วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไม่ถ่านหิน..ก็นิวเคลียร์ เทรนด์ปั่นไฟฟ้าทั่วโลก

การพูดถึงโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินแบบสะอาดกับโรงไฟฟ้าถ่านหินรุ่นเก่าคร่ำครึ อันดับแรกควรต้องแยกทั้ง 2 กรณีออกจากกันให้ชัด

บางท่านที่ตั้งข้อรังเกียจ หรือมีอคติกับโรงไฟฟ้าถ่านหินทุกชนิด ประเภทชาตินี้ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ เห็นว่าไม่ควรใช้คำว่า เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด (Clean Coal) แต่น่าจะเรียกว่า โรงไฟฟ้าที่สามารถลดมลภาวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ (High Efficiency Emission Reduction Power Plant) แทน...ก็ว่ากันไป

แต่ไม่ว่าจะเรียกชื่อเช่นไร เพื่อให้เกิดการทำความเข้าใจที่ถูกต้อง และเป็นกลาง ควรต้องแยกแยะโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินทั้ง 2 ประเภท ซึ่งใช้เทคโนโลยีต่างกัน ออกจากกันอย่างสิ้นเชิง

จะได้เป็นการฉายหนังคนละม้วน ม้วนแรกเหมือนหนังฝรั่ง “ฮอลลีวูด” อีกม้วนเป็นหนังแขก “บอลลีวูด” ที่มีคนละแนวทาง หรือมาตรฐาน ตั้งแต่ตัวแสดงนำ เงินทุน ฉาก เทคนิคถ่ายทำ รวมทั้งแฟนคลับ...

เทคโนโลยีสะอาดสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้การยอมรับ กันมานาน และมีใช้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยว สำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ญี่ปุ่น ซึ่งประเทศเหล่านี้ล้วนมีมาตรฐานทางกฎหมาย และการดูแลรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่สูงทั้งสิ้น

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจภาคใต้ของไทยที่มุ่งเน้นให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร รองรับ การขยายตัวของประชากร และ นักท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับ การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นั้น

ได้ก่อให้เกิดความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าของภาคใต้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 100 เมกะวัตต์

ซึ่งภาวะดังกล่าวสวนทางกับความเป็นจริงในปัจจุบัน ที่ภาคใต้ยังไม่มีแหล่งผลิตไฟฟ้าหลัก หรือ Base plant (โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชม.)

ทุกวันนี้ภาคใต้จึงเป็นภูมิภาคเดียวที่ยังต้องพึ่งพาการลาก สายส่งไฟฟ้า มาจากภาคกลาง และจากประเทศมาเลเซีย

ด้วยระยะทางยาวในการลากสาย รวมถึงลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นแนวยาวคล้ายด้ามขวาน ไม่เพียงต้องลงทุนค่าสายส่งมหาศาล นับแสนล้านบาท การลากสายส่งเช่นนี้ยังทำให้โครงข่ายระบบสายส่งไฟฟ้า ไม่มั่นคงแข็งแรงเท่าที่ควร เทียบไม่ได้กับการตั้งโรงไฟฟ้าในพื้นที่ เพื่อช่วยเสริมความมั่นคงให้แก่ระบบ

กระทรวงพลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงมีแนวคิดที่จะนำเทคโนโลยี โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินสะอาด ไปใช้กับโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ ซึ่งมีแผนจะสร้างขึ้นที่ จ.กระบี่

โครงการนี้ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของชุมชน ทั้งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของตัวโรงไฟฟ้าและท่าเทียบเรือไปเรียบร้อยแล้ว

ยกตัวอย่าง ระบบเผาไหม้ และ หม้อน้ำของโรงไฟฟ้า กระบี่ ใช้เทคโนโลยีระดับ Supercritical ขึ้นไป ซึ่งให้ประสิทธิภาพการผลิตพลังงานถึงร้อยละ 42-45 (เทียบกับเทคโนโลยีเดิม Sub-Critical ให้ประสิทธิภาพเพียงร้อยละ 35-38) ซึ่งนอกจากจะทำให้ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง ยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงร้อยละ 21

นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าที่ จ.กระบี่ ยังกำหนดให้ใช้ถ่านหินประเภทซับบิทูมินัส ซึ่งเป็นถ่านหินเกรดคุณภาพดี ให้ค่าความร้อนสูง มีขี้เถ้าน้อย และค่ากำมะถันต่ำ

เท่านั้นไม่พอ เพื่อเป็นการรับประกันว่าจะไม่ตกเป็นจำเลยของสังคม ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตกับกรณีของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ที่ จ.ลำปาง ทาง กฟผ.ได้มีการติดตั้งระบบกำจัด ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (SCR) กำจัดฝุ่นละออง (ESP) และ กำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (FGD) เพื่อให้สามารถควบคุมอัตราการปล่อยก๊าซมลสารดีกว่าค่ามาตรฐาน อีกไม่น้อยกว่า 3 เท่าตัว

และเพื่อเป็นการตอกย้ำความมั่นใจแบบสุดๆขึ้นไปอีก โครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ได้นำเทคโนโลยี ระบบจับปรอท มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ในการดักจับสารปรอท หลังการเผาไหม้อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งการตรวจวัดสารตกค้างต่างๆ ทั้งในธรรมชาติ พืช และสัตว์ เป็นมาตรการที่ต้องดำเนินการ ตามกฎหมาย และข้อตกลงในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดระยะเวลาของการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า

แม้แต่ข้อกังวลใน เรื่องการขนส่งถ่านหินไปยังโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นอีกช่องโหว่สำคัญ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อชุมชน และสภาพแวดล้อม ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว โครงการนี้ได้ป้องกันปัญหาด้วยการกำหนดให้ใช้เรือบรรทุกถ่านหิน แบบระบบปิด เพื่อป้องกันการร่วงหล่น และฟุ้งกระจาย รวมทั้ง ใช้เรือขนส่งถ่านหินขนาดเล็ก เพียง 10,000 ตัน ในการขนส่งถ่านหินเที่ยวละ 8,000 ตันไปยังท่าเทียบเรือ

เมื่อเทียบกับความต้องการใช้ถ่านหินของโรงไฟฟ้าวันละ 7,260 ตัน เท่ากับขนส่งถ่านหินเฉลี่ยเพียงวันละ 1 เที่ยวหรือไม่เกิน 2 เที่ยวในบางวัน โดยกำหนดให้ใช้ความเร็วในการเดินเรือใกล้ชายฝั่ง ไม่เกิน 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อลดคลื่น และการกวนตะกอนในท้องน้ำ

นอกจากนั้น การลำเลียงถ่านหินจากเรือไปยังโรงเก็บถ่านหิน บริเวณท่าเทียบเรือก็ใช้ ระบบปิด เช่นเดียวกัน โดยมีการลำเลียงถ่านหินไปตามอุโมงค์ หรือสายพานลำเลียงไปยังโรงเก็บถ่านหิน บริเวณโรงไฟฟ้า ด้วย ระบบปิดตลอดทาง ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งลึกเข้าไปในแผ่นดินถึง 10 กิโลเมตร

แม้แต่ประเด็นผลกระทบของเรือขนส่งถ่านหินต่อแหล่งดำน้ำ หรือเรือท่องเที่ยว จากการศึกษาพบว่า มีจุดดำน้ำดูปะการัง 13 แห่ง เกือบทั้งหมดอยู่ห่างจากเส้นทางเดินเรือเกินกว่า 10 กิโลเมตรขึ้นไป มีเพียง 2 จุดเท่านั้นที่มีระยะห่าง 3.9 และ 6 กิโลเมตร ซึ่งจากระยะห่างของเส้นทางเดินเรือ เมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรการความเร็วเรือที่ไม่เกิน 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และการเดินเรือเฉลี่ยวันละ 1 เที่ยว ย่อมไม่สร้างผลกระทบ

จะว่าไปแล้ว เปรียบเทียบกันระหว่างโครงการ โรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ จ.กระบี่ กับโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน ระดับแถวหน้าของโลก อย่างเช่น โรงไฟฟ้า “มัตสึอุระ” (Matsuura Thermal Power Plant) บนเกาะคิวชู ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งใช้เทคโนโลยีพลังงานถ่านหินสะอาด เปิดดำเนินการมาแล้ว 25 ปี

เป็นที่ประจักษ์ว่า ทั้งชาวประมง เกษตรกร และชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้า มัตสึอุระ ภายในรัศมีตั้งแต่ 1-10 กม. สามารถอยู่ร่วมในระบบนิเวศที่ดีกับโรงไฟฟ้าได้อย่างไร้ปัญหา

เทียบกับโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินสะอาดที่ จ.กระบี่ ซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำกว่าโรงไฟฟ้า “มัตสึอุระ” ด้วยซ้ำ หากถกกันด้วยเหตุและผล...โดยไม่มีวาระซ่อนเร้น ปัญหาก็น่าจะเป็น 0

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้สั่งยกเลิกรายงานการวิเคราะห์ทั้ง EIA และ EHIA ฉบับเดิม หลังจากยังมีกลุ่มผู้คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ จ.กระบี่

พร้อมทั้งสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำทั้ง EIA และ EHIA กรณีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ขึ้นใหม่ โดยเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการระดับสูงเข้าไปดูแลนโยบายการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ

กรณีดังกล่าว ไม่น่าเรียกได้เต็มปากว่าเป็นการถอยโรงไฟฟ้าถ่านหินของรัฐบาลชุดนี้ แต่ใช้คำว่า “ซื้อเวลา” น่าจะเหมาะสมกว่า เพราะท้ายที่สุดแล้ว การใช้พลังงานทดแทน หรือทางเลือกอื่นใด ไม่ว่าน้ำมันปาล์ม พลังงานลม หรือแสงแดดมาปั่นไฟฟ้า เพื่อรองรับกับความต้องการใช้ไฟของภาคใต้ที่เพิ่มขึ้น

ล้วนมีข้อด้อยกว่า การใช้พลังงานจากถ่านหิน (สะอาด) ทั้งสิ้น

ใครจะรู้...ถ้าโรงไฟฟ้าถ่านหินในไทยเดินหน้าต่อไม่ได้...โรงไฟฟ้าแห่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในภาคใต้ อาจหนีไม่พ้นอีก 2 ตัวเลือก นั่นคือ ถ้าไม่กลับไปพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งทุกวันนี้ก็ถูกนำไปใช้งานเต็มเหยียดอยู่แล้ว...อาจต้องเลือกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แทน.