วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จุดเสี่ยงอำนาจ ยกระดับยาแรง

ม็อบ “ความเชื่อ”ธรรมกายล่อแหลมน้ำผึ้งหยดเดียว

ทั่วโลกกำลังตื่นตาตื่นใจกับข่าวใหญ่ระดับจักรวาล

ตามที่องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐอเมริกาหรือ “นาซา” ได้เปิดเผยการค้นพบดาวเคราะห์ที่มีขนาดใกล้เคียงกับโลกถึง 7 ดวง ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงเดียวกัน อยู่ห่างออกไป 40 ปีแสง

และในจำนวนนั้นมี 3 ดวง ที่อยู่ในภาวะที่สิ่งมีชีวิตอาจอาศัยอยู่ได้ ลักษณะคล้ายโลก

นับเป็นก้าวสำคัญในการที่จะค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก พิสูจน์ว่าโลกใบนี้ไม่ได้โดดเดี่ยวในจักรวาล

โลกก้าวไกล ลุ้นค้นพบโลกใบใหม่

แต่ที่ประเทศไทยกำลังปั่นป่วนวุ่นวายกับการค้นหาตัวบุคคลสำคัญนามว่า “ธัมมชโย” หรือพระเทพญาณมหามุนี อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.กำหนดให้วัดพระธรรมกายตลอดจนพื้นที่โดยรอบวัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่นำโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เจ้าหน้าที่ตำรวจและกำลังทหารส่วนหนึ่ง

สนธิกำลังเข้าควบคุมตัวเจ้าสำนักธรรมกายที่ฝ่าฝืนหมายจับในคดีที่ถูกกล่าวหาทั้งฟอกเงินและรับของโจร ตามหลักฐานเชื่อมโยงกับการทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น มูลค่าความเสียหายนับหมื่นล้าน

ล้อมวัด 7 วัน 7 คืน แต่ยังไม่เจอตัว

เป็นประเด็นร้อนต่อเนื่องบนสื่อกระแสหลัก พาดหัวข่าวยักษ์หนังสือพิมพ์ตลอดทั้งสัปดาห์ กับฉากการเผชิญหน้าระหว่างพระและเหล่าศิษย์ธรรมกายกับกำลังเจ้าหน้าที่

ดีกรีความร้อนของสถานการณ์ “ระอุ” ขึ้นทุกขณะ

พระตบะแตก เจ้าหน้าที่อึดอัดกดดัน เริ่มปะทะกันประปราย ยื้อยุดฉุดกระชากกันพอเลือดตกยางออก

คนภายนอกเฝ้าติดตามด้วยความระทึกใจ

ตามยุทธการของฝั่งธรรมกายที่ใช้การระดมเครือข่ายผ่านโลกโซเชียลมีเดีย ท่ามกลางข่าวลือในสังคมออนไลน์ แยกไม่ออกอันไหนจริงอันไหนปลอม

แต่ภาพก็คือ พระกำลังลำบากอยู่ในวงล้อม

ซึ่งนั่นก็ทำให้ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ ดีเอสไอ ต้องแถลงข้อชี้แจงข่าวลือในโซเชียลฯที่ดีเอสไอเข้าไปอายัดทรัพย์สินของวัดพระธรรมกาย ยึดรูปเหมือนทองคำหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ และอาคารสถานที่ของวัด พร้อมมีการนำสิ่งของผิดกฎหมายไปซุกซ่อนในบริเวณวัด รวมถึงมีการจับสึกพระสงฆ์

ปฏิเสธข่าวที่ปรากฏออกมาไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

รัฐต้องชิงเบรกกระแสไหล ในอารมณ์สังคมไทยขี้สงสาร

เสี่ยงสถานการณ์กระแสตีกลับฝ่ายเจ้าหน้าที่ทำให้ทำงานยากลำบากมากขึ้น

ในอารมณ์ที่ฝ่ายธรรมกายตั้งป้อมสู้ ไม่ใช่แค่ปฏิกิริยาแข็งขืนกับดีเอสไอ ตำรวจเท่านั้น

ไม่เว้นแม้แต่สื่อมวลชนก็ถูกโยงเป็นคู่กรณี โดยมีการออกคำสั่งจากฝ่าย รปภ.ธรรมกาย ห้ามนักข่าวของทีวีบางสำนักเข้าไปทำข่าวในพื้นที่

เนื่องจากเสนอข่าวเอนเอียงในด้านลบกับธรรมกาย

ตามรูปการณ์ตึงเครียด ต่อเนื่องถึงการล้มโต๊ะเจรจา อย่างที่ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ แถลงผลการเจรจากับพระทัตตชีโว รองเจ้าอาวาส ผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินในวัดพระธรรมกาย

ปฏิเสธไม่ให้ความร่วมมือร้อยเปอร์เซ็นต์ ขัดขวางไม่ให้ดีเอสไอเข้าค้นวัด

ซึ่งนั่นก็ทำให้ฝ่ายดีเอสไอประกาศยกระดับการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ตามกระบวนการขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก

ล้อไปกับคำยืนยันจากปาก พล.อ.ประยุทธ์ที่เสียงแข็ง ไม่ยกเลิกคำสั่งมาตรา 44 คุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย

จนกว่าจะจับตัวผู้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายได้

มุมเดียวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่ประกาศกร้าวเลยว่า จะไม่ถอนกำลัง ไม่ว่าจะผ่านไป 1 สัปดาห์ หรือ 1 ปี

หากยังหาตัว “ธัมมชโย” ไม่ได้ เรื่องก็ยังไม่จบ

ในอารมณ์ที่ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช. แสดงความเป็นห่วงพื้นที่ที่มีการเผชิญหน้ากันระหว่างเจ้าหน้าที่กับพระและศิษย์ธรรมกาย

กลัวว่าจะนำไปสู่การปะทะกัน

ยืนยันถึงแนวทางการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ต้องดำรงเจตนารมณ์และจุดมุ่งมั่นในการบังคับใช้กฎหมายให้ประสบผลสำเร็จ ต้องระมัดระวังในการดำเนินการ ต้องรอบคอบ อดทน และควบคุมอารมณ์ให้ได้ บางครั้งเราอาจต้องยอมเสียเวลา แต่จะไม่ยอมให้เสียเลือดเนื้อหรือชีวิต

“หากทำแบบไม่คิดอะไรเลยก็ถือเป็นเรื่องง่าย แค่ใช้กำลังบุกเข้าไปก็จะมีการปะทะเสียเลือดเนื้อ บาดเจ็บ เสียความรู้สึก เพราะเราเป็นคนไทยด้วยกัน”

วิเคราะห์ตามท่าที ผบ.ทบ.ในฐานะเบอร์หนึ่งคุมกำลังฝ่ายความมั่นคง

ศึกธรรมกายส่อยืดเยื้อ แต่ต้องจบ ไม่ให้เป็นรัฐอิสระเหนือกฎหมาย

นั่นหมายถึงยังต้องเอาล่อเอาเถิดกันต่อไป ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่เจ้าหน้าที่ก็ต้องใช้การล้อมกรอบกดดัน ขณะที่ฝั่งธรรมกายและแนวร่วมก็ต้องสู้ด้วยการปลุกเร้าเครือข่ายกดดันกลับ

สถานการณ์บังคับ ต่างฝ่ายต่างถือเดิมพันถอยไม่ได้

ก่อนอื่นใดต้องระวัง ภาวะล่อแหลม สุ่มเสี่ยง “น้ำผึ้งหยดเดียว”

ในบรรยากาศแบบที่ฝั่งธรรมกายใช้พระและมวลชนลูกศิษย์เป็นโล่มนุษย์ตั้งแถวประจันหน้ากับกองกำลังทหาร กดดันให้ถอยออกจากพื้นที่

มีการกระทบกระทั่งกันจนเกือบเกิดเหตุบานปลาย

และแน่นอนเหตุการณ์ลักษณะนี้น่าจะเกิดขึ้นเป็นระยะ ในจังหวะที่ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันอยู่

ประกอบกับเงื่อนสถานการณ์ที่มีการสุมหัวเชื้อขัดแย้ง ตามความเคลื่อนไหวของ “พุทธะอิสระ” อดีตแกนนำ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ “คู่กัด” ตัวหลักของธรรมกายก็เดินสายออกสื่อ ตระเวนยื่นหนังสือบี้องค์กรพระ เชียร์สุดลิ่มให้เจ้าหน้าที่

เดินหน้าจัดการ “ธัมมชโย” อย่างเด็ดขาด

สุมไฟความเกลียดชังให้ฝ่ายธรรมกายมองภาพความแตกต่าง 2 มาตรฐาน

ขณะที่สื่อเลือกข้างก็โหมโรงถล่มกันแบบไม่ยั้ง ความชิงชังไต่ระดับจนถึงขีดสุด

ถึงจุดที่สถานการณ์วนย้อนกลับไปก่อน คสช.ยึดอำนาจวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ขั้วขัดแย้งที่แฝงอยู่ในฝั่งธรรมกายกับกองเชียร์ฝ่ายรัฐบาลทหาร คสช.

เปิดหน้าแสดงตัวแสดงตนกันออกมา มันก็พวกหน้าเดิมๆ

กปปส.ผนึกพันธมิตรฯเชียร์เจ้าหน้าที่รัฐ ซัดกับพรรคเพื่อไทยกลุ่มเสื้อแดง นปช.ที่ถือหางธรรมกาย

เชื้อไฟความแตกแยกที่ถูกกดไว้ด้วยอำนาจพิเศษ “ปะทุ” ขึ้นมาใหม่

แต่ที่ส่อเค้ายากกว่า หนักกว่า เพราะไม่ใช่แค่ความขัดแย้งทางการเมือง เรื่องของการแก่งแย่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและเกมชิงอำนาจประเทศไทยเท่านั้น

มันมีเรื่องของ “ความเชื่อ” ทางศาสนาเข้ามาเพิ่ม

ซึ่งในประวัติศาสตร์ก็มีตัวอย่างให้เห็นแล้วกับอันตรายของ “ความเชื่อ” ลัทธิทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นต้นเหตุของสงคราม “ครูเสด” ลัทธิ “ฝ่าหลุนกง” ที่เมืองจีน หรือลัทธิ “โอมชินริเคียว” ที่ประเทศญี่ปุ่น

ล้วนแต่ “เซ่นสังเวย” ความเชื่อกันด้วยชีวิตมนุษย์จำนวนมาก

หรือแม้แต่กลุ่มไอเอส ขบวนการก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรงที่สั่นสะเทือนโลกอยู่ในเวลานี้ ก็มีจุดเริ่มมาจากความเชื่อทางศาสนาเป็นหัวเชื้อชนวนขัดแย้ง

ขณะที่ลัทธิ “ธรรมกาย” ก็ไม่ธรรมดา

มีเครือข่ายกระจายไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่ครอบคลุมไปทั่วโลก สหรัฐฯ ยุโรป ออสเตรเลีย ฯลฯ

ครบเครื่องทั้งปัจจัยด้านเงินทุน กลุ่มผู้สนับสนุน เครือข่ายสาวกที่มีทั้งระดับนักธุรกิจใหญ่ บิ๊ก ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ แพทย์ ล้วนแต่ระดับมันสมองของประเทศ

จึงไม่ต้องพูดถึงยุทธศาสตร์ด้านมวลชนและการดึงองค์กรต่างชาติเข้ามาเป็นแนวร่วม

ตามรูปการณ์ไม่ใช่งานง่าย ธรรมกายสู้แค่ตาย ไม่ยอมล่มสลายแน่

แต่ฝ่ายคุมเกมอำนาจคือรัฐบาลทหาร คสช.ก็ต้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ปล่อยให้ใครทำตัวเป็นรัฐอิสระ อยู่เหนือกฎหมายไม่ได้เช่นกัน

ไฟต์บังคับ หนีไม่พ้นขั้นหักดิบ

ที่แน่ๆสถานการณ์นี้ ถ้าไม่ใช่รัฐบาลอำนาจพิเศษที่มีดาบมาตรา 44 ในมือ ไม่มีทางเอาอยู่

เอาเป็นว่า ถ้าผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในภาวะแน่นปึ้กเหมือนช่วงยึดอำนาจใหม่ๆ ไม่มีปัญหาคนใกล้ชิดทำต้นทุนหน้าตักหดหาย จนคะแนนนิยมตก

การยกระดับดำเนินการกับธรรมกายคงเด็ดขาด ดุดันกว่านี้

แต่อย่างที่เห็นภาพเป็นข่าว ไม่ว่าจะเป็นมวลชนธรรมกายที่ปักหลักประจันหน้าทหาร หรือม็อบต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บุกประชิดข้างทำเนียบรัฐบาล

ม็อบเริ่มกล้าท้าทาย ชักจะไม่กลัวอำนาจพิเศษ

ขณะที่ดาบมาตรา 44 ที่เป็นยาแรงแก้อาการเฉพาะหน้า ใช้บ่อยๆชักเริ่มดื้อยา

ตัวแปรปัญหาจึงอยู่ที่ตัว “นายกฯลุงตู่” ด้วยเช่นกัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อประเมินตามรูปการณ์ ศึกธรรมกายไฟต์หักดิบ หากมาตรา 44 อำนาจพิเศษขั้นสูงสุดยังเอาไม่อยู่ ส่อกระเทือนความมั่นคง กระทบศาสนาพุทธอันเป็นศาสนาประจำชาติ

มันหนีไม่พ้นยุทธการยกระดับอำนาจพิเศษเด็ดขาด

และนั่นหมายถึงภาวะ “จุดเสี่ยง” อำนาจ ที่ต้องจับตากันต่อไป

“อำนาจพิเศษอีกขั้น” จะมีการปรับกระบวนท่ากันอย่างไร

ที่สำคัญใครจะเป็นคนถือดาบลุย.

“ทีมการเมือง”

25 ก.พ. 2560 11:57 ไทยรัฐ