วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยกเครื่อง ปตท.

โดย หมัดเหล็ก

บอร์ด ปตท. เห็นชอบปรับโครงสร้างถือหุ้นธุรกิจปิโตรเคมีโดยจำหน่ายหุ้นสายผลิตภัณฑ์โพรเพนและชีวภาพ ให้ พีทีทีจีซี สนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีชั้นสูง และการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงใน พื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ตามนโยบายรัฐบาล ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศ โดยที่ ปตท.มีการปรับเพิ่มงบลงทุน 5 ปี (2560-2564) เน้นโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อนำไปสู่ความมั่นคงทางพลังงานไทยในอนาคต

การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยหรือ ปตท. เป็นองค์กรหลักทางด้านพลังงานของประเทศที่จะต้องมีการพัฒนาโครงสร้างการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่ง เทวินทร์ วงศ์วาณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. ได้ชี้แจงถึงการปรับโครงสร้างการถือหุ้นธุรกิจปิโตรเคมี และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม ปตท. โดยการจำหน่ายหุ้นที่ ปตท.ถืออยู่ใน 6 บริษัทและ 1 โครงการให้กับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ พีทีทีจีซี การดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดพลังร่วมในธุรกิจปิโตรเคมีของกลุ่ม ปตท.มีความยืดหยุ่นในการรับวัตถุดิบ ซึ่งมีพีทีทีจีซีเป็นหัวหอกด้านเคมีภัณฑ์

การปรับโครงสร้างธุรกิจปิโตรเคมีของกลุ่ม ปตท.จะเป็นผลดีต่อภารกิจของ ปตท.ที่มีการสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง และผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในระยะกลางและระยะยาวต่อเศรษฐกิจของประเทศ

แผนการลงทุนของ ปตท. ระหว่างปี 2560-2564 ได้ผ่านการเห็นชอบของบอร์ดด้วยมูลค่า 338,849 ล้านบาท เพิ่มทุนในบริษัทลูก เพื่อปรับโครงสร้างการลงทุน โดย ปตท.ได้ตั้งเป้าลงทุนหลักในโครงสร้างพื้นฐานร้อยละ 43 ปรับโครงสร้างการเงินร้อยละ 22 ธุรกิจแอลเอ็นจีร้อยละ 14 ธุรกิจน้ำมันและเทรดดิ้งร้อยละ 12 ธุรกิจก๊าซธรรมชาติร้อยละ 4 บริษัทย่อยและบริษัทร่วมค้าร้อยละ 4 และอื่นๆอีกร้อยละ 1

โดยเฉพาะโครงการที่มีมูลค่าสูงเพื่อความมั่นคงทางพลังงานเช่น ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เส้นที่ 5 มูลค่า 93,337 ล้านบาท และโครงการแอลเอ็นจีเทอร์มินัล แห่งที่ 2 มูลค่า 38,171 ล้านบาท ทั้งนี้ ปตท.ได้มีการเจรจาสัญญาระยะยาวการจัดหาแอลเอ็นจีกับ บริษัทน้ำมัน บีพี บริษัท เชล และบริษัท ปิโตรนาส ในปริมาณ 3 ล้านตันต่อปี ทำให้ลดต้นทุนการนำเข้าแอลเอ็นจีตลอดอายุสัญญาได้ประมาณ 1.1 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ยังมี การขยายคลังรับแอลเอ็นจี จาก 5 ล้านตันเป็น 10 ล้านตันต่อปี เริ่มใช้งานได้ในปีนี้เป็นต้น โดยจะมีการขยายคลังรับแอลเอ็นจี 11.5 ล้านตันในปี 2562 และจะมีการก่อสร้างคลังรับแอลเอ็นจี แห่งที่ 2 ที่จะรับได้ 7.5 ล้านตันให้แล้วเสร็จในปี 2565

อย่างไรก็ตามเพื่อให้มั่นใจถึงความมั่นคงทางพลังงาน บอร์ด ปตท.ยังได้อนุมัติงบสำรองลงทุนจำนวน 198,612 ล้านบาท เตรียมไว้สำหรับความต่อเนื่องของการผลิตในสัมปทานที่จะหมดอายุ ปัจจุบันธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกของ ปตท.มีการขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเพื่อผู้บริโภคการขยายกิจการไปยังประเทศเพื่อนบ้านในรูปแบบสถานีบริการน้ำมันครบวงจร เพื่อให้เป็นองค์กรด้านพลังงานที่มีความโปร่งใส มั่นคง และยั่งยืนตลอดไป.


หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th  

2 มี.ค. 2560 10:31 28 มี.ค. 2560 17:40 ไทยรัฐ