วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทรัมป์ไม่ใช่ผู้นำโลก

ทรัมป์ประกาศแล้วนะครับว่าตนไม่ใช่ผู้นำโลก แต่เป็นผู้นำสหรัฐฯ ดังนั้นแกจึงไม่สนใจโลก แต่จะสนใจให้อเมริกายิ่งใหญ่เท่านั้น ตอนนี้ ทรัมป์เตรียมไปเจรจากับสภาคองเกรสเพื่อตัดลดงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม และโครงการอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวดองหนองยุ่งกับกระทรวงกลาโหม ผู้คนในกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯร้องจ๊าก เพราะโดนหั่นงบไปร้อยละ 30 จนต้องปรับโครงสร้างกันขนานใหญ่ เงินช่วยเหลือที่เคยเกื้อกูลต่างประเทศที่เคยมีถึงปีละ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ก็จะโดนลดลงด้วย

ทรัมป์จะเพิ่มงบประมาณกลาโหม จะให้เงินจำนวนมากต่อเรือและอากาศยาน จะเพิ่มทหารสหรัฐฯไปประจำการในน่านน้ำสากลหลักและตามจุดที่อาจจะมีความขัดแย้งสูง ไม่ว่าจะเป็นที่ช่องแคบฮอร์มุซและทะเลจีนใต้ ทรัมป์จะเอาเงินมาอีก 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์เพิ่มให้กระทรวงกลาโหม เพื่อฟื้นฟูกองทัพเพื่อให้กองทัพมีแสนยานุภาพสูงที่สุดในโลกอย่างแท้จริง

ทรัมป์เคยเป็นสื่อมวลชนมาก่อน เป็นเจ้าของรายการโทรทัศน์ แกจึงเข้าใจแนวโน้มโลกว่า เดี๋ยวนี้สื่อมวลชนมีอิทธิพลน้อยลง ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ไม่ว่าสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ ทรัมป์สามารถสื่อสารโดยตรงถึงประชาชนทุกคนด้วยโซเชียลมีเดีย

ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนแรกที่ ‘ประกาศ’ ไม่ไปร่วมงานดินเนอร์สมาพันธ์นักข่าวทำเนียบขาว ซึ่งงานนี้จัดทุกปีและเป็นงานที่ผู้มีชื่อเสียงระดับประเทศใฝ่ฝันปรารถนาจะไปร่วม ทั้งนักการเมือง ดารา นักร้อง นักธุรกิจ ฯลฯ

สมัยก่อนตอนโน้น นักการเมืองสหรัฐฯต้องสยบสื่อยักษ์ใหญ่ 5 ค่าย ทั้งซีเอ็นเอ็น นิวยอร์กไทม์ส โพลิติโก แอลเอไทม์ส และบัซฟีด แต่ทรัมป์ไม่แคร์ใครครับ แม้แต่การรายงานสรุปประจำวันจากโฆษกทำเนียบขาว ก็ยังมีการห้ามสื่อยักษ์ใหญ่ทั้ง 5 ค่าย ไม่ให้เข้าร่วม ทรัมป์ยังประกาศว่า ‘สื่อคือศัตรูของประชาชน’ ย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว สมัยที่โซเชียลมีเดียยังไม่ถูกใช้กันอย่างกว้างขวาง ทรัมป์พูดประโยคอย่างนี้ก็คงจะพังภายใน 3 วัน 5 วัน

แม้ว่าจะเป็นถึงประธานาธิบดีแล้ว แต่เอฟบีไอก็ยังตามเล่นงานทรัมป์ตลอด ยังแอบปล่อยข้อมูลลับไปให้สื่อ เพื่อให้สื่อเอาไปกระจายขยายต่อ ถ้าเป็นสมัยก่อน ทรัมป์ก็คงแย่ แต่สมัยนี้ทรัมป์สวนกลับด้วยการด่าเอฟบีไอต่อหน้าสาธารณชน ว่าล้มเหลวในการหยุดข้อมูลความมั่นคงแห่งชาติไม่ให้รั่วไหลไปสู่สื่อมวลชนและประชาชน จะทำให้ทรัมป์แย่ แต่คนที่แย่กลับกลายเป็นหน่วยงานเอฟบีไอเอง ผมถึงเรียนว่าโลกเปลี่ยนไปมากแล้วจริงๆ อิทธิพลและอำนาจของหลายอาชีพหายไปจนแทบไม่เหลือ

นักการเมืองสมัยนี้ไม่ต้องประดิษฐ์คำพูดเพื่อทำให้สื่อรัก หรือมีพฤติกรรมทำตัวเองให้บริสุทธิ์ไร้เดียงสาเพื่อให้สื่อศรัทธา อย่างเรื่องของคนข้ามเพศที่โอบามาแนะนำกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงศึกษาธิการสั่งให้โรงเรียนอนุญาตให้นักเรียนข้ามเพศใช้ห้องน้ำตามอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเองได้ก็เหมือนกัน โอบามาออกคำสั่งโดยให้ไปอิงกับกฎหมายว่าด้วยการศึกษาที่เรียกว่าไทเทิล 9 เรื่องห้ามการกีดกันทางเพศในด้านการศึกษา

โอบามาเอาใจสื่อและคนข้ามเพศด้วยการตีความข้อความไทเทิล 9 ว่าครอบคลุมไปถึงอัตลักษณ์ทางเพศ พอมาถึงยุคทรัมป์ แกให้คณะบริหารของแกหักคำสั่งของโอบามาเรื่องให้สิทธินักเรียนข้ามเพศเลือกใช้ห้องน้ำได้

นักเคลื่อนไหวปกป้องสิทธิของคนข้ามเพศโวยวายกันใหญ่ แต่พ่อแม่จำนวนไม่น้อยที่กลัวว่าลูกหลานของตนไม่ปลอดภัยที่ต้องไปใช้ห้องน้ำร่วมกับผู้ชายแปลงเพศ โพสต์ข้อความโต้ตอบด่าทอพวกนักเคลื่อนไหวปกป้องสิทธิของคนข้ามเพศ พวกต่อต้านบางคนอ้างสิทธิมนุษยชน แต่ทรัมป์ไม่สนใจ เพราะแกสามารถสู้กับคนพวกนี้และกับเอ็นจีโอทางโซเชียลมีเดียได้

เมื่อก่อน ผู้คนต้องรอชมภาพข่าวทางโทรทัศน์ที่นักสื่อสารมวลชนเป็นผู้ผลิต เดี๋ยวนี้ไม่ต้องแล้วครับ ได้เห็นภาพที่ถ่ายจากโทรศัพท์มือถือกันสดๆ ผู้นำโลกหลายคนจึงเชิญนักข่าวให้ออกจากห้องแถลงข่าวให้ผู้ชมเห็น ผู้นำหลายคนโต้ตอบกับนักข่าวสดๆ ทำให้นักสื่อสารมวลชนที่แต่เดิมเป็นผู้ชี้เป็นชี้ตายว่าคนนั้นดีคนนี้ชั่วกลับมาถูกชี้เสียเอง.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com 

1 มี.ค. 2560 10:46