วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"ธรรมกาย" ไม่รับ ม.44 หวั่น บทเรียนสลายม็อบในอดีต

เป็นอีกเรื่องที่ต้องจับตาเข้าตรวจค้นวัด พระธรรมกายรวบตัว พระเทพญาณมหามุนีหรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ตามหมายจับศาลอาญาข้อหา “สมคบและร่วมกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง พ.ต.อ.ไพสิษฐ์ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ เป็นเจ้าภาพ สนับสนุนด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครองหลายพันนาย ใช้มาตรา 44 ขอเข้าตรวจค้นหาตัวพระธัมมชโย มาควบคุมพื้นที่วัดและโดยรอบวัด ใช้กฎหมายพิเศษเข้ามาควบคุมพื้นที่ห้ามคนเข้า-ออกวัด และดำเนินคดีผู้ที่ขัดขวางการปฏิบัติงาน

เป็นเงื่อนไขที่วัดพระธรรมกายใช้ความเชื่อและศรัทธาวัดพระธรรมกาย และพระธัมมชโย ระดมพระและศิษยานุศิษย์เป็นมวลชนขนาดใหญ่ มาขัดขวางการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ ไม่สนใจกฎหมาย

ฝ่าฝืนคำสั่งพิเศษของ คสช.

พระธัมมชโยจะถูกกล่าวหามีความผิดทางโลกและทางธรรม แต่กฎหมายเอื้อมไปทำอะไรไม่ได้

ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่เจ้าหน้าที่รัฐจะเข้าควบคุมตัวพระธัมมชโย ในพื้นที่วัดพระธรรมกาย การทำอะไรรุนแรงมากไป หมิ่นเหม่กระทบความรู้สึกของพุทธศาสนิกชน

แต่สิ่งที่รัฐบาลมองข้ามไม่ได้คือ พระธัมมชโยเป็นผู้นำทางจิตใจแห่งวัดพระธรรมกาย

วัดพระธรรมกายเป็นวัดขนาดใหญ่ ลูกศิษย์ มีทุนทรัพย์ มีอิทธิพล เส้นสายใหญ่โตในทุกวงการ

การดำเนินคดีกับพระสงฆ์เป็นเรื่องที่อ่อนไหว มีผลกระทบต่อพุทธศาสนิกชน ยิ่งเป็นพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ยิ่งเป็นเรื่องที่ยากเป็นพิเศษ

ปี 2541 พระธัมมชโยถูกอดีตพระลูกวัดวัดพระธรรมกาย กล่าวหายักยอกเงินและที่ดินบริจาคจากญาติโยมที่ให้วัดพระธรรมกายกว่า 960 ล้าน นำมาเป็นสมบัติส่วนตัว คดียืดเยื้อจนปี 2549 อัยการสูงสุดมีคำสั่งถอนฟ้องไม่ต้องถูกดำเนินคดี และไม่ต้องอาบัติปาราชิก ด้วยมติของมหาเถรสมาคม

ไม่ใช่การตัดสินของศาล แต่เป็นการรอมชอมของอัยการ ก่อนศาลจะตัดสินคดีความ

มลทินทุกอย่างถูกลบล้างทันที

จนปี 2559 พระธัมมชโยถูกดำเนินคดีของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำนวนกว่า 1,400 ล้านบาท ศาลได้อนุมัติหมายจับพระธัมมชโย ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค.2559 พระธัมมชโย ไม่ยอมเข้าพบพนักงานสอบสวนของดีเอสไอถึง 3 ครั้ง อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้องและแจ้งให้ดีเอสไอนำตัวพระธัมมชโย มาส่งเพื่อดำเนินคดี

มีความพยายามเข้าจับกุมพระธัมมชโยถึง 2 ครั้ง แต่ล้มเหลว เนื่องจากถูกมวลชนขัดขวาง แม้จะใช้เครื่องมือทางกฎหมายทุกทาง ทั้งออกหมายจับ หมายค้น จนสุดท้ายต้องใช้มาตรา 44 เข้าตรวจค้นเป็นครั้งที่ 3 แต่ถูกขัดขวางจากกลุ่มมวลชนที่วัดพระธรรมกายระดมเข้าขวางเจ้าหน้าที่

ถ้าเป็นวัดธรรมดา ต้องถูกดำเนินคดีทั้งทางโลกและทางธรรมไปนานแล้ว

คนจับตา “อำนาจพิเศษของ คสช.” จะเดินหน้าจับกุมพระธัมมชโย หรือจะถอยหลังกลับมา

คำสั่งเข้ม คสช.ที่ใช้กฎหมาย มาตรา 44 ระดมกำลังนับพันบุกประชิด ขู่ดำเนินคดีกับบุคคลที่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ช่วยเหลือผู้ต้องหา จะทำได้จริงหรือแค่พูดคุยเจรจา แล้วถอนกำลังกลับที่ตั้ง

ตามกฎหมายเจ้าหน้าที่ดีเอสไอต้องเข้าค้นจับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดีสถานเดียว หากไม่ทำเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มาตรา 157 แต่การฝ่าแนวร่วมมวลชนเข้าตรวจค้นรวบตัวพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสในวัด พระธรรมกาย ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ถ้าเข้าไปมีเหตุรุนแรง อะไรจะเกิดขึ้นใครจะรับผิดชอบ

บทเรียนในอดีตที่เจ้าหน้าที่ตกเป็นจำเลยสังคมและถูกดำเนินคดีในเรื่องม็อบ เพราะความไม่ชัดเจนของกฎหมาย เป็นเรื่องที่ผู้ปฏิบัติทุกคนกล้าๆกลัวๆ ไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง ยิ่งเป็นม็อบที่มีอิทธิพล ย่อมทำอะไรได้เหนือกฎหมาย

เรื่องจะจบง่ายๆถ้าพระธัมมชโย มั่นใจในสิ่งที่ทำ ขอเข้ามอบตัวต่อสู้คดีในชั้นศาล ไม่ใช้มวลชนมาเป็นกำแพงขวางกั้นกฎหมาย ทำให้สถานการณ์หมิ่นเหม่กระทบกระทั่งบานปลาย กลายเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว”

งานนี้เป็นเดิมพันใหญ่ของรัฐบาล และสำนักพระพุทธศาสนา ต้องการยุติคดีวัดพระธรรมกายและพระธัมมชโยในช่วงรัฐบาล คสช. แสดงให้เห็นว่าพระทุกรูป วัดทุกวัด อยู่ภายใต้พระธรรมวินัย ไม่มีข้อยกเว้น

นายกรัฐมนตรียืนยันจะไม่ยกเลิกการใช้มาตรา 44 หากนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีไม่ได้ วัดพระธรรมกายจะต้องเป็นพื้นที่ควบคุมจนกว่าพระธัมมชโยจะมอบตัว เป็นเงื่อนไขที่ชัดเจนของรัฐบาลทหาร คสช.

งานนี้ต้องวัดฝีมือ “ดีเอสไอ” หน่วยสืบราชการลับไทย มีศักยภาพขนาดไหน

สำหรับ “คนนอก” ที่ติดตามสถานการณ์ แล้วอดเป็นห่วงไม่ได้ ถ้าเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ “จัดฉาก” ท่าทีของมวลชนฝั่งวัดพระธรรมกาย และเจ้าหน้าที่บ้านเมือง สุ่มเสี่ยงเหตุความรุนแรงตามมา

ไม่ต่างอดีตการชุมนุมทางโลกของกลุ่มคนหลากสี เพราะมวลชนวัดพระธรรมกายหนักพอๆกัน

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ย้ำกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ว่า “เราใช้วิธีการเจรจา พูดสร้างความเข้าใจ มีลูกศิษย์ส่วนหนึ่ง ส่วนพระสงฆ์ท่านยอมอยู่แล้ว ต้องแล้วแต่ดีเอสไอ เป็นผู้นำหมาย ตำรวจเป็นผู้สนับสนุน ทุกอย่างต้องยึดข้อกฎหมาย ถ้าใช้มวลชนแบบนี้ไม่ดีมีตัวอย่างคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์หรือคุณสนธิ ลิ้มทองกุล มีมวลชนอยู่ในมือ ไม่ได้น้อยกว่านี้ มามอบตัวคนเดียว เข้ากระบวนการยุติธรรม ไม่งั้นบ้านเมืองจะอยู่ยังไง จะเดินยังไง ศาลออกหมายค้นแล้วไม่ให้เข้า บ้านเมืองจะอยู่อย่างไร ไม่รู้คิดอะไรกัน การไม่ให้ตรวจค้นอาจมีเจตนาไม่ดี จงใจยืดเยื้อ หากให้ตรวจค้นตามกฎหมายเรื่องก็จบ แต่ทางวัดขัดขืน ระดมมวลชน บิดเบือนข้อมูล ทำให้ทำงานยากขึ้น ใช้พลังมวลชนแบบนี้มันถูกต้องหรือไม่”

“กฎหมายก็คือกฎหมาย ให้สื่อช่วยตัดสิน ขอให้ความเป็นธรรม เป็นกลางเจ้าหน้าที่ หากสื่อทุกคนเข้าข้างเจ้าหน้าที่เหตุการณ์ก็เป็นอีกอย่าง ถ้าปลุกปั่นเข้า ม.116 เชื่อว่าทุกคนรู้อยู่แล้วอะไรผิดถูก สิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ อย่าท้าทาย อย่าใช้โซเชียลมาเล่นงานเจ้าหน้าที่ บางครั้งเชื่อถือไม่ได้ เราได้พยายามชี้แจง ไม่มีอะไรหนักใจ บางเรื่องบางราวใช่กิจของสงฆ์หรือไม่ มันกิจนักเลง ไม่ใช่กิจของสงฆ์ คุณสนธิ หัวหน้าพันธมิตร คุณชูวิทย์ มีมวลชนเยอะแยะ ยังแสดงความกล้าหาญออกมาเลย ผมไม่ได้ท้าทาย ไม่ปะทะด้วยอยู่แล้ว ผมไม่ได้ให้ราคาเลย หลังจากหลบหนี หากถูกจับอย่ามาขอประกันตัวแล้วกัน ยืนยันตำรวจไม่ได้ขี่ช้างจับตั๊กแตน หรือยกกำลังมาจับพระรูปเดียว แต่ห่วงประชาชนคนบริสุทธิ์ในบริเวณนี้มากกว่า ขอยืนยัน ตำรวจไม่ใช้อาวุธ ไม่ใช้ความรุนแรง”

เป็นเรื่องที่ต้องลุ้นกันวันต่อวัน.

25 ก.พ. 2560 11:18 25 ก.พ. 2560 11:21 ไทยรัฐ