วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หวั่นนักลงทุนต่างชาติกลัวขนหัวลุก

ใช้ ม.44 ปลดล็อกออกสิทธิบัตร คสช.นำร่องสินค้า 8 พันรายการ

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธาน เห็นชอบอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ออกคำสั่งเพื่อแก้ไขปัญหาการขอรับสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ที่มีรายงานปัญหาความล่าช้าในเรื่องการตรวจสอบ ตามที่มีบริษัทต่างๆ ยื่นไว้และไม่สามารถตรวจสอบแล้วเสร็จกว่า 20,000 รายการ ซึ่งเป็นการยื่นเรื่องค้างคา 10-20 ปี หากปล่อยทิ้งไว้จะส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะเมื่อนักลงทุนนำไปพูดต่อๆกัน จะกระทบภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อเรื่อง doing business และกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ จึงให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 อนุญาตออกสิทธิบัตรให้กับสินค้าที่ได้รับสิทธิบัตรจากต่างประเทศแล้วกว่า 8,000 รายการ ให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน

ทั้งนี้ สาเหตุหลักของความล่าช้าของการออกสิทธิบัตรมาจากการขาดแคลนบุคลากรที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบสิทธิบัตร ซึ่งปัจจุบันมีบุคลากรที่ทำหน้าที่ด้านนี้เพียง 30 คน และขั้นตอนการตรวจสอบบางครั้งต้องมีการเดินทางไปตรวจสอบยังต่างประเทศ ทำให้มีความล่าช้า แต่อย่างไรก็ตามในรายการที่ยื่นขอสิทธิบัตรพบกว่า 12,000 รายการ เป็นสินค้าที่ได้รับสิทธิบัตรในต่างประเทศมาแล้ว ดังนั้น คสช.จึงเห็นชอบการผ่อนปรนหลักเกณฑ์การตรวจสินค้าที่มีการยื่นขอสิทธิบัตรในต่างประเทศมาแล้ว แต่มีเงื่อนไขว่า หากถูกฟ้องร้องในภายหลังว่าละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกเพิกถอนสิทธิบัตรและมีความผิดด้วย

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม คสช.ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับยา ซึ่งการที่ให้สิทธิบัตรกับยาอาจทำให้ราคาของยาแพงขึ้น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ในจำนวนสินค้ากว่า 12,000 รายการ ที่จะได้รับอนุมัติสิทธิบัตรนั้น มีสินค้าที่เป็นยาอยู่ 3,900 รายการ ซึ่งในส่วนนี้ คสช.จะมีมาตรการพิเศษมากำกับดูแลไม่ให้ปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นจนเป็นภาระกับประชาชน จึงจะปลดล็อกให้สินค้าในส่วนที่ไม่ใช่ยาประมาณกว่า 8,000 รายการ ได้รับสิทธิบัตรไปก่อน

นอกจากนี้ มีข้อเสนอของกระทรวงคมนาคม ที่เสนอ คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปลดล็อกการแก้ไขปัญหาการเดินรถโดยสารในกรุงเทพฯและปริมณฑล แต่ที่ประชุม คสช.ยังไม่เห็นด้วย และมอบให้กระทรวงคมนาคมไปหามาตรการแก้ไขผลกระทบให้เรียบร้อยก่อนค่อยนำเรื่องมาเสนอ คสช.อีกครั้ง.