระธัมมชโยยังอยู่ในวัดหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เขาประเมินว่ายังอยู่ ถ้าไม่อยู่เขาคงให้เข้าไปก็จบแล้ว ให้เข้าไปตรวจ จะอ้างว่าคุณผิดเล็กผิดน้อย คนอื่นผิดตั้งเยอะ อ้างได้ที่ไหน พฤติกรรมเลียนแบบอย่างนี้ใช้ไม่ได้ อย่าไปขยายความให้เขา เมื่อถามว่า การข่าวมีการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า รู้อยู่แล้วว่าเป็นขบวนการอะไร สื่อต้องบอกให้เขาหยุดต่อต้านเจ้าหน้าที่ ถ้าคิดว่าถูกต้องบริสุทธิ์ก็ออกมาต่อสู้คดีอย่าใช้วิกฤติศรัทธาประชาชนเป็นเกราะป้องกันตัว ไม่ผิดก็คือไม่ผิด อย่าคิดว่าตนรบกับพระและทำลายศาสนา ถ้าวิจารณ์กันแบบนี้ก็ท้อใจเหมือนกัน แต่จะท้อไม่ได้เพราะยืนตรงนี้

“บิ๊กป้อม” ชี้ยุ่งเพราะคนคนเดียว

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณี น.ส.พัฒนา เชียงแรง ลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย เสียชีวิตว่า เรื่องนี้จะเป็นประเด็นมาโทษเจ้าหน้าที่ได้อย่างไร ขอถามว่า ในวัดมีสถานพยาบาลหรือไม่ โดยตนทราบมาว่ามีและดีด้วยก็ต้องสอบสวนกันไป ความจริงเกิดจากคนคนเดียวจึงเป็นปัญหาใหญ่โตของบ้านเมือง ต้องคิดดูในพื้นที่มีอะไรถึงไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดู ถ้าบริสุทธ์ใจน่าจะเปิดให้เจ้าหน้าที่เข้าไป ส่วนที่มีหมายจับก็มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็หมดเรื่อง ความจริงก็ไม่อยากใช้ ม.44 เมื่อถามว่า จากนี้จะมีการคัดกรองผู้ป่วยออกจากพื้นที่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ต้องเป็นเรื่องของวัดพระธรรมกายไม่ใช่เรื่องของเจ้าหน้าที่ แต่ถ้าจะให้คัดกรองจะยอมให้เจ้าหน้าที่ ตำรวจ ทหาร ดีเอสไอ และมหาเถร สมาคม (มส.) พระ ฝ่ายปกครอง เข้าไปหรือไม่ ถ้าจะให้ใครเข้าก็เลือกมา เจ้าหน้าที่พร้อมหมด ถ้าไม่พบคนที่มีหมายจับอยู่ก็จบ

ชี้ข่าวปล่อย รัฐต้องการยึดวัด

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความพยายามปลุกระดมมวลชนว่าเพราะ ม. 44 ตรวจเข้มเกินทำให้มีคนตาย พล.อ.ประวิตรตอบว่า “ไม่ใช่เลย ไม่ใช่ว่ามี ม.44 แล้วทำให้เกิดคนตาย พูดอย่างนี้เป็นการปลุกระดม ถ้าคิดว่าไม่ผิดก็ไม่ผิด แต่เมื่อมีการบอกว่าผิดก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สื่อต้องช่วยกันเห็นอยู่แล้วรัฐบาลทำทุกอย่างโปร่งใส ที่มีการปล่อยข่าวรัฐบาลต้องการจะเข้ายึดวัดมากกว่าจะจับพระธัมมชโยนั้น ผมไม่เห็นมีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องเสียกำลังเข้าไปยึดอะไร สื่อก็บอกแทนไปเลยว่าไม่จริง”

ย้ำเรื่องนี้เป็นภารกิจเฉพาะหน้า

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เข้าพบเพื่อรายงานตัวและรับมอบนโยบายการทำงานหลังได้รับการแต่งตั้งว่า มอบนโยบายไปเพียงว่าภารกิจเรื่องวัดพระธรรมกายเป็นภารกิจเฉพาะหน้าไม่ใช่เรื่องที่ต้องการดึง พ.ต.ท.พงศ์พรมาทำ แต่เรื่องใหญ่ที่ต้องสานต่อมีอีกหลายประเด็น มอบนโยบายไปอีก 2-3 เรื่อง ยังไม่สามารถบอกได้ ยืนยันไม่ได้เน้นเรื่องวัดพระธรรมกาย พ.ต.ท.พงศ์พรรู้เรื่องนี้ดีกว่าตน เพราะมาจากดีเอสไอ

หวัง ผอ.พศ.คนใหม่จะทำให้ดีขึ้น

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล พศ. กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.พงศ์พร ที่มารายงานตัวมากนัก การมอบนโยบายต้องพูดคุยกันอีกครั้ง ให้ข้อมูลได้เพียงว่าพระ 4 ท่าน คือ 1.สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามเจ้าคณะใหญ่หนกลาง 2.พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) พระเลขาสมเด็จพระสังฆาชฯ วัดราชบพิธสถิตมหา สีมารามราชวรวิหาร 3.พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) เจ้าคณะภาค 5 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ 4.ท่านเจ้าคุณประยูร พระพุทธวรญาณ เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศ์ เตรียมนัดเข้าหารือแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ ส่วนกรณีผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาชราชวรวิหาร ระบุว่าอยากให้รัฐบาลหารือกับคณะสงฆ์และมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อแก้ไขปัญหานั้น ตนเห็นด้วยที่จะทำให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบโดยเร็ว เชื่อว่าเมื่อเปลี่ยน ผอ.พศ.ใหม่แล้ว ทุกอย่างคงดีขึ้น ส่วนกรณีมีผู้เสียชีวิต 2 ราย คงไม่ถือเป็นเงื่อนที่ทำให้สถานการณ์จบยาก เพราะผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัวอยู่ ไม่ได้มีอุบัติเหตุหรือใครไปทำร้าย ไม่เป็นประเด็นทางการเมือง

วอนใช้วิจารณญาณรับรู้ข่าวสาร

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวว่า ขอให้สังคมใช้วิจารณญาณการบริโภคข่าวสาร เริ่มพบว่ามีกลุ่มบุคคลนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มีลักษณะพาดพิงการทำหน้าที่ของ สนช. เกี่ยวกับการพิจารณากฎหมายของคณะสงฆ์ พยายามผูกจินตนาการสร้างเรื่องเท็จให้เกิดเป็นประเด็นแตกแยก ทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กร มีการบิดเบือนว่ามี สนช. 63 คน จาก 84 คน เป็นมุสลิมที่เสนอขอแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ ทั้งที่ความจริงมี สนช.ที่เป็นมุสลิมเพียงคนเดียวเท่านั้น มั่นใจว่าคนส่วนใหญ่คงไม่มีใครเชื่อหรือคล้อยตาม แต่การบิดเบือนลักษณะนี้อาจสะท้อนให้เห็นว่ายังมีบางบุคคลที่คิดไม่ดีต่อประเทศชาติ สร้างความแตกแยก ขอคนไทยช่วยกันปฏิเสธกลุ่มคนนี้ ขอเตือนไปยังผู้ที่ตั้งใจนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนและเป็นเท็จ อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ ต้องถูกดำเนินคดี

“มาร์ค” แนะต้องแยกหน้าที่กันทำ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มีเสียงวิจารณ์ว่า คสช.ใช้ ม.44 ควบคุมพื้นที่วัดแต่ยังแก้ไขปัญหาไม่ได้นั้น พอใช้อำนาจนี้คนในสังคมจึงคาดหวังสูงว่าน่าจะจบ แต่ปัญหามีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง และกรณีนี้เป็นกรณีที่ยากเพราะปล่อยปละละเลยกันมานาน คนที่เป็นเป้าหมายเตรียมการรับมือมาอย่างดี เป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงเห็นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าทุกคนยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เรื่องก็จบตั้งแต่แรก ส่วนมวลชนผู้สนับสนุนที่มองว่าพระธัมมชโยไม่ผิดนั้น คนที่บังคับใช้กฎหมายก็ต้องมีหน้าที่อธิบายชี้แจงสังคมว่าความผิดเกิดจากอะไร ไม่ใช่เรื่องกลั่นแกล้งใคร ส่วนที่ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องคำสอนอะไรต่างๆ ควรเป็นหน้าที่ของทางสงฆ์ที่ต้องปกครองกันเอง ถ้าแบ่งหน้าที่กันทำจะง่ายขึ้นกับทุกฝ่าย

จ่อจับ “พระสนิทวงศ์” หลังไม่รายงานตัว

เย็นวันเดียวกัน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกดีเอสไอ เปิดเผยว่า กรณีพระสนิทวงศ์ เจ้าหน้าที่ออกหมายเรียกพร้อมพระอีก 13 รูป เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา เพราะมีพฤติกรรมแถลงข่าวและการใช้โซเชียลมีเดียบิดเบือนข่าวสาร จนเมื่อ 4-5 วันที่ผ่านมา กองกฎหมายของศูนย์อำนวยการร่วม เก็บรวบรวมข้อมูลไว้ได้ทั้งหมด ก่อนอธิบดีดีเอสไอ ลงนามคำสั่งให้กองกฎหมายไปร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวน สภ.คลองห้า ในข้อหาขัดคำสั่ง คสช.ไม่มารายงานตัวตามหมายเรียกมาพบที่ บก.ตชด.ภ.1 ส่วนการจับกุมพระสนิทวงศ์นั้น ปัจจุบันจำวัดอยู่ที่วัด มีมวลชนห้อมล้อม หากมีช่วงเวลาที่เหมาะสมเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการจับกุมตามกฎหมาย ส่วนเรื่องการเสียชีวิตของ น.ส.พัฒนา เชียงแรงนั้น เจ้าหน้าที่นำผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมาสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว ส่วนผลชันสูตรศพอย่างเป็นทางการโรงพยาบาลจะส่งให้พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี จากนั้นจะส่งรายงานไปให้พนักงานอัยการตามลำดับ

จัดพิธีสวดอุทิศผลบุญให้ผู้ตาย

เวลาไล่เลี่ยกัน ที่ตลาดกลางคลองหลวง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการจัดพิธีสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับนายอนวัช ธนเจริญณัฐ และ น.ส.พัฒนา เชียงแรง ผู้เสียชีวิตระหว่างประกาศใช้ ม.44 ควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย โดยพระปลัดเสกสรรค์ อัตตโม นำพระสงฆ์กว่า 100 รูปและคณะศิษยานุศิษย์ ร่วมกันสวดมนต์ บูชามหาธรรมกายเจดีย์ ก่อนจุดเทียนสันติภาพขอให้ยกเลิก ม.44 พร้อมแจกดอกบัวและเทียนให้กับเจ้าหน้าที่ร่วมกิจกรรมด้วย พระปลัดเสกสรรค์กล่าวว่า กิจกรรมที่จัดขึ้น เพราะญาติโยมทั้งหมดมีความตั้งใจอุทิศส่วนกุศลส่งไปถึงผู้ตายทั้งคู่ ไม่อยากให้คิดว่าเป็นการเอาคนตาย มาโหนกระแส เมื่อคืนที่ผ่านมามีข่าวลือว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าพื้นที่มาตรวจค้นทำให้ญาติโยมที่เข้ามาสวดมนต์ ในตลาดต่างพากันหวาดกลัว อยากขอให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไออย่าปล่อยข่าวลวง ญาติโยมที่มาชุมนุมต่างมีความตั้งใจจะมาสวดมนต์ตามแนวทางของพระพุทธศาสนา ไม่คิดสร้างความวุ่นวายใดๆ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้