วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิถีECO เกษตรอินทรีย์ จาก 'ชั่งหัวมัน' สู่เมืองสวย 'นครโฮจิมินห์'

“ซินจ่าว” คำแรกที่ได้ยินเมื่อเราท่านเดินทางไปที่เวียดนาม ซึ่งคำว่า ซินจ่าว ก็แปลว่า สวัสดี แต่วันนี้ เราไม่ได้มาแนะนำ “ภาษาเวียดนามวันละคำ” แต่อย่างใด แต่ ไทยรัฐออนไลน์จะพาทุกท่านรู้จักเวียดนาม โดยเฉพาะ “นครโฮจิมินห์” ให้มากขึ้นในฐานะ “คนเดินทาง” คนหนึ่ง...

แต่เดิมนครโฮจิมินห์ ไม่ได้ชื่อว่า โฮจิมินห์ แต่ที่รู้ๆ กันคือ ชื่อเดิมนั้นก็คือ “ไซ่ง่อน” ซึ่งถือเป็นตอนใต้ของประเทศ เวียดนาม ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวนั้น ก็มีหลากหลายรูปแบบ เที่ยวชม ไปรษณีย์กลาง ซึ่งก่อสร้างเสร็จตั้งแต่ปี พ.ศ.2444 โบสถ์นอร์ทเธอดาม ซึ่งเป็นโบสถ์จำลองจาก โบสถ์นอร์ทเธอดาม ในฝรั่งเศส หรือ จะเป็นทำเนียบนโรดม ซึ่งสวยงามแค่ไหนเรามีมาฝากกัน


ซึ่งหากมองสภาพบ้านเมือง นครโฮจิมินห์ นั้น ยอมรับว่า บางจุดสวยงามกว่า “กรุงเทพฯ” ด้วยซ้ำ เพราะด้วยสภาพเมืองที่ค่อนข้างเป็นระเบียบ มีการออกแบบสถาปัตยกรรมสวยงามสไตล์ฝรั่งเศส ทำให้เวลาเรานั่งรถชมเมือง เรารู้สึกว่า “สวยงามเนียนตา” ไปซะหมด

คนเวียดนามชอบกินกาแฟ เรียกว่า วันหนึ่งกินกันได้ 3-5 แก้วก็ว่าได้ ซึ่งร้านขายกาแฟในนครโฮจิมินห์ ก็มีหลายระดับ ตั้งแต่ราคาเป็นแสน....ดอง และราคาถูกสุดขายข้างถนน ก็ราคาประมาณ 20,000 ดอง หากเทียบเป็นเงินไทย 1 บาท เท่ากับ 600 ดอง หากลองบวกลบคูณหารก็ประมาณแก้วละสามสิบกว่าบาท

ส่วนการจราจรนั้น ก็นับว่าติดพอสมควรในเวลาเร่งด่วน (ไม่สาหัสเท่าบ้านเรา) แต่เวลาอยู่บนท้องถนนอาจจะรู้สึกหงุดหงิดบ้าง กับเสียงแตรรถ เพราะเขาจะบีบแตรกันตลอดเวลาก็ว่าได้ เดี๋ยวๆ ก็ปรี๊ด เดี๋ยวก็แปล๊นน เรียกว่า ถ้าใครกำลังหงุดหงิดอยู่อาประสาทกินก็ได้

สาเหตุที่ต้องบีบแตรกันบ่อยๆ เพราะว่า นครโฮจิมินห์ นั้น คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในเมืองประมาณ 10 ล้านคนนั้น นิยมใช้ จักรยานยนต์ ซึ่งมีมากกว่า 5 ล้านคัน! เรียกว่า “แว้นครองเมือง” ก็ว่าได้ ส่วนวิธีการข้ามถนนนั้น เรียกว่าก็ได้รับคำแนะนำจากพี่ๆ ไกด์ว่า ควรจะเดินข้ามไปเลย รถมอเตอร์ไซค์ เขาจะหลบเราเอง เมื่อไปทดลองข้ามดู “เฮ้ย...มันจริง”

อย่างไรก็ดี ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เมืองลุงโฮ แห่งนี้ กำลังจะมีรถไฟฟ้าใช้ ซึ่งภายในเมืองใหญ่จะเป็นระบบใต้ดิน พอออกสู่นอกเมือง ก็จะโผล่ขึ้นมาบนดิน ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับญี่ปุ่น
ส่วนระบบสาธารณูปโภคนั้น ก็ถือว่ากำลังเจริญและพัฒนา โดยเฉพาะโรงงานต่าง ๆ และก็อย่างที่เกริ่นไป ประเทศไทย มีส่วนช่วยในการพัฒนาด้วย อย่างที่ บริษัท พัฒน์กล ไปดำเนินการขยายตลาด ด้วยการขายเครื่องจักรในการผลิตนมและผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม ซึ่งถือเป็นการตีตลาดอาเซียนด้วย

และเป็นโอกาสดี ที่ทีมข่าวฯ ได้เข้าเยี่ยมชมโรงงานนม cu chi milk joiny stock Ltd. ถึงนครโฮจิมินห์ ซึ่งโรงงานแห่งนี้นับเป็นโรงงานไม่ใหญ่ อยู่ไกลออกจากตัวเมืองนครโฮจิมินห์ ประมาณ 2 ชม. ภายในมีการเลี้ยงวัวนม ประมาณ 70 ตัว ผลิตนมได้ 2,000 ลิตร/ชั่วโมง ซึ่งทุกขั้นตอนมีการทำงานผ่านเครื่องจักร เรียกว่า นมที่ออกมาจากเต้าไม่ผ่านสัมผัสมือคน

นอกจากฟาร์มวัว ผลิตนมสดป้อนตลาดแล้ว ฟาร์มดังกล่าว ยังได้มีการเลี้ยงแพะ ทำนมแพะ พร้อมกับปลูกพืชอื่น ๆ ด้วย โดยเกษตรกรรมและปศุสัตว์ดังกล่าว ได้ถอดแนวคิดมาจากโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลังจากผู้บริหารโรงงานดังกล่าวได้มีโอกาสได้เข้ามาดูงานในโครงการ และขณะนี้ อุตสาหกรรมนม เริ่มมีการแข่งขันสูงขึ้นแต่ โรงงานดังกล่าวได้ใช้แนวคิดจากการพัฒนาจาก “เล็กไปสู่ใหญ่”

นายแสงชัย โชติช่วงชัชวาล ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทพัฒน์กล บริษัทที่เชี่ยวชาญการผลิตเครื่องจักรที่สนับสนุนงานด้านอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และความเย็น ที่นำศักยภาพการผลิตนมมามอบให้ถึงเวียดนาม บอกว่า เวียดนามเป็นประเทศที่มีศักยภาพมาก และมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับอุตสาหกรรมนมนั้น ตอนนี้เขากำลังเรียนรู้และใช้เครื่องจักรจากประเทศไทยบางส่วน คาดว่าไม่เกิน 10 ปี ประเทศเวียดนามจะมีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมนมเท่าเทียมกับประเทศไทย

“ที่สำคัญคือ อุตสาหกรรมอาหารในหลายประเทศ เริ่มที่จะใช้แนวทางพระราชดำริ คือ อุตสาหกรรมอาหารแบบออร์แกนิก ซึ่งปัญหาของการดำเนินธุรกิจแบบนี้ จะไม่สามารถทำใหญ่โตได้ เนื่องจากการผลิตทุกขั้นตอนจะเป็นไปอย่างธรรมชาติ ดังนั้น การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมลักษณะนี้จะเกิดขึ้นแบบเล็กๆ ค่อยเป็นค่อยไป” นายแสงชัยกล่าว

จากการที่ ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้ลงพื้นที่สัมผัสด้วยตาตัวเอง เชื่อว่าในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า เชื่อว่า “เวียดนาม” อาจจะเป็นเสือที่น่ากลัวประเทศหนึ่งในประเทศอาเซียน และ “อาจจะ” เจริญกว่าประเทศไทยก็เป็นได้