วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ความเชื่อ สร้างศรัทธา ย้อนคดี 'เปรตกู้ คำชะโนด' นักต้มตุ๋นหมิ่นศาสนา!

คนโบราณมีความเชื่อว่า หากใครทำกรรมกับพ่อแม่ เช่น ด่าว่า ตบตีทำร้าย ระวัง ตายไปจะกลายเป็น “เปรต”

เรื่องที่เกี่ยวกับ “เปรต” ตามความเชื่อนั้น อาจจะมีหลากหลายประเภท แต่สำหรับที่เป็นข่าวดังนั้น เมื่อพูดถึง “เปรต” แน่นอนทุกคนจะพูดถึง “อาจารย์กู้” ซึ่งกลายเป็นของคู่กันไปแล้ว

ใช่แล้ว...วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะขอย้อนตำนานข่าวดัง “เปรตกู้” คดีแหกตาลวงโลก สะเทือนสังคม

เปิดตำนาน “เปรตกู้ นักบวชขมังเวท หรือแค่นักต้มตุ๋นลวงโลก”

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปี พ.ศ.2543 ใครไม่รู้จัก “เปรตอาจารย์กู้” ถือว่า “ตกข่าวสุดๆ” เพราะเป็นที่โจษจันในสังคมขณะนั้น

เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อ 11 พ.ค.2543 พระพยอม กัลยาโณ ประธานมูลนิธิวัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี ได้เทศนา ณ ท้องสนามหลวง ในงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา โดยพระคุณเจ้า พยายามเน้นย้ำเตือนถึงบาป บุญ คุณ โทษ และกล่าวทำนองว่า “เปรตมีจริง!”

หลังจากท่านได้เห็นวิดีโอที่คณะของ "พ.อ.นพ.พงศักดิ์ ตั้งคณา" ไปถ่ายภาพเปรตที่กลางป่าและบันทึกวิดีโอได้ โดยมีรูปร่าง “คล้ายคนแต่แขนยาวมือยาว” และเตรียมจะนำมาเปิดต่อสาธารณชนที่ท้องสนามหลวง เนื่องในวันวิสาขบูชา 17 พฤษภาคม 2543

“มีโอกาสได้ชมภาพผีเปรตที่ พ.อ.นพ.พงศักดิ์ ถ่ายมา ยอมรับว่าเมื่อก่อนไม่เชื่อ แต่ตอนนี้เชื่อห้าสิบห้าสิบ เชื่อว่าผู้ถ่ายไม่ได้หวังอะไร เพียงแค่ต้องการให้คนสำนึกถึงบาปบุญเท่านั้น”

นายชนะพล ชินปัญจะพล พ่อค้าบ้านคำชะโนด กล่าวถึงสถานที่ภาพถ่ายผีเปรตที่บ้านคำชะโนด อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ว่า ชาวบ้านเชื่อว่าบริเวณนั้นเป็นประตูทางเข้า-ออก ของเมืองลับแล ลักษณะเป็นที่ดอน กว้างประมาณ 22 ไร่ เปรียบเสมือนเกาะ มีคันดิน และน้ำล้อมรอบ มีต้นชะโนดขึ้นเต็มจนรกครึ้ม และมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

จากประเด็นดังกล่าว จึงเป็นที่มาแห่งการตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่าแท้จริงแล้ว “เปรต” ในวิดีโอเทปดังกล่าวเป็นของจริง หรือถูกเซตฉากถ่ายทำขึ้น

ผิดสังเกตหลายอย่าง โจ๋ย บางจาก จับผิดภาพในวิดีโอ ยัน มีการตัดต่อ

ขณะเดียวกัน เรื่องนี้ได้มีการตรวจสอบ โดยเฉพาะ นายสันติธร หุตาคม หรือ “โจ๋ย บางจาก” ช่างภาพและเจ้าของรายการสารคดีชื่อดัง “ส่องโลก” โดยมีการทดลองจากกล้องดิจิตอล อินฟราเรด ยี่ห้อโซนี่ 180 เอ็กซ์ และ กล้องดิจิทัล ดีเอ็กซ์ 1000 ที่สามารถถ่ายไนท์ช็อตได้ ซึ่งกล้องอินฟราเรด ถ่ายออกมาจะต้องมีลำแสงปรากฏชัดในจอ จึงสันนิษฐานว่า ภาพถ่ายผีเปรตไม่ได้ถ่ายด้วยกล้องอินฟราเรด และเมื่อทดลองกับกล้องไนท์ช็อตใช้ความเร็วสปีดต่ำ โดยใช้คนเป็นนายแบบหน้ากล้อง ภาพที่ปรากฏจะไหวคล้ายผี

“ภาพที่พบมีความผิดสังเกตหลายอย่าง เช่น ม้วนเทปผ่านการก๊อบปี้หลายครั้ง พบลักษณะมีการตัดต่อภาพในแต่ละเฟรม! ส่วนภาษาที่ได้ยินคือ ภาษา “ดูโมส” หรือภาษาเทวดา ซึ่งเคยได้พบการใช้ภาษานี้ในระหว่างการทรงเจ้า” นักผจญภัย ที่ทำสารคดีชื่อดังกล่าว

พ.อ.นพ.พงศักดิ์ ยอมรับ ว่าต้องการท้าพิสูจน์

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ พ.อ.นพ.พงศักดิ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า ได้มีการท้าพิสูจน์กับเรื่องนี้ โดยได้เดินทางไปที่คำชะโนด พร้อม อาจารย์ด้านจิตวิญญาณ ท่านหนึ่ง หากสามารถถ่ายภาพวิดีโอได้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการบรรยายเรื่องธรรมะ เมื่อถ่ายภาพดังกล่าวมาได้ จึงมีการทำซ้ำถึง 30 ชุด และนำไปขอความเห็นจากผู้ใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ

“เมื่อสืบประวัติแก๊งเปรตกลับพบว่า มีสถานะไม่ต่างจากอลัชชีนักต้มตุ๋น มีพื้นเพมาจาก จ.กาญจนบุรี เคยหลอกนายทหารมาแล้วหลายคน ขณะนี้อาจารย์กู้กำลังถูกกรมศาสนาตามล่าตัว เพื่อดำเนินคดีผิดวินัยสงฆ์ข้อหาอาบัติปาราชิกอวดอุตริมนุสธรรม” หมอพงศักดิ์ นักพูดชื่อดังกล่าว

เจอแฉ อาจารย์กู้ จากจอมอาคมเจ้าอภินิหาร กลายเป็นนักต้มตุ๋น

18 พ.ค.43 นายทรงยุทธ การพานิช ผู้ใหญ่บ้าน ต.พังตรุ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี กลายเป็นผู้เปิดโปง โดยบอกว่า อาจารย์กู้ คือ นายกิตติ ปภัสโรบล บ้านเกิดอยู่ที่ ต.หนองกลางนา อ.เมืองราชบุรี บิดาชื่อ กล้วย มารดา ชื่อ จ่อย ปภัสโรบล

ประมาณปี 2535-2537 อาจารย์กู้จำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์วิปัสสนากาญจนาเมตตาธรรม หมู่ 4 ต.หนองตากยา อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ตลอดเวลาที่จำพรรษาได้ปฏิบัติตนเป็นพระผู้มีวิชาอาคมสูง แสดงอภินิหารต่างๆ เมื่อชาวบ้านบางคนรู้ จึงได้เข้าแจ้งความกับตำรวจในพื้นที่

“นายกิตติ ปภัสโรบล มีนามสกุลเดิมว่า “ขาสังข์” เป็นนักต้มตุ๋นหลอกชาวบ้านมากมาย แม้กระทั่งทหารระดับนายพล พฤติกรรมคือ จะโกนหัวทำเหมือนบวชพระ แล้วหลอกดูดวงชะตา เมื่อคนหลงเชื่อก็จะให้ถวายเครื่องสังฆทาน หรือเงินทอง และเมื่อตกกลางคืนก็จะเปลี่ยนเสื้อผ้าเที่ยวคาเฟ่” ส.ต.ต.อานนท์ พรานมนัส เจ้าหน้าที่ตำรวจกองวิทยาการ จ.ราชบุรี (ขณะนั้น) กล่าว

อย่างไรก็ตาม ได้มีอาจารย์คนหนึ่ง ระดับ รศ.ดร. จากมหาวิทยาลัยดัง ได้ออกมาแถลงข่าวต่อมา ยอมรับว่าเป็นหนึ่งในลูกศิษย์อาจารย์กู้ และเป็นคนหนึ่งในคณะที่เดินทางไปถ่ายทำ ตนไม่เคยสงสัยในตัวอาจารย์กู้เลย โดยเชื่อมั่นว่าพระท่านเก่งจริง และพร้อมจะล้างมลทินให้กับอาจารย์กู้ด้วย

ขณะที่ พระพยอม กล่าวว่า เมื่อได้ดูวิดีโอ ก็รู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ยอมรับว่า พ.อ.นพ.พงศักดิ์ เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ และเมื่อเปิดโปงความจริง ตนก็พร้อมช่วยหาตัวอาจารย์กู้มาสอบถาม

ซึ่งต่อมา 21 พ.ค.43 อาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดังคนเดิม ก็ออกมาการันตี “อาจารย์กู้” อย่างแข็งขันอีกครั้ง พร้อมเดิมพันตำแหน่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เพราะทราบว่า อาจารย์กู้ได้เคยไปฝึกวิชาในป่าลึกจนสำเร็จวิชาขั้นสูง

“ผมขอร้องให้อาจารย์กู้ไม่มาพบตำรวจและสื่อมวลชน เพราะอยากให้กระแสซาลงก่อน แต่หากพิสูจน์แล้วว่าเป็นการหลอกลวงจริง ผมก็จะต้องรับผิดชอบที่ได้ทำไป โดยจะขอเอาตำแหน่งเป็นประกัน จะขอลาออกจากตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัย...”

อาจารย์ระดับดอกเตอร์เชื่อมั่นในตัวอาจารย์กู้!

กองปราบรวบ “อาจารย์กู้ คาโรงแรมดังย่านรัชดาฯ ลองของต่อหน้าสื่อ

4 ทุ่มวันที่ 4 พ.ค.43 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบ ตามรวบ นายกิตติ ได้ที่ โรงแรมชื่อดังย่านรัชดาฯ หลังจากมีชาวบ้านมาแจ้งความไว้ โดยนายกิตติ ได้ปฏิเสธข้อหา ฉ้อโกงทรัพย์

วันต่อมา พล.ต.ท.ล้วน ปานรศทิพ ผบช.ก. พร้อมนายตำรวจระดับสูง ได้นำตัว “อาจารย์กู้” มาท้าพิสูจน์อิทธิฤทธิ์เสก “ก้อนดิน” ในมือตำรวจ ให้เป็นอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ ต่อหน้าสื่อมวลชน และลูกศิษย์ รวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดังคนที่ศรัทธาอาจารย์กู้เป็นอย่างมากด้วย

อาจารย์กู้จึงมีการเปลี่ยนชุด นุ่งผ้าขาวเพียงผืนเดียว ก่อนประกอบพิธี โดยมีหม้อดิน ธูป 58 ดอก เทียน 6 เล่ม พร้อมกับท่องคาถาร่ายมนตร์

อาจารย์กู้พยายามประกอบพิธีเสกดินอย่างต่อเนื่อง รวม 4 รอบ สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ...

“เสียงโทรศัพท์มือถือ และชัตเตอร์กล้องถ่ายรูป ทำให้ขาดสมาธิ”

นี่คือข้ออ้าง ของอาจารย์กู้

กระทั่งเวลา 17.00 น. วันที่ 5 พ.ค. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ผกก.2 กองปราบ (ขณะนั้น) นำนายกิตติ หรืออาจารย์กู้มาพบสื่อมวลชนอีกครั้ง คราวนี้ อาจารย์กู้ยอมเปิดเผยทุกอย่างอย่างหมดเปลือกด้วยคำพูดสั้นๆ ว่า อยากจะให้หยุดเสนอข่าวได้แล้ว เพราะทำให้บรรดาพี่น้องและลูกหลานของผมได้รับความเดือดร้อน และได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก

“เรื่องเปรตมีปรากฏจริงในพระไตรปิฎกเท่านั้น แต่ที่ผมทำลงไปไม่ใช่เรื่องจริง เป็นการจัดฉากขึ้นทั้งนั้น เป็นการแสดงทั้งสิ้น แต่ก็เพื่อให้พวกนักการเมืองโกงชาติบ้านเมืองได้รู้ว่าบาปบุญคุณโทษมีจริง”


วันที่ 31 พ.ค.43 อาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดังคนดังกล่าว ได้แถลงแสดงความเสียใจ 3 ข้อ คือ
1. เสียใจที่ทำให้มหาวิทยาลัยมัวหมองไปด้วย
2. ยืนยันว่าไม่เคยยัดเยียดความเชื่อแก่ศิษย์
3. เพื่อเห็นแก่มหาวิทยาลัยตนจะไม่ไปสุงสิงกับนายกิตติ จนกว่าจะพ้นคดีทางกฎหมาย

ทั้งนี้ หลังจากแถลงแสดงความเสียใจไม่นาน อาจารย์คนดังกล่าว ก็ประกาศเลิกนับถือ “อาจารย์กู้”

ขณะเดียวกัน นายจารุรัตน์ ปั่นมณี นิติกร 6 กรมศาสนา ได้รับมอบหมายจากนายไพบูลย์ เสียงก้อง อธิบดีกรมการศาสนา เข้าพบ พ.ต.อ.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รอง ผบก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับอาจารย์กู้ในข้อหาหมิ่นเหยียดหยามพุทธศาสนา

และก็เป็นข้อหานี้ 25 ก.ย.44 ศาลชั้นต้นพิพากษา ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาท แต่คำสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลย 8 เดือน ปรับ 4,000 บาท แต่เนื่องจากไม่เคยทำผิดมาก่อน และมีภาระต้องดูแลบุตร จึงให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดี โทษจำคุก รอลงอาญาไว้ 2 ปี

หลังศาลอ่านคำพิพากษา นายกิตติ ยอมรับว่า ชีวิตตกอับ ตอนนี้ขายเสื้อผ้ามือสองที่รับมาจากเขมร และขอเลิกยุ่งเกี่ยวกับไสยศาสตร์

14 มี.ค.46 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกฟ้อง

5 ก.ค.50 ศาลฎีกา พิพากษา ให้ยืนคำพิพากษาตามศาลชั้นต้น ทุกอย่างจึงจบลง เหลือไว้แต่ตำนานข่าวดัง “เปรต อาจารย์กู้” บ้านคำชะโนด

ที่ผ่านมา พุทธศาสนา ในประเทศไทย ถูกพวกมิจฉาชีพหลอกลวงด้วยการใช้ความเชื่อสร้างศรัทธามาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นกัน คนไทย ควรจะหลุดพ้นกับเรื่องอภินิหารได้แล้ว เพราะแก่นรากของพุทธ คือ การสอนการใช้ชีวิตให้มีความสุข และเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ ความเชื่ออภินิหาร

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน 

เรื่องที่เกี่ยวกับ “เปรต” ตามความเชื่อนั้น อาจจะมีหลากหลายประเภท แต่สำหรับที่เป็นข่าวดังนั้น เมื่อพูดถึง “เปรต” แน่นอนทุกคนจะพูดถึง “อาจารย์กู้” ซึ่งกลายเป็นของคู่กันไปแล้ว ... 24 ก.พ. 2560 16:52 26 ก.พ. 2560 10:42 ไทยรัฐ