วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ได้เวลายกเครื่ององค์กรปราบคอร์รัปชัน : เพิ่มยาแรงหยุดเชื้อร้าย

เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติประกาศใช้

คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะต้องดำเนินการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับ ให้เสร็จภายใน 240 วันนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ “ปราบโกง” ประกาศใช้

แน่นอน พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว. จะถูกเร่งเครื่องยกร่างให้แล้วเสร็จก่อน เพื่อให้กลไกการได้มาซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารเข้าไปรับไม้ต่อจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และรัฐบาล ภายใต้การนำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ขณะเดียวกันกฎหมายที่เหลือจะทยอยออกตามมา ทั้ง พ.ร.บ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ร.บ.ผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ร.บ.การตรวจเงินแผ่นดิน และ พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ร่าง พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต เป็นกฎหมายที่ถูกจับตามองในระดับต้นๆ เพราะจะวางกลไก “ป้องกัน-ตรวจสอบ-ขจัด” การทุจริตและประพฤติมิชอบที่เข้มงวด เด็ดขาด โดยยึดแนวทางของรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง เพื่อไม่ให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล เข้ามามีอำนาจในการปกครองบ้านเมืองหรือใช้อำนาจตามอำเภอใจได้อีกต่อไป

โฉมหน้าของกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตจะเป็นอย่างไร ตอนนี้คณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาจัดทำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ที่มีนายอภิชาต สุขัคคานนท์ กรธ. เป็นประธาน และมีกรรมการหลายท่านมีประสบการณ์เข้ามาเสริม กำลังร่วมกันวางเค้าโครงออกแบบกติกากันใหม่

พล.อ.นคร สุขประเสริฐ หนึ่งในคณะอนุกรรมการฯ เคยเป็นผู้จุดพลุให้รีเซ็ตองค์กรอิสระใหม่ และกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

เริ่มเปิดฉากถึงการรีเซ็ตองค์กรอิสระใหม่ โดยเทียบตรรกะเมื่อองค์กรอิสระเกิดจากรัฐธรรมนูญปี 50 แต่ยังดำรงสภาพอยู่ต่อไปได้ด้วยคำสั่งของ คสช. ฉะนั้นเมื่อ คสช. ส่งอำนาจให้รัฐบาลใหม่ตามรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ

องค์กรอิสระต้องสิ้นสภาพตามไปด้วย

เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดผู้ซึ่งได้รับการสรรหาต้องมีคุณสมบัติที่เข้มข้นขึ้น ยิ่งประชาชนลงมติรับ แสดงให้เห็นว่าประชาชนเห็นด้วยกับคุณสมบัติที่เข้มข้นขึ้น และคำถามพ่วงในประชามติยังกำหนดเพื่อให้มีการปฏิรูปใน 5 ปี ก็ต้องปฏิรูปทุกภาคส่วน รวมถึงองค์กรอิสระด้วย

แต่องค์กรอิสระเสนอร่างกฎหมายเข้ามาปรากฏว่า ล้วนกำหนดให้องค์กรอิสระของตัวเองอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนครบวาระ ถ้าไปยึดหลักเกณฑ์ตามที่เสนอมา การวินิจฉัยถูกหรือผิดประเด็น อาทิ ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. อาจจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาในอนาคตได้

สมมติให้ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ต่อ สิ่งที่จะเป็นปัญหาตามมาเมื่อศาลรัฐธรรมนูญจะต้องไปชี้ว่าองค์กรอิสระใดขัดต่อรัฐธรรมนูญบ้าง ก็อาจจะมีปัญหาตามมาทันที เพราะหากเกิดตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกลับมีคุณสมบัติไม่ครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้ แล้วไปวินิจฉัยชี้ขาดองค์กรอื่นได้อย่างไร

ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.เป็นองค์กรหนึ่งที่มีปัญหา ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ ถ้าประเมินผลงานก็เข้าข่ายไม่ผ่านด่าน มีคดีค้างอยู่ในช่วงปี 58 นับหมื่นคดี

ฉะนั้นในการยกร่างกฎหมาย ป.ป.ช. ในเบื้องต้นจึงได้หารือถึงภาพรวมทั้งอุปสรรค ปัญหาการตรวจสอบทุจริตที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่ปฏิรูปกระบวนการการได้มาซึ่งกรรมการสรรหา และผู้ซึ่งได้รับการสรรหาต้องมีคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

โดยเฉพาะเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ป้องกันไม่ให้ถูกตั้งคำถามว่าทำไมเลือกคนนี้เข้ามา ไม่ใช่ไปฮั้วกัน กระบวนการทั้งหมดต้องเปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ นำมาซึ่งได้บุคคลที่เข้ามาปราบการทุจริตได้จริง

เพื่อปิดฉากตำนานของคำว่า “สองมาตรฐาน”

พร้อมนำร่าง ป.ป.ช.และข้อเสนอแนะของ กมธ. ป.ป.ช.มาประกอบการยกร่าง โดยข้อเสนอแนะของ กมธ. ป.ป.ช.กำหนดให้ปฏิรูปอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับ 12 เกี่ยวกับการบริหารจัดการในภาครัฐ การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบและธรรมาภิบาลในสังคม

ปฏิรูปบทบาทอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ อาทิ ป.ป.ช. ให้มีอำนาจหน้าที่เฉพาะการวินิจฉัยชี้ขาดที่มีมูลคดีเป็นการทุจริตและประพฤติมิชอบ ส่วนอำนาจหน้าที่สืบสวนสอบสวนให้เป็นความรับผิดชอบของสำนักงาน ป.ป.ช.ในรูปของ “คณะกรรมการสืบสวนสอบสวน”

และยังให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะ 3 ปี 60-64 การปฏิรูประบบกลไก การปฏิบัติงานด้านการบริหารราชการแผ่นดิน

กำหนดให้อำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ ทำหน้าที่ในการตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐของฝ่ายบริหาร จึงควรเป็นอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดในสำนวนคดี เพื่อเสนออัยการส่งฟ้องศาลชำนัญพิเศษภายในกรอบเวลาที่แน่นอน และให้สำนักงาน ป.ป.ช. มีหน่วยธุรการที่เข้มแข็ง โดยกำหนดโครงสร้างภายในที่สามารถรองรับสภาพปัญหาและการเปลี่ยนแปลงลักษณะของการทุจริตได้

เหตุผลเหล่านี้นำไปสู่ข้อเสนอการปฏิรูปหลักเกณฑ์การสรรหาและวาระการดำรงตำแหน่งของ ป.ป.ช. ปฏิรูปการไต่ส่วนและดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิรูปโครงสร้างองค์กรและการบริหารจัดการองค์กร

เริ่มตั้งแต่ให้ ป.ป.ช.ใช้ระบบไต่สวน มีคำวินิจฉัยส่วนบุคคล โดยให้อำนาจ ป.ป.ช.สามารถมอบอำนาจการแสวงหาข้อเท็จจริง และการไต่สวนข้อเท็จจริง ต่อเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ป.ป.ช.ได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดระยะเวลาในการดำเนินการ

หากกรณีที่ ป.ป.ช. ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ดำเนินการ แต่ยังไม่ตัดสิทธิ ป.ป.ช.ที่มีอำนาจดำเนินคดีตามที่เห็นสมควร โดยจะต้องกำหนดขั้นตอนให้มีความชัดเจน เพราะอาจมีความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานได้

ฉะนั้นจึงมีข้อเสนอควรปฏิรูปการไต่สวนและดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ของรัฐ อาทิให้ ป.ป.ช. มอบหมายให้ ป.ป.ท. มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับต่ำกว่าหัวหน้าส่วนราชการ

ให้เพิ่มอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในฐานความผิดประพฤติมิชอบ

กำหนดระยะเวลาในการฟ้องคดีของอัยการสูงสุด ต้องฟ้องคดีภายในกำหนด 90 วันนับแต่ได้รับสำนวนการไต่สวนจาก ป.ป.ช. โดยตัดขั้นตอนการแต่งตั้งคณะทำงานร่วมออก กรณีอัยการสูงสุดไม่ฟ้องคดี ต้องระบุเหตุผล เปิดเผยต่อสาธารณะ และให้ ป.ป.ช. เป็นผู้ฟ้องคดีกำหนดให้นอกจากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้วและเพิ่มตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ได้รับคำสั่งตามกฎหมายตามอำนาจหน้าที่ การใช้ดุลพินิจการอนุมัติ อนุญาตที่เกี่ยวพันกับการกำกับดูแลด้านการเงิน การคลัง และงบประมาณต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเปิดเผยบัญชีดังกล่าวต่อสาธารณะ

รวมถึงข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรและการบริหารจัดการองค์กร อาทิ ให้สำนักงาน ป.ป.ช.เป็นหน่วยงานธุรการที่แยกต่างหากจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามเหตุผลดังกล่าวข้างต้น โดยกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่บริหารงบประมาณ บริหารบุคคล

กำหนดให้มีสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำภาคตามความเหมาะสมและจะมีสำนักงาน ป.ป.ช.จังหวัดหรือไม่ก็ได้ แต่ให้ยกเลิกกรรมการ ป.ป.ช.จังหวัด เพราะยึดโยงกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ อาจจะกระทบต่อการปราบปรามการทุจริตได้

ทั้งหมดเราจะนำร่างที่ ป.ป.ช.เสนอมาเป็นหลัก แล้วให้ความเห็นไปตามรายมาตรา เช่น ป.ป.ช.เสนอให้มีการไต่สวนสาธารณะ ต่างประเทศก็ใช้วิธีนี้อยู่ แต่อาจจะเป็นดาบสองคม

เช่น เมื่อสื่อมวลชนนำเสนอเป็นข่าว อาจจะเกิดความเสียหายต่อพยานได้ เราก็ต้องออกแบบการคุ้มครองพยาน ข้อดีมีโอกาสได้ข้อมูลจากประชาชนเข้ามาเป็นพยานเพิ่ม และทำให้ผู้ที่ทำความผิดหรือผู้มีอิทธิพลจะกลัวโดนแฉ

การออกแบบกลไกทั้งหมดจะนำไปสู่...

...การปราบปรามการทุจริตที่เข้มข้นขึ้น.

ทีมการเมือง

26 ก.พ. 2560 15:39 ไทยรัฐ