วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ครม.อนุมัติแนวทางป้องกันทุจริต

ครม.อนุมัติแนวทางป้องกันทุจริต

  • Share:

เปิดช่องทุนนอกลุยท่าเรือ-สนามบิน-ทางยกระดับ

ครม.อนุมัติแนวทางป้องกันทุจริต สกัดปัญหาล็อกสเปก ราคากลางสูงเกินจริง และฮั้วประมูล เปิดทางอินเตอร์เนชั่นแนล บิดดิ้งให้ต่างชาติร่วมประมูลโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เกิน 5,000 ล้านบาท การรถไฟฯเด้งรับ เปิดทาง ซุปเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้างแก้ทีโออาร์ทางคู่ 5 สาย

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแนวทางการปรับระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทั้งในส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งสอดคล้อง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันที่ 4 ก.พ. แต่จะมีผลบังคับใช้ ดังนั้น เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้ก่อนที่ พ.ร.บ.ดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ จึงให้ใช้แนวทางที่ประกาศครั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2560 เป็นต้นไป

โดยประกอบด้วยแนวทางดังนี้คือ กรณีปัญหาเกี่ยวกับการกำหนดขอบเขตของงาน (ทีโออาร์) ไม่ชัดเจน หรือกำหนดคุณลักษณะเฉพาะเป็นการล็อกสเปก และกำหนดราคากลางสูงเกินความเป็นจริงไม่สมเหตุผลเป็นการกีดกันทำให้ไม่เกิดการแข่งขัน จะแก้ไขโดยให้คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต กำหนดให้มีผู้สังเกตการณ์ เป็นบุคลากรผู้มีความรู้ความสามารถเข้าสังเกตการณ์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นโครงการ การกำหนดราคากลาง การจัดทำทีโออาร์ ทำให้โครงการมีความโปร่งใส พร้อมทั้งให้จัดตั้งอนุกรรมการอีก 1 ชุด ทำหน้าที่ตรวจ สอบราคากลางของการก่อสร้างต่างๆ ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ และยังให้กรมบัญชีกลางจัดทำฐานราคากลางแทนให้หน่วยงานเป็นผู้กำหนดเอง

ขณะที่ปัญหาเรื่องการฮั้วประมูลนั้น จะมีแนวทางแก้ไขดังนี้คือ จะเพิ่มกรอบอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับหลักเกณฑ์และตรวจสอบราคากลางงานก่อสร้าง โดยให้มีอำนาจกำหนดรายชื่อผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่มีสิทธิเป็นผู้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานของรัฐ จากเดิมในอดีตให้หน่วยงานต่างๆกำหนดรายชื่อเอง ซึ่งบางครั้งมีโอกาสเกิดการฮั้วกันได้มาก นอกจากนี้ กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันมากขึ้น โดยงานก่อสร้างที่มีวงเงินตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป มีรายละเอียดซับซ้อน มีเทคนิคเฉพาะ จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ต้องใช้บุคลากรในสาขาวิชาชีพการก่อสร้างขั้นสูง เช่น ทางยกระดับ อุโมงค์ใต้ดิน ท่าเรือขนส่ง ท่าอากาศยาน จะต้องประกาศประกวดราคานานาชาติ หรืออินเตอร์เนชั่นแนล บิดดิ้ง จะทำเฉพาะคนไทยไม่ได้ ต้องเปิดประมูลให้นานาชาติเข้าร่วม สำหรับงานอื่นที่ไม่ใช่งานก่อสร้างและมีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ที่มีความซับซ้อน มีเทคนิคเฉพาะ และใช้เทคโนโลยีขั้นสูง จะต้องเปิดโอกาสให้มีผู้ประกอบการต่างประเทศเข้าร่วมได้เช่นกัน

ขณะที่ปัญหาเรื่องการซื้อผ่านคนกลางหรือเอเย่นต์โดยราคาไม่สมเหตุสมผล มีแนวทางแก้ไขปัญหาดังนี้คือ ในการจัดซื้อพัสดุที่มีรายละเอียดของสินค้าที่ซับซ้อน มีเทคนิคเฉพาะ และจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยมีผู้ผลิตน้อยราย ในส่วนนี้ต้องซื้อสินค้ากับผู้ผลิตสินค้าโดยตรง ไม่ซื้อผ่านผู้แทนจำหน่าย นอกจากจะมีความจำเป็นแต่ต้องชี้แจงได้ และยังมีแนวทางอื่นๆอีก เช่น ให้หน่วยงานภาครัฐกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อกำกับไม่ให้ข้าราชการและส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ รับทรัพย์สิน สิ่งของ หรือประโยชน์อื่นใดมีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท

“ทั้งหมดนี้จะเป็นแนวทางช่วยลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย รวมถึงคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างหรือซุปเปอร์บอร์ดที่เพิ่งประกาศไป จะมีอำนาจจัดการดูแลโครงการที่มีมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป หรือเป็นโครงการที่สังคมสนใจ ตั้งแต่เริ่มทำแผนจนสิ้นสุดสัญญา พร้อมทั้งมีอำนาจสั่งแก้ไขและรับเรื่องร้องเรียน สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการเหล่านี้จะทำเรื่องชี้แจงส่งให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ประเมินความโปร่งใสของรับทราบต่อไป”

วันเดียวกัน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ได้เรียกคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. และนายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รักษาการผู้ว่าการ รฟท. เข้าหารือโดยได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการดำเนินโครงการรถไฟทางคู่นั้น ทาง รฟท.ก็จะต้องนำข้อมูลเสนอให้คณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง (ซุปเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้าง) พิจารณา ซึ่งในส่วนของ รฟท.อยู่ระหว่างดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ 7 เส้นทาง ในจำนวนนี้มี 2 เส้นทางที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และอีก 5 เส้นทางเป็นโครงการใหม่ที่อยู่ในขั้นตอนประกวดราคา และจะมีการแก้ทีโออาร์รถไฟทางคู่ทั้ง 5 เส้นทาง หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของซุปเปอร์บอร์ดเช่นเดียวกัน

ขณะที่นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการรถเมล์เอ็นจีวี 489 คันขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ว่า กรณีที่ศาลคุ้มครองชั่วคราวให้บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำกัด บริษัทลูกของบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารถเมล์เอ็นจีวี และให้กรมศุลกากรปล่อยรถเมล์ออกจากท่าเรือแหลมฉบังนั้น ตนยังไม่เห็นหนังสืออย่างเป็นทางการ และหากทางบริษัทนำรถเมล์ออกมาเพื่อส่งมอบได้ ขสมก.ก็จะต้องมีขั้นตอนการพิจารณาว่าจะรับมอบได้หรือไม่ เพราะจะต้องตรวจสอบเงื่อนไขในสัญญา รวมทั้งแหล่งกำเนิดของรถที่ยังค้างคาอยู่.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้