วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กรธ.จ่อตัดเทคนิคสู้คดี เน้นไต่สวนความจริง เชือดโกงนักการเมือง

กรธ.จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็น พ.ร.ป.พิจารณาความอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง "มีชัย" ขอฟัง 3 ความเห็น เรื่อง กระบวนการไต่สวนรวดเร็ว แยกผู้สนับสนุนสู้ศาลปกติ ให้พิจารณาคดีลับหลังได้ แก้ปัญหาคดีชะงัก มั่นใจคนโกงโดน ก.ม.อาญานักการเมืองเชือดแน่

เมื่อวันที่ 1 มี.ค.60 ที่รัฐสภา คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาและจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ... โดย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กล่าวเปิดการสัมมนาตอนหนึ่งว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เกิดขึ้นจากความมุ่งหมายที่ต้องการให้การดำเนินคดีทุจริตกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นไปด้วยความรวดเร็ว เฉียดขาด เพราะหากล่าช้าจะเกิดความเสียหาย ประชาชนไม่รู้สึกถึงผลที่จะเห็นทันตาในวันที่ทำผิดไม่สุจริตต่อหน้าที่ จึงสร้างมาศาลเดียวเพื่อให้จบตั้งแต่ปี 2540 ต่อมามีการเรียกร้องให้มีการอุทธรณ์ได้ เพื่อให้มีการกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง ในร่างรัฐธรรมนูญจึงสร้างขั้นตอนการอุทธรณ์ได้ทั้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายได้เพื่อให้สิ้นสงสัย แต่ต้องรักษาความรวดเร็ว เพื่อให้เห็นผลทันตาไว้

นายมีชัย กล่าวต่อว่า ปัญหาของความรวดเร็วนี้มีในกลไกที่ใช้อยู่ คือ ระบบไต่สวนมากกว่าการกล่าวหา แต่ต้องยอมรับว่าระบบยุติธรรมในไทย เคยชินต่อระบบการกล่าวหามานาน เมื่อเริ่มใช้ระบบไต่สวนก็ไม่ค่อยเคยชิน จึงวนกลับมาที่ระบบการกล่าวหา คำนึงถึงเรื่องเทคนิคการสู้คดีมากกว่าการหาความจริงให้ปรากฏ ดังนั้น กรธ.จึงพยายามตัดเรื่องเทคนิคออกให้ศาลไต่สวนได้อย่างเป็นธรรม โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเทคนิค และจะนำแนวทางนี้ไปใช้กับศาลรัฐธรรมนูญด้วย โดยกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญอาจไปไกลกว่าของศาลฎีกาฯ เนื่องจากเป็นเรื่องทีเกี่ยวกับความถูกต้องของบ้านเมือง ไม่ใช่เรื่องที่จะต่อสู้แพ้ชนะในทางเทคนิค

นายมีชัย กล่าวต่อว่า กรธ.อยากฟังความเห็นใน 3 ประเด็น คือ 1.ให้กระบวนการเป็นไปด้วยความรวดเร็วคงความเป็นธรรม 2.อำนาจศาลฎีกาฯ ครอบคลุมถึงตัวการผู้ใช้ผู้สนับสนุนด้วย ซึ่งที่ผ่านมาการดำเนินคดีมีปัญหาเรื่องคนที่ถูกกล่าวหาไม่อยู่ ทำให้มีการจำหน่ายคดี แต่ยังมีการดำเนินคดีกับผู้สนับสนุนด้วย เป็นไปได้ไหมจะแยกส่วนนี้ออก เพื่อให้ต่อสู้ได้ตามกระบวนการยุติธรรมปกติ 3.เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมควรเดินหน้าต่อให้สิ้นกระแสความคือ ให้พิจารณาลับหลังจำเลยได้ โดยให้สามารถตั้งทนายมาต่อสู้คดีได้เต็มที่ ซึ่งไม่ได้ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายหรือไม่เป็นธรรม  เนื่องจากการพิจารณาคดีปกติจำเลยก็มอบหมายทนายความเป็นผู้ต่อสู้คดีอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเนื้อหาในร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ศาลฎีกาส่งให้ กรธ.ประกอบพิจารณา มีทั้งหมด 71 มาตรา โดยเนื้อหาเปลี่ยนแปลงไปจากกฎหมายฉบับเดิมที่น่าสนใจอยู่ 3 ส่วน ได้แก่ 1.มาตรา 31 ที่ระบุว่าเมื่อศาลประทับรับฟ้องแล้วห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องเว้นแต่จะได้ความว่าหากไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องจะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม 2.มาตรา 33 การกำหนดให้ไม่นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีมาเป็นส่วนหนึ่งของอายุความและในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยหลบหนีในระหว่างนั้นไม่ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับอายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ

3.การอุทธรณ์คำพิพากษา ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญในร่างกฎหมายนี้ ได้ระบุวิธีการอุทธรณ์ไว้ในมาตรา 62 และ 63 ว่าให้ดำเนินการได้ภายในสามสิบวัน นับแต่มีคำพิพากษาของศาล แต่จะอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อจำเลยมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานของศาลเท่านั้น ไม่เช่นนั้นศาลจะไม่รับอุทธรณ์ อย่างไรก็ตามบทเฉพาะกาลบัญญัติให้วิธีการและกระบวนการอุทธรณ์คดีตามที่ร่าง พ.ร.ป.กำหนดนั้น ยังไม่ใช้บังคับกับบรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไปก่อนวันที่ร่าง พ.ร.ป.ฉบับนี้ใช้บังคับ.

กรธ.จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็น พ.ร.ป.พิจารณาความอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง "มีชัย" ขอฟัง 3 ความเห็น เรื่อง กระบวนการไต่สวนรวดเร็ว แยกผู้สนับสนุนสู้ศาลปกติ ให้พิจารณาคดีลับหลังได้ แก้ปัญหาคดีชะงัก 1 มี.ค. 2560 16:12 ไทยรัฐ