วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
รอลงอาญา 2 ปี ‘ธาริต-ชาญเชาวน์’ สั่งย้ายอดีต ขรก.ดีเอสไอไม่เป็นธรรม

รอลงอาญา 2 ปี ‘ธาริต-ชาญเชาวน์’ สั่งย้ายอดีต ขรก.ดีเอสไอไม่เป็นธรรม

  • Share:

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้จำคุก “ธาริต เพ็งดิษฐ์ – ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ” คนละ 2 ปี สั่งโยกย้าย “พ.อ.ปิยะวัฒก์” อดีตข้าราชการดีเอสไอโดยไม่เป็นธรรม แต่ให้โอกาสรอลงอาญาไว้ 2 ปี

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 มี.ค.60 ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หมายเลขดำ อ.3873/55 ที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ อดีต ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นโจทก์ฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อายุ 59 ปี ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ อายุ 58 ปี ปลัดกระทรวงยุติธรรม ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐาน ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, 83

คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 30 มีนาคม 2555 - 8 ตุลาคม 2555 ต่อเนื่องกัน นายธาริต เพ็งดิษฐ์ จำเลยที่ 1 ฐานะอธิบดีดีเอสไอขณะนั้น และจำเลยที่ 2 ในฐานะรักษาราชการแทนปลัดกระทรวงยุติธรรมขณะนั้น ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ด้วยการทำหนังสือโยกย้ายโจทก์ซึ่งขณะนั้นเป็น ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ ดีเอสไอ ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะคดี ซึ่งมีระดับต่ำกว่าตำแหน่งเดิมอันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 11 ส.ค.2558 ว่า นายธาริต จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ให้จำคุก 2 ปี แต่ให้ยกฟ้อง นายชาญเชาวน์ จำเลยที่ 2 เนื่องจากเห็นว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นว่ามีเจตนากลั่นแกล้งหรือจงใจให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์

ต่อมา พ.อ.ปิยะวัฒก์ โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษนายชาญเชาวน์ จำเลยที่ 2 ขณะที่นายธาริตอุทธรณ์สู้คดี และขอให้ศาลลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษากันแล้ว ประเด็นวินิจฉัยว่า นายธาริต จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามทางนำสืบ นายธาริต จำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกเสนอย้ายเจ้าหน้าที่ดีเอสไอรวม 5 คน ต่อปลัดกระทรวงยุติธรรม โดยหนึ่งในนั้นมีชื่อของโจทก์ด้วย ซึ่งการเสนอย้ายนั้นให้ไปดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษ ซึ่งเรื่องดังกล่าวโจทก์ได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (กคพ.) แล้ว โดยคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมได้วินิจฉัยและมีคำสั่งว่า การสั่งย้ายนั้นเป็นการให้ไปดำรงตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิม และจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้เสนอเรื่องผ่านคณะกรรมการพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (กพศ.) รวมทั้งไม่ได้ถามความสมัครของโจทก์ตามขั้นตอนก่อนที่จะเสนอให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมลงนาม และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมได้มีคำสั่งให้กระทรวงยุติธรรมยกเลิกคำสั่งย้ายดังกล่าว โดยให้โจทก์กลับไปดำรงตำแหน่งเดิม ซึ่งต่อมากระทรวงยุติธรรมก็ได้มีคำสั่งยกเลิกการสั่งย้ายกรณีของโจทก์ดังกล่าว

อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 นั้นชอบแล้ว

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 นั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาการปลัดกระทรวงยุติธรรม เนื่องจากปลัดกระทรวงยุติธรรมเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งการลงนามคำสั่งย้ายนั้น จำเลยที่ 2 ควรที่จะรอให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมเดินทางกลับมาจากต่างประเทศก่อน แม้ว่าจำเลยที่ 2 จะอ้างว่าทำหนังสือสอบถามเจ้าหน้าที่แล้วว่าเป็นไปตามขั้นตอนสามารถลงนามได้ แต่จำเลยที่ 2 ได้ปฏิบัติราชการและรู้ข้อกฎหมายขั้นตอน กลับใช้โอกาสที่ นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรมเดินทางไปราชการลงนามในคำสั่งย้ายดังกล่าว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมาย 157

ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษ นายธาริต จำเลยที่ 1 สถานหนัก และจำเลยที่ 1 ขอให้รอการลงโทษด้วยนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองได้รับราชการเคยทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และไม่ปรากฏว่าทั้งสองเคยต้องโทษจำคุกคดีอาญามาก่อน และเห็นควรให้โอกาสจำเลย โทษจำคุกจึงให้รอลงการลงโทษไว้คนละ 2 ปี

ด้าน พ.อ.ปิยะวัฒก์ กล่าวว่า ส่วนตัวพอใจคำพิพากษา แม้ว่าศาลจะรอลงอาญาก็ตาม แต่ก็จะเป็นบรรทัดฐานกับข้าราชการได้ต่อไป ส่วนจะมีการยื่นฎีกาอีกหรือไม่ จะพิจารณาและปรึกษากับทนายความอีกครั้ง

ภายหลังฟังคำพิพากษา นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ศาลได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกตน แต่รอลงอาญาไว้ 2 ปี ซึ่งตนเป็นคนในกระบวนการยุติธรรมก็เคารพคำพิพากษาของศาล หลังจากนี้จะปรึกษากับอัยการซึ่งว่าความคดีให้ว่าจะยื่นฎีกาต่อหรือไม่ แต่ยังยืนยันว่าขณะที่ดำรงตำแหน่งรักษาการปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ใช้ดุลพินิจอย่างละเอียดรอบคอบในการพิจารณาคำสั่งโยกย้ายดังกล่าวแล้ว และผ่านขั้นตอนของรองปลัดกระทรวงยุติธรรมที่ดูแลอยู่

“ผมเป็นคนในกระบวนการยุติธรรม และเคยเป็นอัยการเรื่องนี้ ผมก็เคารพคำพิพากษา ” นายชาญเชาวน์ กล่าว

ด้านนายธาริต กล่าวสั้นๆ ว่า จะต้องปรึกษากับอัยการที่ว่าความในคดีนี้ว่าจะยื่นฎีกาต่อไปหรือไม่.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้