วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลากสายส่ง-ซื้อไฟเพิ่ม ทางเลือกแลกค่าไฟพุ่ง

คาดการณ์กันไว้ว่า ถ้าการท่องเที่ยวภาคใต้ยังคงเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆดังเช่นทุกวันนี้ โดยไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ ไม่เกินปี 2563 โอกาสที่ไฟฟ้าจะดับทั่วภาคใต้ มีความเป็นไปได้สูง

จากตัวอย่างการสำรวจเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559 เวลา 19.30 น. พบว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้อยู่ที่ 2,713 เมกะวัตต์

เทียบกับกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมของภาคใต้ ผลิตได้ทั้งสิ้น 3,089.5 เมกะวัตต์

แต่อย่าลืมว่า...เป็นกระแสไฟฟ้าที่สามารถพึ่งพา หรือรองรับการใช้งานจริงเพียงแค่ 2,747 เมกะวัตต์ หรือมีส่วนต่างกับความต้องการใช้ไฟจริงสูงสุดของภาคใต้ ห่างกันเพียง 34 เมกะวัตต์ เท่านั้น

เพราะกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ข้างต้น มาจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ จ.กระบี่ ซึ่งใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงจำนวน 315 เมกะวัตต์ ใช้น้ำมันดีเซล เป็นเชื้อเพลิงอีก 26 เมกะวัตต์ รวมเป็น 341 เมกะวัตต์ ซึ่งทั้งน้ำมันเตาและดีเซล ถือเป็นเชื้อเพลิงที่มีต้นทุนสูง หรือว่าราคาแพงทั้งคู่ เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอย่างอื่น

ที่เหลือเป็นกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมจะนะ ชุดที่ 1 จำนวน 710 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมจะนะ ชุดที่ 2 อีก 766 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมขนอม (ทดแทน) อีก 930 เมกะวัตต์ ซึ่งทั้ง 3 แห่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าป้อนให้ภาคใต้ได้รวม 2,406 เมกะวัตต์

อีก 342.5 เมกะวัตต์ ที่เหลือเป็นกระแสไฟฟ้าแบบซัพพลาย หรือพึ่งพาได้ไม่แน่นอน เพราะได้มาจากพลังงานหมุนเวียน เช่น จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ (ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำและน้ำใช้ในการเกษตร) ของเขื่อนรัชชประภา 240 เมกะวัตต์ จากเขื่อนบางลาง 72 เมกะวัตต์ เขื่อนบ้านสันติ และแหลมพรหมเทพอีก 1.5 เมกะวัตต์ ที่เหลือเป็นการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานชีวมวล จาก SPP อีก 29 เมกะวัตต์

เมื่อเทียบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้ ที่มีอัตราเติบโตต่อปี อยู่ที่ประมาณ 4.7–5% หรือเพิ่มขึ้นปีละราวๆ 100–150 เมกะวัตต์ จึงนับว่าสถานการณ์ไฟฟ้าของภาคใต้อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง

โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่ ทำอย่างไรไฟฟ้าภาคใต้จึงจะไม่ดับ หรือไฟไม่ตก (กะพริบ) ซึ่งส่งผลกระทบถึงความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ธุรกิจ อุตสาหกรรม และแหล่งท่องเที่ยวโดยตรง

ยิ่งเมื่อการท่องเที่ยวภาคใต้ ทั้งที่ สมุย ภูเก็ต และ หาดใหญ่ ยิ่งบูมมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเท่านั้น จึงเป็นเหตุให้ต้องสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นในภูมิภาคนี้

กลุ่มผู้ต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าบางท่านที่ “โลกสวย” (ไม่ได้มองอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง) บ้างก็ว่า ฉันจะเอาไฟฟ้า แต่ไม่เอาโรงไฟฟ้า...บ้างว่า ไม่อยากได้ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ นิวเคลียร์ น้ำมันเตา ดีเซล และพลังน้ำ (สร้างเขื่อน) ทั้งนั้น...แต่อยากได้ โรงไฟฟ้าพลังน้ำมันปาล์ม หรือ พลังงานทดแทน เช่น ลม หรือแสงแดด เป็นต้น

เพื่อให้ได้สัมผัสกับประสบการณ์จริง ทาง พล.อ.ธนา วิทยวิโรจน์ เลขานุการ รมว.พลังงาน นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดฯ นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร รองผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายพฤหัส วงศ์ธเนศ ผู้ช่วย ผู้ว่าการ กฟผ. และ ดร.สราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จึงได้นำทีมสื่อมวลชนไทยไปศึกษาดูงานการใช้พลังงานทดแทนที่ประเทศญี่ปุ่น เผื่อว่าจะเห็นช่องทางนำกลับมาดัดแปลงใช้ในเมืองไทยให้เหมาะสม

จุดที่ไปศึกษาดูงานเป็น เมืองต้นแบบอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Eco-Town) ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครคิตะคิวชู (Kitakyushu) ของจังหวัดฟุกุโอกะ ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น มีพื้นที่ 487 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 981,000 คน ทั้งยังเคยเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมผลิตเหล็กขนาดใหญ่ ซึ่งก่อมลภาวะให้สิ่งแวดล้อม

แต่ด้วยการจัดการทรัพยากรหมุนเวียนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดของเสียและกากอุตสาหกรรมน้อยที่สุด เช่น มีการนำของเหลือใช้จากอุตสาหกรรมบางอย่างไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอุตสาหกรรมอื่น เพื่อลดการปล่อยของเสียจากโรงงาน หรือที่เรียกว่าพยายามทำของเสียให้เป็นศูนย์ (Zero Waste)

ที่สำคัญ “คิตะคิวชู” แห่งนี้ยังมีอุทยานพลังงานแห่งโลกอนาคต เป็นแหล่งรวมโครงการและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานทดแทน เช่น มีทั้งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อใช้ในครัวเรือนถึง 27,000 ครัวเรือน ในพื้นที่

อุทยานพลังงานแห่งนี้ยังมีแผนพัฒนาขนาดใหญ่ เตรียมจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมขึ้นในกลางทะเลหรือนอกชายฝั่ง โดยเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ได้มีการทดลองติดตั้งกังหันลมขนาดใหญ่ มีกำลังผลิตไฟฟ้า 2 เมกะวัตต์ ไว้ที่นอกชายฝั่ง 1 ตัว เพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้าพลังลมนอกชายฝั่ง โดยมีเป้าหมายจะติดตั้งกังหันลมแบบเดียวกัน เพื่อผลิตไฟฟ้าจากลมนอกชายฝั่งให้ได้ถึง 200 เมกะวัตต์ ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า

เช่นเดียวกับแผงเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์อีกมหาศาล ที่ได้รับการติดตั้งไว้ในอุทยานฯ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ 1.5 เมกะวัตต์ ไปจนถึง ทุ่งความร้อน จากเซลล์แสงอาทิตย์ขนาดมหึมา ที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 20.5 เมกะวัตต์ โดยมีเป้าหมายในอนาคตจะผลิตเพิ่มให้ได้ถึง 55.4 เมกะวัตต์

กระนั้นก็ตาม เมื่อมองในแง่เม็ดเงินลงทุนและความเป็นไปได้ ที่จะนำเอาเทคโนโลยีเหล่านั้นกลับมาผลิตไฟฟ้าใช้ในภาคใต้ของไทยบ้าง ตามความเห็นของผู้รู้หลายคน ยังมีมุมมองที่แตกต่าง

เป็นต้นว่า แนวคิดที่จะนำ น้ำมันปาล์ม มาใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าแทนถ่านหิน (สะอาด) เมื่อคำนึงถึงต้นทุนการผลิตต่อหน่วย เช่น ปาล์ม 1 กก. เทียบกับถ่านหิน 1 กก. หากเน้นที่ค่าความร้อน ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากปาล์มน้ำมันจะแพงหรือสูงกว่าการใช้ถ่านหิน (สะอาด) เป็นเชื้อเพลิงถึง 20 เท่า

นอกจากนี้ ภาคใต้ของไทยยังต้องกันพื้นที่ปลูกปาล์ม 4 ล้านไร่ ไว้เพื่อทำน้ำมันไบโอดีเซล (บี 7) ซึ่งมีเม็ดเงินไปสู่เกษตรกรอีกปีละ 3-4 หมื่นล้านบาท แนวคิดที่จะนำปาล์มน้ำมันมาปั่นไฟขาย จึงเป็นไปได้ยาก

พลังงานลม ดูผิวเผินเหมือนน่าจะเป็นพลังงานทดแทนที่โดดเด่นและเป็นความหวังในการผลิตไฟฟ้าใช้แบบญี่ปุ่น แต่เอาเข้าจริง สำหรับเมืองไทย ยังติดตรงปัญหาใหญ่ 2 เรื่อง คือ ประสิทธิภาพของแรงลม และต้นทุนในการติดตั้งต่อหน่วยที่มีราคาแพงมหาศาล

กล่าวคือ พลังงานลมในบ้านเรา มักจะมีลมพัดแรงเฉพาะช่วงกลางคืน กลางวันแรงลมอ่อนจนแทบไม่พอไปหมุนใบพัด นอกจากนี้ การที่กระแสลมบ้านเราโดยเฉลี่ยค่อนข้างเบา แรงลมต่ำเฉลี่ย 6-8 กม./ชม. (เทียบกับที่ญี่ปุ่นลมแรง 12 กม./ชม.) ทำให้ต้องใช้เสาสูงถึง 133 เมตร และใช้ใบพัดที่ยาวกว่ากังหันลมของเมืองนอก

ทำให้ต้นทุนค่าอุปกรณ์ และค่าติดตั้งต่อหน่วยจึงแพงกว่าของเมืองนอก เช่น อุปกรณ์ผลิตไฟฟ้า กักเก็บไฟฟ้า และค่าติดตั้งที่ส่วนฐานของกังหันลมในเมืองไทย โดยเฉลี่ยตกยูนิต หรือเสาละประมาณ 100 ล้านบาท

ส่วนพลังงานแสงแดด หรือโซลาร์เซลล์ในเมืองไทย มีข้อจำกัดตรงที่ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะตอนกลางวัน และในช่วงฤดูร้อนเป็นหลัก โดยเฉลี่ยผลิตไฟฟ้าได้แค่วันละ 4-5 ชั่วโมง ส่วนฤดูฝนกับฤดูหนาว แทบจะผลิตไฟไม่ได้เลย ยิ่งตอนกลางคืนถือว่าเป็นศูนย์ ข้อสำคัญยังอยู่ที่ตัวแบตเตอรี่สำหรับเก็บกักไฟ ปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีที่สามารถกักเก็บไฟฟ้าไว้ได้มากพอ แถมยังมีราคาแพง

แม้ว่าความหวังที่จะนำพลังงานทดแทน หรือหมุนเวียนเหล่านี้มาใช้ผลิตไฟฟ้าในเมืองไทย แลดูเลือนราง หรือห่างไกลกับความเป็นจริง แต่ก็ใช่ว่า เมืองไทยจะไม่เห็นความสำคัญของพลังงานดังกล่าว อย่างน้อยทุกวันนี้กระทรวงพลังงานได้ผลักดันให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนรวมแล้วถึง 300 เมกะวัตต์

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อพลังงานทางเลือกทั้งหลายเดินหน้าต่อไม่ได้ หรือทำได้ก็ไม่คุ้มทุน ถ้าหวยไม่ออกที่ถ่านหินสะอาด ก็คงต้องใช้วิธีลากสายส่ง จากภาคกลางลงสู่ภาคใต้ และขอซื้อไฟเพิ่มจากลาว แต่นั่นหมายถึง ค่าไฟต่อหน่วย ที่ต้องเรียกเก็บเพิ่มตามภาระต้นทุน

แน่ใจกันหรือ...จะเอาแบบนี้.

2 มี.ค. 2560 12:07 2 มี.ค. 2560 12:08 ไทยรัฐ


advertisement