วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
กรมคุ้มครองสิทธิฯ โต้ สนง.ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็นพาดพิงไทย

กรมคุ้มครองสิทธิฯ โต้ สนง.ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็นพาดพิงไทย

  • Share:

กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ แถลงการณ์โต้สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็น กรณีพาดพิงไทยไม่ผ่านร่างพระราชบัญญัติป้องกันทรมาน-บังคับสูญหาย

วันนี้ 1 มี.ค.60 นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เปิดเผยว่า ตามที่โฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา (Ms. Ravina Shamdasani) ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 แสดงความผิดหวังที่ประเทศไทยตัดสินใจไม่ผ่านร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวนท่าทีดังกล่าว กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขอยืนยันว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

“การปฏิบัติตามพันธกรณีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศมาโดยตลอด รวมถึงอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2550 และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามรับรองไว้ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2555” นางสาวปิติกาญจน์ กล่าว

นางสาวปิติกาญจน์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ  หลายประการ อาทิ การจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ การพัฒนามาตรการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และการพัฒนากลไกเชิงนโยบายในการดูแลการอนุวัติตามอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับ เป็นต้น

“กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ขอยืนยันท่าทีของประเทศไทยในการภาคยานุวัติเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ และยืนยันการดำเนินการทั้งมาตรการทางกฎหมาย และมาตรการทางบริหารเพื่ออนุวัติตามอนุสัญญาดังกล่าว โดยเร็วที่สุด รวมถึงยืนยันว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเป็นเรื่องที่ไม่สามารถดำเนินการได้ โดยผู้ที่กระทำผิดกฎหมายจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายกระบวนการยุติธรรม และหลักนิติธรรม ทุกกรณี” อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่ผ่านการลงประชามติได้มีการรับรองหลักการสิทธิมนุษยชนสำคัญในส่วนของการไม่เลือกปฏิบัติ การห้ามทรมาน และความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวข้างต้นจะเป็นการยกระดับกระบวนการยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้กับประชาชนในประเทศ และยืนยันการปฏิบัติตามคำมั่นที่รัฐบาลไทยได้ให้ไว้ในเวทีระหว่างประเทศมาโดยตลอด.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้