วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ห้ามขัดขวางจนท. พศ.กร้าว 'ป้ายเตือน' ผิดกม.

ทั้งพระ-สามเณรฝ่าฝืนมีโทษ นายกฯถกชุดไล่ล่า‘ธัมมชโย’ เผาแล้วศพลุงผูกคอต้านม.44

ดีเอสไอออกหมายเรียก 3 แกนนำที่เข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่รอบวัดพระธรรมกาย ปฏิเสธให้รายละเอียด อ้างพบความพยายามยกระดับกลยุทธ์ผลักดันเจ้าหน้าที่ ด้าน พศ.ติดป้ายขู่พระเณรเข้าร่วมชุมนุม ขัดขวางเจ้าหน้าที่มีความผิด โฆษก มส.ชี้ ห้ามพระเณรไปวัดพระธรรมกาย เพราะกลัวพระแนวคิดตรงข้ามวัดดอดมาป่วนในพื้นที่ ส่วนพระ 5 รูป ยุติการอดอาหารประท้วงเลิก ม.44 หลังถูกกล่อมให้ต่อสู้ด้วยแนวทางอื่น ศพลุงอนวัชผูกคอต้าน ม.44 เผาแล้วที่วัดเขียนเขต ส่วนนายกรัฐมนตรีเรียกผู้เกี่ยวข้องถกแก้ปัญหาเครียด ขณะที่องค์กรพุทธยุโรปนำคนประท้วงยูเอ็น รมช.ต่างประเทศ ยัน ตรวจสอบสำนักงานข้าหลวงใหญ่แล้วยังไม่พบรับคำร้องเรียนที่ว่า

กรณีรัฐบาลใช้ ม.44 ประกาศให้วัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เป็นพื้นที่ควบคุม พร้อมส่งกำลังตำรวจทหาร มีดีเอสไอเป็นแกนหลักเข้าตรวจค้นตามจับกุมพระเทพญาณมหามุนี หรือพระ ธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาสบคบและร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร แต่ยังไม่พบตัว ขณะเดียวกัน วัดพระธรรมกายได้ขึ้นป้ายเขียนข้อความต้องหารอาหารและยา รวมทั้งนำมวลชนผู้ปกครอง เด็ก พ่อค้า และแม่ค้า ที่อยู่ในเขตพื้นที่วัดพระธรรมกาย เรียกร้องขอให้เจ้าหน้าที่เปิดเส้นทางเข้าออกรอบบริเวณวัด รวมทั้งยกเลิก ม.44 เนื่องจากได้รับความเดือดร้อน โดยมีนายอนวัช ธนเจริญณัฐ ขึ้นไปผูกคอดับคาเสาโทรศัพท์เพื่อประท้วงคำสั่งรัฐ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันไม่ยกเลิก ม.44 จนกว่าจะได้ตัวพระธัมมชโย พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่หลีกเลี่ยงการปะทะ ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ประเมินสถานการณ์รายวัน

เข้าวันที่ 13 ของการใช้ ม.44 กับวัดพระธรรมกาย โดยความคืบหน้าเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 ก.พ. ที่ บก.ตชด.ภ.1 พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รอง ผบช.ภ.1 พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักคดีพิเศษภาค พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกดีเอสไอ ผู้แทนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และกรมการปกครอง เข้าร่วมประชุมประเมินสถานการณ์และแนวทางปฏิบัติการตรวจค้นวัดพระธรรมกาย

มีข่าวมวลชนยกระดับต้าน จนท.

ต่อมาเวลา 10.00 น. พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ เปิดเผยว่า ข้อมูลทางการข่าวพบมวลชนจัดตั้งที่ตลาดกลางคลองหลวง มีประมาณ 700 คน เตรียมจะใช้กลยุทธ์ในการผลักดันเจ้าหน้าที่ พยายามจะยกระดับและใช้ลักษณะของมวลชนเข้ามาปฏิบัติการมากขึ้น การข่าวดีเอสไอและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แลกเปลี่ยนข้อมูลกันมาโดยตลอด พบว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีพฤติการณ์เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวสนับสนุนมวลชน ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในประเทศ แต่จะมีต่างประเทศด้วยหรือไม่นั้น ต้องขอตรวจสอบก่อน จากนี้จะใช้มาตรการจริงจังในการที่จะเรียกคนที่เป็นแกนนำหรือบุคคลที่อยู่เบื้อง หลังประมาณ 40 คน เข้ามารายงานตัว

มีทั้งปักหลักและไปกลับ

พ.ต.ต.วรณันกล่าวต่อว่า เจ้าหน้าที่ได้เก็บข้อมูลมา 3-4 วัน เกี่ยวกับมวลชน มี 2 ลักษณะคือ 1.คล้ายกับมวลชนจัดตั้งประมาณ 200 คน จะมีตัวเลขคงที่ และ 2.มวลชนที่เดินทางไปกลับ จะมีเพิ่มขึ้นตามช่วงเวลาที่มีสถานการณ์สำคัญ หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมจะเหลืออยู่ 200-300 คน นอกจากนี้ จะมีพระสงฆ์หมุนเวียนเข้ามา ยังพบข้อมูลทางการข่าวเพิ่มเติมว่า มีการให้มวลชนเล็ดลอดเข้าตลาดกลางคลองหลวง ตามแนวตะเข็บที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ ช่วงเวลา 03.00-05.00 น. กำลังดำเนินการสกัดอยู่

ยืนยันให้นำอาหารเข้าไปได้

“เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีก็มีคำสั่งไปยังพระสงฆ์ในจังหวัดปทุมธานีหมดแล้วว่า ห้ามเข้าร่วมในการชุมนุมครั้งนี้ ส่วนพระวินยาธิการ และเจ้าคณะอำเภอที่อยู่ที่ประตู 7 วัดพระธรรมกาย ยืนยันแล้วว่าหลังจากที่เข้าไปตรวจคัดกรองพระสงฆ์ ทราบว่าพระสงฆ์เป็นพระที่มาจากสาขาของวัดพระธรรมกาย ตอนนี้มาตรการเชิงรุกทางฝ่ายสงฆ์ โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ตรวจสอบใบสุทธิในการเป็นพระ หากไม่มีจะถูกดำเนินคดีข้อหาแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ ส่วนของการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีการขึ้นป้าย “We need food & Drug” จริงๆแล้วเจ้าหน้าที่ได้อนุญาตให้นำอาหารเข้าไปได้ ดังนั้นปัญหาเรื่องนี้ไม่มี แต่เหตุที่เราต้องควบคุมพื้นที่ไว้ เพราะไม่อยากให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเติมเข้าไปในพื้นที่ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องการให้คนอยู่ภายในออกมา” พ.ต.ต.วรณันกล่าว

ก.ม.คุ้มครอง จนท.ฟ้องกลับไม่ได้

พ.ต.ต.วรณันกล่าวอีกว่า อีกประเด็นคือ กลยุทธ์ที่พยายามหาจุดผิดพลาดหรือจุดบกพร่องของเจ้าหน้าที่ และพยายามสื่อสารตีข่าวดำเนินคดี เพื่อให้เจ้าหน้าที่เสียขวัญ เช่น เมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา มีการอ้างว่าเจ้าหน้าที่ไปลงลายมือชื่อแทนพระที่จะเข้ามาในตลาดกลางคลองหลวง จริงๆ แล้วแบบสอบถามดังกล่าวเจ้าหน้าที่ได้สอบถามและอำนวยความสะดวกโดยการกรอกข้อมูลให้ แต่พระท้วงติง มีการเปลี่ยนข้อความในเอกสารบางข้อให้แล้ว เพราะเจ้าหน้าที่ไม่มีการปกปิดอะไร ทั้งนี้การปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง คสช.ที่ 5/2560 ในข้อ 10 ได้คุ้มครองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานไว้อยู่แล้ว ที่กำหนดการบริหารงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน ถูกฟ้องทางแพ่งและอาญาไม่ได้อยู่แล้ว ต้องเรียนให้ทราบ เพราะเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตอยู่แล้ว

สกัดรถตู้ขนพระเข้าตลาด

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 09.30 น. บริเวณด่านสกัดร่วม บริเวณริมถนนคลองหลวง-หนองเสือ ช่วงก่อนถึงตลาดกลางคลองหลวง เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ได้ตรวจค้นรถตู้คันหนึ่งที่วิ่งผ่านเข้ามา พบพระ 8 รูป มาจากจังหวัดร้อยเอ็ด 3 รูป จังหวัดอุบลราชธานี 5 รูป เพื่อไปสมทบพระที่ตลาดกลางคลองหลวง แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ผ่าน ก่อนทำประวัติพระทั้งหมด และนิมนต์ให้เดินทางกลับทันที

ถ้าไม่อยู่วัดพระธรรมกายให้กลับ

นายพลังชาติ เหมือนแก้ว พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ระดับชำนาญการพิเศษดีเอสไอ เผยว่า พระที่ไม่ได้สังกัดวัดพระธรรมกาย จะไม่ให้เข้าไปภายในตลาด เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบใบสุทธิและทำประวัติไว้ แล้วนิมนต์ให้เดินทางกลับ หากไม่ประสงค์จะเดินทางกลับ เจ้าหน้าที่ พศ. จะประสานวัดที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อให้พักจำวัดต่อไป ล่าสุดวันนี้ตรวจคัดกรองไปแล้วพบว่าไม่ใช่พระวัดพระธรรมกาย 13 รูป ได้ประสานให้ญาติพากลับวัดที่สังกัดอยู่ ส่วนที่เหลือได้ประสานให้ไปพักที่วัดใกล้เคียงแล้ว

ออกหมายเรียกแกนนำแล้ว 3 คน

ต่อมาเวลา 13.15 น.ที่ บก.ตชด.ภ.1 พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะโฆษกดีเอสไอ เปิดเผยว่า วันนี้เจ้าหน้าที่ได้ปิดป้ายห้ามพระสงฆ์ชุมนุมบริเวณประตู 4 ประตู 5 ประตู 7 และที่ตลาดกลางคลองหลวง เป็นนโยบายที่ชัดเจนในการปฏิบัติ อีกส่วนหนึ่งเจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ ตั้งโต๊ะร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารในการตรวจหนังสือสุทธิ พระที่พยายามจะเข้าไปที่วัดพระธรรมกาย และให้ลงทะเบียนก่อน ถ้าไม่มีการตรวจจะมีบุคคลแปลกปลอมเข้ามา กรณีนี้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดี ที่ผ่านมาพระสงฆ์อาจไม่พอใจที่มีการตรวจสอบหนังสือสุทธิ แต่พอได้ชี้แจงท่านก็เข้าใจ แต่ละวันจะมีพระเดินทางมาประมาณวันละ 50-150 รูป เมื่อเข้าใจก็เดินทางกลับภูมิลำเนา ในส่วนของแกนนำ 40 คน เมื่อคืนที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา พงส.สภ.คลองหลวง ได้ออกหมายเรียกมาพบ 3 คน แต่ยังไม่ขอเผยรายละเอียดว่าใครบ้าง และกำลังทยอยออกหมายเรียกอีกกว่า 20 คน นอกนั้นอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน

ศรีวราห์แจงยอดรวม 343 คดี

จากนั้นเวลา 16.00 น. ที่ศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าจังหวัดปทุมธานี ข้าง สภ.คลองหลวง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เดินทางมาตรวจสำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย มี พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รอง ผบช.ภ.1 ชี้แจงและนำมีดที่ยึดมาจากศิษย์วัดพระธรรมกาย และเสื้อเกราะที่ยึดจาก พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ เภกะนันทน์ อดีต ผบก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนหน้านี้ มาให้ดู โดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ดำเนินคดีกับวัดพระธรรมกายไปแล้วทั้งหมด 343 คดี มีคดีที่เกิดขึ้นในช่วงที่มีคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. รวมอยู่ด้วยทั้งหมด 27 คดี แบ่งเป็นความผิดข้อหาพกพาอาวุธเข้ามาในพื้นที่ชุมนุม 8 คดี ที่เหลือคือฐานความผิดฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ตำรวจจะดำเนินคดีไปตามพยานหลักฐานและตามที่ดีเอสไอได้แจ้งความร้องทุกข์

พศ.ติดป้ายขู่พระเณรอย่าขัดขวาง

ส่วนบรรยากาศทั่วไปที่วัดพระธรรมกาย ตั้งแต่ช่วงเช้า ที่บริเวณประตู 7 เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้นำป้ายไวนิลมาติดตั้งบริเวณทางเข้า มีข้อความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษว่า “ประกาศ งดภิกษุ-สามเณร ชุมนุมขัดขวางเจ้าหน้าที่ บริเวณวัดพระธรรมกายเป็นความผิดตามกฎหมาย” รวมทั้งนำไปติดตั้งบริเวณจุดคัดกรองตลาดกลางคลองหลวง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็นำป้ายไวนิลไปติดไว้เช่นกัน

พระสนิทวงศ์ขอพระเลิกอดอาหาร

ส่วนที่หน้าประตู 5 พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย แถลงข่าวว่า วันนี้เป็นวันที่ 13 ของการละเมิด “สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของประชาชน” เป็นวันสุดท้ายการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐตามหมายการตรวจค้นพร้อมระบุว่า 1.กรณีพระสงฆ์อดอาหารนั้น ขณะนี้เข้าสู่วันที่ 13 ของการถูกจำกัดพื้นที่เข้าออก ยังมีพระสงฆ์ประท้วงให้ยกเลิกมาตรา 44 ด้วยการอดอาหาร 5 รูป ขออนุโมทนาในจิตใจแห่งพุทธบุตรผู้เข้มแข็ง ฝึกตน ทนหิว บำเพ็ญตบะ เป็นพระแท้ อย่างไรก็ตาม ขอกราบอาราธนาให้ยุติเถิด เชื่อว่าถ้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านทราบเรื่อง ก็คงให้ยุติภารกิจนี้ด้วย กราบอาราธนาทุกรูป เก็บกำลังกายกำลังใจ ไว้เทศน์สอนญาติโยมเถิด แต่อย่าพึงสละชีวิตตอนนี้ ขอฝากสื่อไปถึงท่านเหล่านั้นด้วย

ไม่รู้ใครขึ้นป้ายขออาหาร

2.กรณีประชาชนขึ้นป้าย We need food ไม่ทราบว่าใครขึ้นป้าย แต่ก็ยินดีเอาลง อย่างไรก็ตามประชาชนไม่มีข้าวกิน เขาก็บอกว่า เขาไม่มีข้าวกิน เขาผิดตรงไหน ในประกาศมาตรา 44 มีบอกหรือว่า “ประชาชนห้ามบอกว่าหิวข้าว” และกรณีท่านทีมโฆษก คสช. กล่าวว่า “ประเทศชาติจะอยู่อย่างไร ถ้าไม่มี คสช.” คสช. ที่ย่อมาจาก คณะรักษาความสงบแห่งชาตินั้น ปัจจุบันสงบจริงหรือไม่ ประชาชนในชาติคงเห็นได้อย่างชัดเจน ชนชาติไทยนั้น มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งสมัยยุคกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี นับเนื่องมาผ่านยุคกรุงศรีอยุธยา ยุคกรุงธนบุรี จนกระทั่งถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ 700 กว่าปี ก็ไม่มี คสช. ก็มีความสงบสุขเรื่อยมา

เหน็บไร้ คสช.ก็มีความสุขได้

รัฐบาล คสช. มาเพียง 3 ปี ทุกท่านก็สามารถนิยาม “ความสุข” ที่ คสช.คืนมาให้พวกเราได้หลากหลาย เราเชื่อว่า ถ้าไม่มี คสช. เราทั้งหลายก็ยังคงมีความสุขได้ตามอัตภาพแห่งตน ท่านทั้งหลาย ตาม “กฎไตรลักษณ์” ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอน คือ ทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-และเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ดังนั้น คสช.อย่ายึดติดในอำนาจเลย เพราะตามหลัก “โลกธรรม 8 ประการ” คือ มีลาภ-เสื่อมลาภ, มียศ-เสื่อมยศ, มีสรรเสริญ-มีนินทา, มีสุข-มีทุกข์ ปะปนกันไป ดังนั้น อำนาจมาแล้วก็ไป เป็นของนอกกาย ได้มาแล้วก็ต้องปล่อยไป ให้คนรุ่นหลังมารับภาระแทน ดังนั้น ถึงไม่มี คสช. ด้วยความสามารถของคนไทยเราเอง ประเทศชาติเราก็เดินหน้าไปได้อย่างแน่นอน

ให้ รบ.นำรับสั่งสังฆราชมาใช้

3.การยื่นเอกสาร UN กรณีละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นการแสดงออกตามหลักสิทธิเสรีภาพ ของพลเมืองในประเทศประชาธิปไตยทั้งหลาย เพราะสังคมปัจจุบัน มีความซับซ้อนมากขึ้น ในเชิงอัตลักษณ์ที่หลากหลาย แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและสันติ การแสดงออกในเชิง “สันติสนทนา” ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ใช้กำลังทหารเป็นสิ่งที่โลกหรือประเทศที่เจริญแล้ว ใช้ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะการแก้ไขปัญหาด้วยกำลังทหาร เป็น “สันติภาพเชิงลบ” คือ ยุติปัญหาหนึ่งได้ แต่ก่อ ให้เกิดปัญหาอื่นๆ ที่ตามมามากมาย ถ้าประชาชนกับประชาชน หรือประชาชนกับรัฐ รบกันเอง ไม่มีใครแพ้ใครชนะ แต่ประเทศชาติต่างหากที่จะเป็น “ผู้แพ้” ขอให้รัฐบาลน้อมนำรับสั่งของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 มาใส่เกล้าว่า เรื่องของวัดพระธรรมกาย ขอให้ยุติด้วยความสงบ เรียบร้อย ไม่รุนแรงเถิด

ติทำเรื่องง่ายเป็นเรื่องยาก

4.ความเสียหายที่เกิดขึ้นมาจากการที่ดีเอสไอไม่ยอมมาแจ้งข้อกล่าวหาที่วัด ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก จนบานปลายขนาดนี้ ใครจะรับผิดชอบอธิบดีดีเอสไอ ควรไปตามทวงเงิน 10,000 กว่าล้านบาท จากที่อื่น เพราะจากเอกสารทางการเงินของทางวัด ได้ระบุการรับ การจ่าย ไปหมดเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งคณะศิษย์ยังลงขัน ตั้งกองทุนเพื่อเยียวยาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้อีกด้วย ที่สำคัญ ประธานสหกรณ์ ได้ทำหนังสือขอบคุณมายังวัดพระธรรม–กาย เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น การมาดำเนินคดีกับหลวงพ่อธัมมชโย ย่อมไม่พบอะไร ดังเช่นสุภาษิตของไทยที่ว่า “หาหนวดเต่า เขากระตาย” ย่อมไม่พบอะไร

ให้พร ตร.ดีเอสไอทหารยันนักข่าว

5.พื้นที่ของวัดถูกควบคุมด้วยเจ้าหน้าที่รัฐ 100% การเข้าออกของพระภิกษุ แม้ไปบิณฑบาต ตอนเช้าต้องพกหนังสือสุทธิสงฆ์ยื่นให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ เพื่ออนุญาตให้เข้า-ออกได้ แต่มีข่าวจะมีการใส่ร้ายวัดว่า ปืนเจ้าหน้าที่ 400 กระบอกที่หายไป จะเอามาซุกที่ตู้คอนเทนเนอร์ในพื้นที่วัด ซึ่งปกติใช้เก็บบาตรและจีวร เพื่อโครงการบวชพระแสนรูปทั่วไทย ขอชี้แจงล่วงหน้าหลังจากวันที่ 19 ก.พ.เป็นต้นมา หากเกิดสิ่งผิดปกติขึ้น ไม่เกี่ยวกับทางวัด เพราะวันที่ 16-18 ก.พ. เจ้าหน้าที่ค้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนและประกาศว่า ไม่พบเป้าหมาย ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ขออวยพรว่า เจ้าหน้าที่ท่านใดตรวจค้นจับบาตรและจีวรแล้ว รวมทั้ง เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ตำรวจ ทหาร ที่มาปฏิบัติหน้าที่ทุกผลัด ทุกท่าน รวมทั้งสื่อ มวลชนที่มาทำข่าวทุกท่าน ขอให้ทุกภพทุกชาติได้เกิดเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา และได้บวชตลอดชีวิตทุกชาติเทอญ

ไม่พบธัมมชโย ขอให้ยกเลิก ม.44

6.วัดพระธรรมกายยึดหลัก “ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม” และ “เย ธัมมา เหตุปปะภะวา เตสัง เหตุง ตะถาคะโตเตสัญจะ โย นิโรโธจะ เอวัง วาที มะหาสะมะโณ” แปลได้ว่า “ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าตรัสบอกถึงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น พร้อมทั้งความดับแห่งเหตุของธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณเจ้ามีปกติตรัสสอนอย่างนี้” หมายความว่า เหตุเกิดที่ใด ให้ดับที่นั้น รัฐเป็นคนออกคำสั่ง ม.44 เมื่อไม่พบเป้าหมาย ก็ยกเลิกเสียเหตุการณ์ความไม่สงบก็จะจบลง ทางวัดและลูกศิษย์ถอยมาหลายก้าวแล้วจนหลังติดกำแพงวัดแล้ว ขอให้รัฐเห็นก็บ้านเมือง ถอยเพียง 1 ก้าว ยกเลิกมาตรา 44 เถิด

ไม่พบสิ่งผิด ก.ม.แต่กลับไล่พ้นวัด

7.ส่วนกรณีที่มีหมายค้น วัดพระธรรมกายได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่มาโดยตลอด ในการตรวจค้นทุกพื้นที่ ตามที่เจ้าหน้าที่ต้องการ และในคืนวันที่ 16-17 ก.พ. มีเจ้าหน้าที่ 10 นาย คอยผลัดเปลี่ยนทุก 2 ชั่วโมง มาพักค้างภายในเขตวัด เป็นที่เรียบร้อย เจ้าหน้าที่สรุปภารกิจว่าไม่พบเป้าหมาย และไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่ในวันที่ 4 ของภารกิจ เจ้าหน้าที่ประกาศให้พระภิกษุสามเณร และประชาชนผู้บริสุทธิ์ออกจากพื้นที่วัดพระธรรม–กายภายใน 15.00 น. เป็นเหตุให้พุทธศาสนิกชน เห็นว่าไม่ใช่เป็นเรื่องส่วนบุคคลของหลวงพ่อธัมมชโย แต่เป็นเรื่องของหลักการในวงกว้าง ที่พระพุทธศาสนาถูกย่ำยี คุกคาม ด้วยความไม่ชอบธรรมของกฎหมาย

ขอให้ยกเลิก ม.44 โดยเร็ว

พระสนิทวงศ์กล่าวด้วยว่า ขอเรียกร้องให้ ยุติการบังคับใช้มาตรา 44 กับประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับองค์กรที่เป็นส่วนหนึ่งในเสาหลักของประเทศไทย คือ พระพุทธศาสนา หากคงการบังคับใช้มาตรา 44 นี้ไว้ จะเกิดผลกระทบกับพระภิกษุสามเณร และประชาชนผู้บริสุทธิ์ไปในวงกว้าง เพราะความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนา รวมไปถึงประเทศชาติจะถูกทำลาย เพราะไม่เคยมีการบังคับใช้กฎหมายในลักษณะเช่นนี้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย กับองค์กรทางศาสนามาก่อน ขอเรียกร้องให้ผู้ที่มีอำนาจยกเลิกการบังคับใช้มาตรา 44 นี้โดยเร็ว

ศิษย์ชูป้าย “ไม่จบ–ไม่กลับ”

เวลา 12.00 น. ที่หอฉัน อาคาร 100 ปี มีศิษยานุศิษย์ร่วม 1,000 คน ส่วนใหญ่เป็นสตรี ผู้สูงอายุ สับเปลี่ยนเวรเฝ้าหน้าประตู 5-6 ตะโกนสู้ๆ สู้ไม่ถอยพร้อมถือป้ายข้อความ “สู้ไม่ถอย ไม่ยอม ไม่จบ ไม่กลับ” และ “ชนะเท่านั้น” โดยไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่มาตรวจยึดวัด

ผ่อนปรนให้ผู้ไปรับส่งนักเรียน

มีรายงานจากบริเวณถนนเลียบคลอง 3 ถนนบางขันธ์-หนองเสือ ฝั่งที่ติดกับพื้นที่วัดพระธรรม–กาย ด้านประตู 1 และประตู 4 เจ้าหน้าที่เริ่มผ่อนปรน อนุญาตให้ผู้ปกครอง และรถรับส่งนักเรียนวิ่งผ่านเข้าออกใช้เส้นทางได้ตามปกติ ช่วงเช้าและเย็น เพื่อลดผลกระทบและความเดือดร้อนในการเดินทาง ส่วนชาวบ้านและบุคคลทั่วไปยังคงห้ามใช้ถนนเลียบคลอง 3 เหมือนเดิม หลังเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ผ่านก่อนหน้านี้ หากสถานการณ์เริ่มตึงเครียดก็ต้องคงงดผ่านทุกกรณีเช่นเดิม

นิมนต์แกนนำพระในตลาดหารือ

ต่อมาเวลา 14.30 น. ที่ตลาดกลางคลองหลวง พระครูมงคลกิจจารักษ์ เจ้าคณะอำเภอคลองหลวง พร้อมด้วยตัวแทนสำนักงานพระพุทธศาสนา (พศ.) ดีเอสไอ และทหาร ได้นิมนต์ พระเสกสรรค์ อัตตทโม พระลูกวัดเครือข่ายวัดพระธรรมกาย แกนนำประท้วงเจ้าหน้าที่ที่อยู่ภายในตลาดกลางคลองหลวง เข้าไปพูดคุยในรถตู้ของ พศ. ทะเบียน ฮย 1715 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดอยู่บริเวณริมถนนคลองหลวง เพื่อเจรจาขอตรวจสอบหนังสือสุทธิของพระที่อยู่ในตลาดกลางคลองหลวง ใช้เวลาประมาณ 30 นาที หลังจากพูดคุยเสร็จสิ้น พระเสกสรรค์ให้สัมภาษณ์สั้นๆว่า จะแถลงข่าวเวลา 17.00 น. เกี่ยวกับประเด็นที่ได้พูดคุยบนรถตู้ นอกจากนี้ การตรวจหนังสือสุทธิสงฆ์ของเจ้าหน้าที่เป็นการตรวจเฉพาะพระภิกษุที่จะเข้ามาในตลาดกลางคลองหลวงเท่านั้น ยังไม่เคยตรวจพระที่อยู่ในตลาดกลางคลองหลวงเลย

5 พระสงฆ์ถูกกล่อมยุติอดอาหาร

จนกระทั่งเวลา 17.00 น. ตัวแทนพระเครือข่ายวัดพระธรรมกาย 3 รูป ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับการไม่ไว้วางใจการทำงานของดีเอสไอ การเรียกร้องให้ยกเลิก ม.44 การเสียชีวิตของนายอนวัช ที่ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล ก่อนที่พระทั้ง 5 รูปในนามกลุ่มอารยะ 072 จะประกาศยุติอดอาหาร เนื่องจากพระเทพรัตนสุธี เจ้าคณะอำเภอคลองหลวง เป็นห่วงเรื่องสุขภาพ หลังอดอาหารมาแล้วกว่า 6 วัน โดยจะหาแนวทางวิงวอนให้รัฐบาลยกเลิก ม.44 ในรูปแบบอื่นต่อไป ส่วนข้อเรียกร้องที่ได้ยื่นข้อเสนอไปเมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา ยังไม่มีสัญญาณตอบรับจากเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ แต่ก็ไม่ได้คาดหวัง เนื่องจากไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง อย่างไรก็ตาม สำหรับหมายค้นนั้นจะหมดในวันที่ 1 มี.ค. อยากให้ยกเลิก ม.44 ไปด้วย เพื่อที่จะเปิดทางให้พระสงฆ์เข้าไปปฏิบัติธรรมภายในวัดพระธรรมกายตามปกติ

ปลดป้ายต้าน ม.44–บิ๊กตู่

ขณะเดียวกัน ที่บริเวณตลาดกลางคลองหลวง เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ได้ปลดป้ายผ้าใบสีน้ำเงินขนาดใหญ่เขียน “we need food & drug”และข้างๆเขียนข้อความภาษาอังกฤษ ต่อต้านรัฐบาลในการใช้ ม.44 และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า “Article 44 violates Human rights. Blocking Monks & Novices from entering Wat phra Dhammakaya Deprive them from access to food & medicine. Gen. Prayut, Are you still a human” หลังจากกลุ่มศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย พยายามจะสื่อสารไปถึงนายกฯ และภายนอกประเทศไทย โดยป้ายถูกนำมาแขวนไว้ตอนช่วง 16.00 น.

ขณะเดียวกัน ป้ายผ้าใบสีขาวเขียนข้อความว่า “We need food & drug” ที่แขวนบนยอดหอสูง 30 เมตร ใกล้อาคาร 100 ปี คุณยายอาจารย์ในวัดพระธรรมกายได้ถูกปลดลงแล้ว หลังจากเมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา พระสนิทวงศ์ วุฒฑิวังโส ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ระบุไม่รู้ว่าใครเอามาติด

เผาศพลุงอนวัชประท้วง ม.44

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเวลา 14.00 น.ที่วัดเขียนเขต (พระอารามหลวง) ต.บึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี มีพิธีฌาปนกิจศพนายอนวัช ธนเจริญณัฐ อายุ 64 ปี ที่ก่อเหตุผูกคอกับเสาสัญญาณโทรศัพท์ใกล้ตลาดกลางคลองหลวง เสียชีวิตเพื่อประท้วงรัฐบาล กรณีใช้มาตรา 44 กับทางวัดพระธรรมกาย เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา ญาตินำศพสวดพระอภิธรรมที่วัดเขียนเขต มี พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะโฆษกดีเอสไอ เป็นประธานประชุมเพลิง และพระเทพรัตนสุธี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต (พระอารามหลวง) เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นอกจากนี้ ยังมี พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกดีเอสไอ นายอาวุธ วิเชียรฉาย นายอำเภอธัญบุรี นายขุนไกร สุขสุมิตร ปลัดอำเภอธัญบุรี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งประชาชนและลูกศิษย์วัดพระธรรมกายกว่า 300 คนมาร่วมงาน

ลูกชายบอกเหตุเลื่อนวันเผาพ่อ

ด้านนายรัฐณัณท์ ลูกชายผู้ตาย เปิดเผยสั้นๆว่า ครอบครัวเสียใจและช็อกกับเรื่องที่เกิดขึ้น วันนี้ต้องขอขอบคุณหลายๆฝ่ายๆ ที่เข้ามาร่วมแสดงความเสียใจและเข้ามาช่วยเหลือ ส่วนการที่เลื่อนการประชุมเพลิงจากครั้งแรกได้พูดคุยกันไว้ว่าจะเผาวันพุธที่ 1 มี.ค. แต่ทางมารดาตนและญาติๆอีกหลายคนเห็นว่าไม่ควรเผาวันพระ เพื่อความสบายใจ และเป็นความเชื่อของครอบครัว จึงเลื่อนมาเป็นวันที่ 28 ก.พ. ยืนยันว่าไม่มีใครมากดดันหรือเร่งให้รีบจัดงานศพแต่อย่างใด

ลุยค้นเครือข่ายที่เมืองเลย

วันเดียวกัน พ.อ.สมหมาย บุษบา เสนาธิการ มทบ.ที่ 28 ค่ายศรีสองรัก นำทหาร ตำรวจ สภ.นาดินดำ และนายสุนันท์ ขันทะสิทธิ์ ผอ.กองการศึกษาเทศบาลตำบลนาดินดำ อ.เมืองเลย เข้าตรวจสอบศูนย์ปฏิบัติธรรมแก้วเมืองเลย สำนักงานกัลยาณมิตรเลย ตรวจสอบที่ดินพบมีโฉนดถูกต้อง ภายในมีสิ่งปลูกสร้าง อาทิ อาคารพักชั่วคราวมุงหญ้าแฝก 1 หลัง เต็นท์ของ อบจ.เลย 2 หลัง ที่พักคล้ายกุฏิ 3 หลัง และตู้คอนเทนเนอร์ 1 ตู้ พร้อมเครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งอำนวยความสะดวกอีกหลายรายการ มีพระ 3 รูปแสดงตัวเป็นผู้ดูแล แต่ทั้งหมดไม่มีใบสุทธิมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ อ้างว่าเพิ่งบวชได้ 2 เดือน พ.อ.สมหมายได้ตักเตือนและขอให้ย้ายออกไปเพราะไม่มีใบอนุญาตก่อตั้งวัดหรือสำนักสงฆ์ สำหรับศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งนี้ เป็น 1 ในเครือข่ายของวัดพระธรรมกาย ย้ายมาจากจุดเดิมเยื้องห้างเทสโก้โลตัส สาขาเลย ถนนมลิวรรณ ต.นาอาน อ.เมืองเลย โดยมีนักการเมืองคนหนึ่งในอบจ.เลยสนับสนุนการก่อสร้างอาคารถาวร

ผอ.พศ.ใหม่บอกไม่มีอะไรกดดัน

วันเดียวกัน พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวหลังเข้าร่วมประชุมและถวายสักการะกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม ว่า กรณีวัดพระธรรมกายนั้น เรื่องกฎหมายเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบ้านเมือง ส่วน พศ.มีหน้าที่อำนวยความสะดวก และประสานงานกับคณะสงฆ์ ที่ผ่านมาทางคณะสงฆ์ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และทางกรรมการ มส.ยินดีที่จะช่วย ขณะนี้ พศ.ได้ส่งเจ้าหน้าที่จากส่วนคุ้มครองพระพุทธศาสนาไปประสานงานกับดีเอสไอในการดำเนินการตรวจหนังสือสุทธิพระสงฆ์ที่ไปสวดมนต์บริเวณวัดพระธรรมกาย รวมทั้งคอยประสานงานในเรื่องต่างๆ ทั้งนี้ การที่ตนโดนคำสั่งให้ย้ายมาเป็น ผอ.พศ.ในช่วงที่มีสถานการณ์เกี่ยวกับคณะสงฆ์มากมายนั้น ไม่รู้สึกกดดัน เพราะตอนที่ทำงานอยู่ที่ดีเอสไอก็ทำหน้าที่ในด้านการสืบสวนสอบสวน ถือว่ามีความกดดันอยู่แล้ว

มส.เกรงพระตรงข้ามธรรมกายป่วน

ด้านพระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) โฆษก มส. กล่าวว่า การที่ พศ.มีหนังสือแจ้งไปยังเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศ ขอความร่วมมือในการงดให้พระสงฆ์เดินทางมาวัดพระธรรมกายนั้น เนื่องจาก มส. และ พศ. เป็นห่วง เกรงว่าจะมีพระสงฆ์ที่ไม่ชอบวัดพระธรรมกายมาสร้างสถานการณ์ ทำให้เกิดความวุ่นวายได้ เพราะต้องยอมรับว่ามีพระจากบางวัดที่ไม่ชอบวัดพระธรรมกายก็มีอยู่ ส่วนกรณีที่หากมีพระสงฆ์ที่ต้องการจะไปร่วมสวดมนต์หน้าวัดพระธรรม–กายนั้น หากเดินทางมาแล้วก็ขอให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่บังคับใช้ในพื้นที่ดังกล่าวด้วย

องค์กรพุทธยุโรปร้องยูเอ็น

ขณะเดียวกัน เฟซบุ๊กเครือข่ายคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลกรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ก.พ. องค์กรพุทธยุโรป ได้ยื่นหนังสือต่อนายเซียด รา แอด ออล ฮุสเซน ประธานองค์กรสิทธิมนุษยชน ประจำสหประชาชาติ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาติ นครเจนีวา ในวันดังกล่าวมีการประชุมสามัญประจำปี องค์กรสิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 34 และมีรัฐบาลทั่วโลกจาก 193 ประเทศเข้าร่วมประชุมด้วย ทั้งนี้ การยื่นหนังสือดังกล่าว เพื่อแจ้งเจตจำนงของชาวพุทธยุโรปในการหยุดยั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลไทยที่มีอันตรายต่อพระพุทธศาสนาดังเช่นกรณีการใช้มาตรา 44 ต่อวัดพระธรรมกาย และชาวพุทธผู้บริสุทธิ์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน สำหรับชาวพุทธที่มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้มาจากหลายประเทศ อาทิ อังกฤษ เยอรมนี สวีเดน เดนมาร์ก ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย โดยเฟซบุ๊กดังกล่าวยังเผยแพร่ภาพองค์กรพุทธยุโรป ขณะยืนชุมนุมอยู่หน้าสำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาตินครเจนีวาด้วย แต่กลับไม่มีภาพขณะที่ยื่นหนังสือดังกล่าวแต่อย่างใด

ผู้ประท้วง–พระสงฆ์รวมตัวต้านมาตรา 44

มีรายงานว่า เมื่อเวลา 13.45 น. ของวันที่ 27 ก.พ. (ตามเวลาท้องถิ่น) กลุ่มผู้ประท้วงดังกล่าว 60-70 คน พร้อมพระสงฆ์ 5-6 รูป ได้มารวมตัวกันที่ลานบริเวณข้างสำนักงานสหประชาชาติ ซึ่งเป็นจุดที่ผู้คนนิยมไปถ่ายรูป มีการถือป้ายประท้วงและถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเนื่องจากเป็นวันเปิดประชุม

ไม่พบยื่นร้องข้าหลวงใหญ่ฯยูเอ็น

ขณะที่นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล รมช.ต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางมาเข้าร่วมประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่สำนักงานสหประชาชาติ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กล่าว ถึงกรณีดังกล่าวว่า สถานเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้ตรวจสอบกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯแล้ว ได้รับแจ้งว่า ในชั้นนี้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯยังไม่ได้รับข้อร้องเรียนใดๆ จากกลุ่มดังกล่าวตามที่การอ้างถึง แต่จะติดตามต่อไปว่ามีการยื่นเรื่องตามช่องทางอื่นหรือไม่

แม่ทัพ ภ.1 หอบผังวัดรายงาน “บิ๊กป้อม”

ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 และ พล.ต.ธรรมนูญ วิถี รองแม่ทัพภาคที่ 1 เดินทางมายังตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยนำแผนผังพื้นที่วัดพระธรรมกายมาประกอบในการรายงานสถานการณ์กรณีวัดพระ ธรรมกาย ต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. กระทั่งเวลา 08.45 น. พล.ท.อภิรัชต์ และ พล.ต.ธรรมนูญ ได้เดินทางกลับออกจากทำเนียบรัฐบาลโดยไม่ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด

“บิ๊กป้อม” ชี้ “ธัมมชโย” มอบตัวคลี่คลาย

ต่อมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลัง พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 และ พล.ต.ธรรมนูญ วิถี รองแม่ทัพภาคที่ 1 เข้าพบก่อนประชุม คสช.ว่าได้สอบถามความคืบหน้ากรณีวัดพระธรรมกายเกี่ยวกับรายละเอียดกำลังพล และราคาค่าเสบียงอาหารที่มีกระแสข่าวว่าใช้ค่อนข้างสูง ขณะนี้ได้ปรับลดราคาลงมาจากเดิมที่ใช้มื้อละ 80 บาท เหลือมื้อละ 50 บาท ส่วนจะปรับแผนอย่างไรหรือไม่นั้น ขอเวลาในการดำเนินการอีกระยะหนึ่ง อยากให้พระธัมมชโยออกมามอบตัวทุกอย่างจะคลี่คลาย

เชื่อลูกศิษย์ธรรมกายปกป้องบุคคล

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าพระธัมมชโยยังอยู่ในวัดพระธรรมกาย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “มั่นใจหรือไม่มั่นใจผมไม่รู้ แต่จากที่เราใช้มาตรา 44 แก้ปัญหานี้ ค่อนข้างมั่นใจ เพราะการที่พระและฆราวาสปกป้องวัดธรรมกายนั้นมองว่าเป็นการปกป้องตัวบุคคล การไม่ให้เข้าวัดต้องมีสาเหตุ ประมาณการว่าน่าจะเป็นบุคคลที่ไม่ต้องการให้เราเข้าไปเห็น” ถามอีกว่า ถึงเวลาใช้ไม้แข็งหรือยัง พล.อ.ประวิตรตอบว่า กับพระไม่มีไม้แข็ง เรื่องนี้ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม คงจะพูดคุยต่อไป ส่วนกรณีที่วัดพระธรรมกายเรียกร้องไปยังองค์กรชาวพุทธนั้น ไม่มีปัญหาอะไร และไม่จำเป็นต้องชี้แจง นอกจากมีการสอบถามมา เขารู้เราไม่มีเจตนาละเมิดสิทธิของพระ เราทำเพียงแต่เรื่องที่มีความผิดตามกฎหมาย ส่วนบทบาทของทหารขณะนี้ยังให้อยู่ข้างนอกเช่นเดิม ยังไม่ปรับแผนอะไร ยังใช้แผนเดิมไม่ให้คนเข้าไปข้างใน และป้องกันไม่ให้มีมือที่ 3 ที่จะทำให้เกิดความสูญเสีย

“บิ๊กตู่” สั่ง “สุวพันธุ์” ถกหาทางออก

บ่ายวันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.กล่าวว่า ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ ประสานหาความร่วมมือระหว่างรัฐกับทางวัดให้ได้ว่าจะมีทางออกกันอย่างไร เพราะรัฐบาลและเจ้าหน้าที่มีกฎหมายต้องปฏิบัติ วัดเองเป็นเรื่องของความเชื่อมั่น และความศรัทธา ต้องหาทางออกร่วมกัน วันที่ 28 ก.พ.ได้สั่งให้นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม ไปพิจารณาหาทางออกร่วมกับพระ กฎหมายก็คือกฎหมาย ต้องการให้ทุกอย่างสงบเรียบร้อยให้เร็วที่สุด เพราะมีผลกระทบกับอย่างอื่นด้วย ไม่อยากทำให้ทุกคนเดือดร้อน ไม่อยากทำให้พระสงฆ์เดือดร้อนทั้งสิ้น แต่เป็นเรื่องกฎหมาย

อย่าเชื่อข่าวปั่นไทยพุทธงัดมุสลิม

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีสร้างกระแสว่า มีกลุ่มมุสลิมอยู่เบื้องหลังการดำเนินการกับวัดพระธรรมกาย พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเป็นกลุ่มผู้ไม่หวังดี ไม่ต้องมาถาม รัฐบาลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันแก้ปัญหาภาคใต้ ดูแลชาวไทยมุสลิมให้มีความสุข ขอร้องว่าอย่าไปกดดันซึ่งกันและกัน ประเทศไทยจะปล่อยให้เกิดปัญหาระหว่างไทยพุทธกับไทยมุสลิมไม่ได้ ทุกคนต่างเป็นคนไทยทั้งสิ้น หลายเรื่องที่ออกมาทุกวันนี้อยากให้ทุกคนทบทวนและดูข้อเท็จจริง ตัวอย่างเช่น มีการปล่อยข่าวว่าตนเปลี่ยนศาสนาแล้วจากไทยพุทธเป็นไทยมุสลิม การดำเนินการต่างๆเพื่อต้องการยึดพื้นที่ให้กับชาวไทยมุสลิม เป็นไปไม่ได้ ทำไมถึงคิดกันไปได้ขนาดนั้น

โวยใช้กฎหมู่มาสู้กฎหมาย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการออกคำสั่งใช้มาตรา 44 นั้น เป็นกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการทำงานของเจ้าหน้าที่ ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่มีอำนาจอยู่แล้ว กฎหมายอาญาหากใครหนีคดีเจ้าหน้าที่ใช้กำลังเข้าไปจู่โจมจับ ยึด ต่อสู้ หากมีการใช้อาวุธ แต่ในสถานการณ์คนหมู่มาก 2-5 พันคน ท่ามกลางคนหมู่มากเช่นนี้เป็นลักษณะการใช้กฎหมู่มาสู้กับกฎหมาย แล้วทุกคนต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาให้ได้โดยเร็ว เรียกร้องว่าเมื่อไรจะทำสักที อยากถามกลับว่าแล้วจะให้ทำอย่างไร วันนี้ต้องหาวิธีการพูดคุยกันให้ได้มากที่สุดว่า จะลดการใช้มาตรา 44 ได้อย่างไร ต้องพึ่งกันทั้ง 2 ฝ่าย ขอให้เราเข้าไปตรวจค้น โดยไม่มีการขัดขวางในทุกพื้นที่ เพราะมีพยานหลักฐานจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นงานสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มหาเถรสมาคม องค์กรสงฆ์ องค์การสิทธิมนุษยชน ตอนนี้รอกันอยู่ และเข้าไปร่วมทำงานด้วยทุกวัน โดยมีตัวแทนเข้าไป

โต้องค์กรพุทธเกาหลี–เมียนมาต้าน รบ.

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า พยายามระมัดระวังอย่างเต็มที่ เชิญทุกคนให้มาอยู่ที่วัด เขาดูอยู่ กระทรวงการต่างประเทศติดตามและชี้แจงไปยังต่างประเทศ ได้สั่งการให้แปลทั้งภาษาไทยและอังกฤษ สถานทูตต่างๆในประเทศรับเรื่องไป และชี้แจงทำความเข้าใจว่าขณะนี้เราใช้มาตรา 44 อย่างไร เกิดสถานการณ์อะไรขึ้น และวันเดียวกันได้สอบถามไปยังต่างประเทศที่มีข่าวว่ามีการเคลื่อนไหวขององค์กรพุทธศาสนาที่เกาหลีใต้จริงหรือไม่ เขาชี้แจงกลับมาว่าไม่ใช่ เป็นการประชุมพุทธศาสนาโลกอยู่แล้ว มีใครสักคนไม่รู้ว่าพวกใคร ไปหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา แต่ไม่ได้นำเข้าไปหารือในที่ประชุม เป็นการเอาออกมาพูดกันข้างนอกกันใหญ่โต อีกทั้งกระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูต เช็กรายละเอียดมาแล้ว เช่นเดียวกันกรณีข่าวกลุ่มชาวพุทธเมียนมาชาตินิยมชุมนุมประท้วงหน้าสถานทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง ประณามความพยายามปิดล้อมวัดพระธรรมกายของรัฐบาลไทย ได้ประสานเมียนมาแล้ว เข้าใจกันดีว่าไม่ใช่อย่างนั้น เราไม่ได้ใช้กำลังอะไรเลย

ยัน ก.ม.ครอบคลุมทุกตารางนิ้ว

นายกฯกล่าวอีกว่า ประเด็นทุกคนต้องเข้าใจว่าเมื่อมีการกระทำผิดกฎหมายที่ใดๆก็ตาม กฎหมายจำเป็นต้องเข้าไปให้ถึง อย่าลืมว่ากฎหมายครอบคลุมทุกตารางนิ้วของประเทศไทย อันไหนที่ทำได้จับได้ก็จบ อันไหนทำยังไม่ได้ยังไม่จบ ถึงพูดเสมอว่าอย่าทำผิดกฎหมาย ถ้าทำผิดกฎหมายแล้วบอกว่าเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรง ไม่เป็นความจริง ยังไม่ได้ใช้ความรุนแรงอะไรสักอย่าง ปกติถ้ามีการจับกุมแล้วมีการต่อสู้เจ้าพนักงานต้องโดนหนัก หากใช้อาวุธมาเจ้าหน้าที่ก็ใช้ได้ แต่วันนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง ยังไม่เห็นมีอาวุธสักชิ้นเลย ขอร้องว่าอย่าไปทำอะไรให้วุ่นวาย จะต้องหาทางออกด้วยการพูดคุยกันให้ได้ แต่ต้องพูดคุยภายใต้กฎหมาย ไม่ใช่จะพูดคุยแล้วต้องยกเลิกไม่มีกฎหมาย ไปพูดคุยไปตกลงกันเองมันไม่ได้ กฎหมายของบ้านเมืองต้องเป็นไปตามนั้น และหวังว่าสถานการณ์จะเรียบร้อยด้วยเร็วไว เพราะมีหลายเรื่องที่ต้องปฏิรูป

ไก่อูออกตัว ม.44 ไม่ได้แก้ทุกอย่าง

ส่วน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ปรารภถึงการใช้มาตรา 44 ควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกายว่า ขณะนี้มีการออกความเห็นจากหลายส่วนว่าฝ่ายไหนจะชนะหรือแพ้ หรือบ้างก็ว่า มาตรา 44 ไม่ขลัง นายกฯเองอยากให้ประชาชนได้รับรู้ว่าไม่มีกฎหมายไหนแรงไปกว่านี้ และไม่มีกฎหมายไหนที่จะแก้ทุกอย่างสมบูรณ์ เรื่องนี้จะต้องอยู่ที่การยอมรับกฎหมายของตัวบุคคล เพื่อให้สังคมมีความสงบเรียบร้อย ต้องตระหนักว่ามาตรา 44 จะอยู่แค่กับรัฐบาลชุดนี้และ คสช.เท่านั้น ถ้าทุกคนเอาแต่คิดว่ากฎหมายไหนไม่ถูกก็จะต่อต้าน สังคมก็ไม่สงบสุข อย่าคิดว่ามาตรา 44 จะแก้ได้ทุกอย่าง แต่อยู่ที่วิธีปฏิบัติตัวของคนต่างหากที่จะช่วยกันแก้ปัญหานี้ เมื่อพบคนทำผิดเราก็ต้องช่วยกันกดดัน ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ทุกคนก็เดือดร้อน

ดีเอสไอเพิ่มสอบสวนนอกพื้นที่วัด

วันเดียวกัน นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว. ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์กรณีการข่าวพบมีกลุ่มฮาร์ดคอร์การเมืองเก่านอกพื้นที่แฝงตัวในพื้นที่วัดพระธรรมกายว่า ผู้ปฏิบัติในพื้นที่ระมัดระวังกันอยู่ ตอนนี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กับผู้เกี่ยวข้อง หารือกันถึงแผนปฏิบัติในพื้นที่ที่อาจจะมีการปรับ ขณะนี้ได้รับความร่วมมือกับคณะสงฆ์เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการดูแลพระสงฆ์ 2 เรื่อง คือ 1.จะขอให้คณะสงฆ์ไปพูดคุยกับพระสงฆ์ที่มารวมตัวกันบริเวณตลาดกลาง 2.การดูแลเรื่องอาหารเช้าและอาหารเพลโดยจะให้เขาคุยกันในพื้นที่ ส่วนมาตรการด้านอื่นๆจะคงไว้อย่างนี้ก่อน แต่ทราบว่าดีเอสไอได้เพิ่มการสอบสวนนอกพื้นที่วัดเพิ่มมากขึ้นในส่วนที่เกี่ยวกับพระธัมมชโย เนื่องจากทางวัดพูดเหมือนกับว่าพระธัมมชโยไม่ได้อยู่แล้ว เราพยายามจะให้ได้ข้อยุติเรื่องนี้ให้ได้เร็วที่สุด เมื่อถามว่า มีข่าวจะมีการเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอจริงหรือไม่ รมว.ยุติธรรมกล่าวว่า ยังอยู่ ข่าวที่ไหน ไม่เห็นเลย ท่านเหนื่อยและทำงานเต็มที่

ปัดผลาญงบฯ 60 ล้านปิดล้อมบุกค้น

เมื่อถามว่าวัดพระธรรมกายตั้งข้อสังเกตดีเอสไอใช้งบประมาณในครั้งนี้ถึง 60 ล้านบาทจริงหรือไม่ นายสุวพันธุ์ตอบว่า ไม่เป็นความจริงไม่ถึง 60 ล้านบาท ดีเอสไอแจ้งว่าไม่ได้สูงขนาดนั้น งบประมาณต้องใช้พอสมควรด้วยความประหยัดและจำเป็น ตอนนี้มีการเอาข้อมูลอะไรบางอย่างออกมาสู้กันทางข่าวสาร แต่ทางการยึดหลักการปฏิบัติหน้าที่ของเรา การใช้จ่ายเป็นไปตามระเบียบราชการ เมื่อถามว่าการเจรจายังมีอยู่หรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า การพูดคุยเขาคงไม่ได้ปิดทั้งหมด ในพื้นที่เขาคงคุยกันอยู่ ได้รับรายงานว่ามีการติดต่อประสานงานกันเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีก็เข้าไปพูดคุย

บอกสังคมต้องเรียนรู้ทำอย่างไรจึงสงบ

ต่อข้อถามว่าการใช้คำสั่งหัวหน้า คสช.ตาม ม.44 ใช้มา 13 วันแล้วจะถือว่ากฎหมายพิเศษทำอะไรไม่ได้หรือไม่ ต้องปรับแผนอะไรหรือไม่ รมว.ยุติธรรมกล่าวว่าสังคมต้องเรียนรู้ด้วยว่า เมื่อเราเดินมาถึงแบบนี้ด้วยวิธีการแบบนี้ต้องหยุดชะงักแบบนี้ สังคมต้องเรียนรู้ว่าประเทศเรา สังคมเรา ควรจะอยู่กันอย่างไรถึงจะทำให้ทุกอย่างสงบ ราบรื่น เจ้าหน้าที่ยึดหลักปฏิบัติแบบระมัดระวัง มีวินัย อดทนอดกลั้น ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีคนในรัฐบาลนำแผนต่างๆไปบอกวัดพระธรรมกายเลยทำให้การปฏิบัติการไม่สำเร็จนั้น เรื่องนี้ไม่ทราบ

นายกฯเรียกถกด่วนแก้ปัญหาธรรมกาย

มีรายงานว่า ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้เรียก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.รวมทั้ง พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เข้าหารือเป็นการด่วน ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อปรับแนวทางในการดำเนินการกับวัดพระธรรมกาย โดยใช้เวลาหารือกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนทั้งหมดจะออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด และไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆกับสื่อมวลชน

ดีเอสไอออกหมายเรียก 3 แกนนำที่เข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่รอบวัดพระธรรมกาย ปฏิเสธให้รายละเอียด อ้างพบความพยายามยกระดับกลยุทธ์ผลักดันเจ้าหน้าที่ ด้าน พศ.ติดป้ายขู่พระเณรเข้าร่วมชุมนุม ขัดขวางเจ้าหน้าที่มีความผิด 1 มี.ค. 2560 07:21 ไทยรัฐ