วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขาดลงมติ รับเงินเต็ม เข้าข่ายผิดจริยธรรมไหม

‘วิชา’ให้สนช.ตรวจสอบ!

นายกฯเซ็นตั้งแล้ว 39 ผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ย.ป. “ดร.ซุป” กุนซือวางยุทธศาสตร์ชาติ “กานต์-ชาติศิริ” ร่วมชุดบริหารราชการแผ่นดิน “บวรศักดิ์-เทียนฉาย” คัมแบ็กที่ปรึกษาคณะปฏิรูปประเทศ ขณะที่ “ธงทอง-เอกชัย-อัชพร” ช่วยแสวงหาปรองดอง “พีระศักดิ์” อุ้ม 7 สนช. ไม่ขาดสมาชิกภาพแน่ ชี้แค่ขาดลงมติ ไม่ได้ขาดประชุม รอผลสอบ 24 ก.พ. ก่อนพิจารณาต่อเนื่องเรื่องจริยธรรม ด้าน “พรเพชร” โต้ครหาอนุมัติให้ลาประชุมบานเบอะ ฉะกลับไอลอว์ไม่บ้าก็เมา นายกฯดีดปาก กกต.จุ้นโรงไฟฟ้าเสนอทำประชามติ “สมชัย”แจงสื่อถามถึงกระบวนการ เปล่าชงไอเดีย

กระบวนการปฏิรูปประเทศ และการสร้างความปรองดอง ของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังเดินต่อไปตามแผนงานที่จะเดินหน้าจริงจังในปี 2560 ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงนามคำสั่งแต่งตั้งที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) จำนวน 39 คน

นายกฯ เซ็นตั้ง 39 ผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ย.ป.

เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะประธาน ป.ย.ป. ได้ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 8/2560 เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการแต่ละคณะภายใต้คณะกรรมการ ป.ย.ป. จำนวน 39 คน หลังจากรัฐบาลพยายามทาบทามผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่างๆ หลากหลายด้าน มาร่วมทำงานและให้คำปรึกษาในป.ย.ป. โดยได้รับการตอบรับทั้งจากผู้ที่มีชื่อเสียงทั้งภาคการเมือง เอกชน โดยเป็นซีอีโอเก่งๆระดับประเทศ และอาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดัง อาทิ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) นายกานต์ ตระกูลฮุน อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เป็นต้น

“บวรศักดิ์–เทียนฉาย” คัมแบ็กปฏิรูป

สำหรับรายชื่อมีดังนี้ 1.คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย นายกานต์ ตระกูลฮุน นายชาติศิริ โสภณพนิช นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ นายวิรไท สันติประภพ นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ นายอำพล จินดาวัฒนะ 2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ ประกอบด้วย นายคุรุจิต นาครทรรพ นายจเด็จ อินสว่าง นายไชยา ยิ้มวิไล นายเตช บุนนาค นายเทียนฉาย กีระนันทน์ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ นายบัณฑูร ล่ำซำ นางเบญจวรรณ สร่างนิทร นายประมนต์ สุธีวงศ์ นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ นายศักรินทร์ ภูมิรัตน พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์

“ศุภชัย” ช่วยวางยุทธศาสตร์ประเทศ

3.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ ประกอบด้วย นายกำจร ตติยกวี นายกิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย นายเฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ นายชูศักดิ์ ลิ่มสกุล นายณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา นายบัณฑิต เอื้ออาภรณ์ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล นายพงศ์โพยม วาศภูติ นายวรากรณ์ สามโกเศศ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ นายสมชัย ฤชุพันธุ์ นายอาวุธ ศรีศุกรี นายอุดม คชินทร และ 4.คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ประกอบด้วย นายธงทอง จันทรางศุ นายอัชพร จารุจินดา และ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ

“บิ๊กตู่” ขอ “ดร.ซุป” ให้มาช่วยชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 39 คนนั้น ส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่เคยผ่านงานสำคัญของประเทศ เช่น นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ล้วนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานของ คสช. ในแม่น้ำ 5 สาย นายกานต์ ตระกูลฮุน อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ก็เป็นนักธุรกิจที่ขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐของรัฐบาล สำหรับนายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา ถือเป็นคนไทยที่ได้รับการยอมรับในเวทีโลก มีกระแสข่าวถูกทาบทามมาช่วยรัฐบาลหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ แต่ครั้งนี้นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะเลขานุการ ป.ย.ป. ได้โทรศัพท์ไปทาบทามโดยให้เหตุผลว่านายกฯ อยากให้มาช่วยชาติเพียงไม่นานก็ตกลง

พท.อัด คสช.ไม่อยากปรองดองสำเร็จ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดในประเทศตอนนี้คือความยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะขณะนี้รัฐบาลใช้มาตรา 44 ในการจัดการประเทศ ยิ่งทำให้หลายฝ่ายเกิดความรู้สึกได้ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ดังนั้น อยากให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองได้แลเห็นและหันหน้ามาช่วยกันแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วน เพราะถ้าปัญหานี้ยังดำรงอยู่ในสังคมไทย ขบวนการปรองดองซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของ ป.ย.ป.ไม่สัมฤทธิผลตามที่ คสช.มุ่งหมายและประกาศเอาไว้อย่างแน่นอน นอกเสียจากว่าจะมีเป้าหมายกันแบบลึกๆว่าไม่อยากให้มันสำเร็จได้ ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขอฝาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. พิจารณา ถ้าอยากเห็นประเทศเดินหน้าได้อย่างที่พูดไว้

วอนอย่าหยุมหยิมยกตนข่มท่าน

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ระบุว่า คณะอนุกรรมการฯ จะเป็นผู้กำหนดเรื่องวันเวลานัดหมายเอง ก่อนแจ้งไปยังพรรคเพื่อไทยว่า การที่พรรคเพื่อไทยแจ้งว่าจะเข้าพบคณะอนุกรรมการฯ ในวันที่ 8 มี.ค. ไม่ใช่คิดเองกำหนดเองเพียงฝ่ายเดียว แต่มาจากการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติการ โดยทางผู้ประสานงานอยากให้พรรคเพื่อไทยเข้าไปในวันพุธ จะได้ สะดวกที่ผู้บริหารระดับสูงจะเข้าร่วมรับฟัง ซึ่งวันพุธที่ 1 มี.ค.ไม่สะดวก จึงเป็นพุธที่ 8 มี.ค. ไม่ทราบว่า พล.ต.คงชีพยังไม่ได้รับรายงาน หรือต้องการอะไรกันแน่ ขนาดเรื่องเล็กๆ แค่นี้ยังหยุมหยิมเข้าใจยาก แล้วจะปรองดองกันอย่างไร หรือพยายามจะสร้างความได้เปรียบตลอดเวลา พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าพร้อมที่จะให้ความร่วมมือเพื่อโอกาสในการแก้ไขวิกฤติชาติและแสวงหาทางออกร่วมกัน อยู่ที่ท่านแล้วว่าจะจริงจังจริงใจในการปรองดองแค่ไหน

อุ้ม 7 สนช.ไม่ขาดสมาชิกภาพ

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการจริยธรรม สนช. กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบสมาชิก สนช. 7 คน ที่ขาดการลงมติการประชุม สนช.เกินกว่าจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนดตามที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ร้องเรียนว่า ในวันที่ 24 ก.พ. จะมีคำตอบแน่นอนว่า 7 สนช.ที่ถูกร้องเรียนเรื่องการขาดการลงมตินั้น มาร่วมประชุมกี่ครั้ง ขาดลงมติกี่ครั้ง และได้ยื่นใบลาอย่างถูกต้องหรือไม่ แต่เบื้องต้นเท่าที่ตรวจสอบยืนยันได้ว่าทั้ง 7 คนไม่ขาดลงมติตามจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงไม่ขาดสมาชิกภาพแน่นอน ดังนั้นข้อมูลว่ามีการลาประชุม 300 กว่าครั้ง จึงเป็นไปไม่ได้ เพราะการประชุม สนช.จนถึงปัจจุบัน ยังมีการประชุมไม่ถึง 400 ครั้ง เชื่อว่าเป็นข้อมูลคลาดเคลื่อนแน่ จำนวนครั้งที่บอกว่าขาดเยอะๆ น่าจะเป็นการขาดลงมติ เพราะบางวันมีการลงมติวาระ 2-3 จำนวนมาก แต่คงไม่ใช่การประชุมแน่

ขึงขังสอบต่อเรื่องจริยธรรม

นายพีระศักดิ์กล่าวว่า ทั้งนี้หลังจากได้ข้อมูลเรื่องการขาดลงมติอย่างเป็นทางการแล้ว จึงจะมาพิจารณาเรื่องจริยธรรม เบื้องต้นเท่าที่ตรวจสอบคำร้องเรียนน่าจะถูกต้อง จึงต้องพิจารณาเรื่องจริยธรรมต่อไป ตามขั้นตอนจะเชิญผู้ร้องคือนายศรีสุวรรณมาให้ข้อมูล และเชิญผู้ถูกร้องคือ สนช.ทั้ง 7 คน มาชี้แจงเหตุผลการลาและมีเอกสารการลาถูกต้องหรือไม่ ตลอดจนเชิญนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. มาให้ข้อมูล เรื่องหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ลา เพื่อเป็นข้อมูลที่คณะกรรมการจริยธรรมจะนำมาพิจารณาต่อไป

“พรเพชร” โต้ไม่บ้าให้ สนช.ลาอื้อซ่า

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.กล่าวว่า สิ่งที่โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) เปิดเผยข้อมูลว่า มีสมาชิก สนช.ขาดประชุม 400 วัน และตนอนุญาตให้ลาประชุม 394 วันนั้น ตอนแรกไม่ได้สนใจ เพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ จากการตรวจสอบการประชุมปี 2557 มีการประชุมจำนวน 33 ครั้ง ปี 2558 76 ครั้ง ปี 2559 84 ครั้ง และปี 60 เพิ่งประชุมไป 11 ครั้ง รวมแล้วมีวันประชุมทั้งหมด 204 วันเท่านั้น จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีการประชุมถึง 400 วัน นอกจากนี้ยังมีคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งระบุว่า ตนอนุญาตให้ลูกน้องลาได้ 394 วันจาก 400 วันไปเอาตัวเลขมาจากไหน ถ้าทำอย่างนั้นก็บ้าแล้วสมควรตาย เมื่อถามว่า จะดำเนินการกับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ นายพรเพชรตอบว่า คงไม่ดำเนินการอะไร แต่ขอความเป็นธรรม และเห็นใจ เพราะเป็นไปไม่ได้ ไม่บ้าก็เมาดีกว่า

“วิชา” ชี้ 7 สนช.เข้าข่ายผิดจริยธรรม

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถ.พิษณุโลก นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะประธานมูลนิธิต่อต้านการทุจริต กล่าวถึงกรณีสมาชิก สนช. 7 คน ถูกร้องเรียนการขาดประชุม สนช.จำนวนมากว่า กรณีนี้กล่าวน่าเข้าข่ายความผิดทางจริยธรรม และจรรยาบรรณมากกว่า จึงเป็นหน้าที่ สนช.จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ หากมองในแง่ที่สมาชิก สนช.รับเงินเดือนจากภาษีประชาชนก็เป็นอีกประเด็นที่จะต้องตรวจสอบ ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช.ให้ความสำคัญกับการทุจริตต่อหน้าที่ ตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา แต่กรณีนี้จะเข้าข่ายที่ ป.ป.ช. จะตรวจสอบได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้ยื่นร้องเรียนว่า เป็นความผิดประเภทใด ส่วนตัวมองว่าการกดดันและตรวจสอบจากภาคประชาชนจะเป็นอีกกำลังหนึ่งในการผลักดันในการเกิดความโปร่งใสในการตรวจสอบ และป้องกันไม่ให้มีการเอื้อผลประโยชน์ในองค์กร

นายกฯดีดปาก กกต.จุ้นปมโรงไฟฟ้า

ส่วนกรณีที่รัฐบาลมีมติทบทวนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ จ.กระบี่ เกี่ยวกับรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) เมื่อเวลา 11.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์ถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดทำอีไอเอ และ อีเอชไอเอใหม่หรือนำของเก่ามาทบทวนว่า การให้ทำใหม่กับการนำของเก่ามาทบทวนมันต่างกันตรงไหน ทำไมจะต้องมาจับประเด็นทำเก่าหรือทำใหม่ มันก็คือทำนั่นแหละ เมื่อต้องทำก็ต้องเอาของเก่ามาทบทวนด้วย เพราะข้อความก็คืออันเดียวกัน เพียงแต่เอามาทบทวน และทุกคนจะยอมรับหรือไม่ ทั้งของเก่าและของใหม่ซึ่งยังไม่เสร็จมีตั้งหลายร้อยข้อ และของเก่าเองก็ยังไม่เสร็จ ในเมื่อบอกของเก่าไม่เข้าใจก็ต้องเอามาดูด้วยว่าที่ทำไปแล้วเป็นอย่างไร แล้วจะต่างกันอย่างไร มันก็เหมือนทำใหม่ เมื่อถามว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอให้ทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหานี้ นายกฯกล่าวย้อนว่า “เรื่องนี้หน้าที่ของ กกต.หรือเปล่า”

“สมชัย” ถอนหายใจปัดชงทำประชามติ

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.แสดงอาการไม่พอใจกรณีการทำประชามติโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ พร้อมย้อนถามว่า เป็นหน้าที่ของ กกต.หรือไม่ ว่า “เอ้อ อยู่ดีๆก็โดนด่า เรื่องมีอยู่ว่า ผมกำลังแถลงข่าวเรื่องการสัมมนาเพื่อปรับปรุงระบบการเลือกตั้งเพื่ออำนวยความสะดวก คนพิการ คนสูงอายุ อยู่ดีๆผู้สื่อข่าวก็ถามเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน กระบี่ ผมตอบไปว่า กกต.ไม่เกี่ยว ผู้สื่อข่าวเลยถามถึงกระบวนการทางกฎหมายว่า ถ้าจะทำประชามติ ขั้นตอนตามกฎหมายเป็นอย่างไร จึงชี้แจงว่าเรื่องจะทำประชามติหรือไม่ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเป็นฝ่ายริเริ่มเอง โดยมีกฎหมายประชามติที่มีอยู่เป็นเครื่องมือในการดำเนินการ หากรัฐบาลสั่งการให้ทำ กกต.ก็สามารถรับดำเนินการตามกฎหมายได้ โดยควรใช้เวลาไม่น้อยกว่า 9 เดือน (6 เดือนแรก เพื่อการให้ข้อมูล และ 3 เดือน เพื่อการเตรียมการทางธุรการ) เป็นการตอบทางเทคนิค มิใช่ข้อเสนอให้รัฐทำ หรือบอกว่า รัฐควรทำประชามติอย่างพาดหัวข่าวครับ นายกฯย้อนมาว่า หน้าที่ กกต.หรือ ที่เสนอให้รัฐทำประชามติ ส่วนเอ็นจีโอ (NGO) ก็ย้อนมาว่า กกต.แส่ จึงขออาศัยหน้าเฟซฯ ชี้แจงข้อเท็จจริง ไม่ได้ประสงค์เป็นข่าว หรือให้สถานการณ์บานปลายกว่านี้ เพราะ กกต.ไม่มีหน้าที่ครับ”

“อภิสิทธิ์” ดักคออย่าตั้งธงล่วงหน้า

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับความชัดเจนว่าเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ จ.กระบี่ จะต้องเริ่มต้นกันใหม่ เพราะทราบว่ายังไม่มีรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ยังไม่ได้ทำ ซึ่งจำเป็นจะต้องทำตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ตนพยายามเสนอทางออกว่า เราต้องการความมั่นคงทางด้านพลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะในภาคใต้ เราต้องการลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวประเทศเพื่อนบ้าน พลังงานจากประเทศเพื่อนบ้าน มันมีทางเลือกอะไรบ้าง ทำไมเราจะต้องมาว่ากันเป็นเรื่องๆ ที่ จ.กระบี่ แล้วก็ย้ายวิกไป อ.เทพา จ.สงขลา จึงเสนอว่า ที่ อ.เทพา ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ละเอียดอ่อนในแง่แหล่งท่องเที่ยวและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่ง สปช.ในรัฐบาลชุดนี้เคยคิดจะทำเป็นเขตมรดกโลกด้วยซ้ำว่าใช้ทางเลือกเป็นก๊าซธรรมชาติเหลวดีกว่าไหม ส่วนที่ จ.กระบี่เป็นพื้นที่ละเอียดอ่อน ทำไมไม่เริ่มต้นลองพิจารณาจากการใช้ปาล์มน้ำมัน ยืนยันว่ารัฐบาลควรพิจารณาทางเลือกอื่นๆด้วย ไม่ใช่มาเถียงกันแค่ว่า EHIA เพราะตนก็ไม่แน่ใจว่าถ้ากระบวนการทำมาเกิดไม่ได้มาตรฐาน มันจะเป็นปมขัดแย้งอยู่ดี โดยเฉพาะถ้าเกิดความรู้สึกว่าคนที่ทำเหมือนมีธงไว้ล่วงหน้า

ศาลฎีกาลดโทษ “สมยศ” เหลือคุก 7 ปี

วันเดียวกัน ที่ห้องพิจารณาคดี 911 ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ฟ้องนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อายุ 53 ปี อดีตบรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ ออฟ ทักษิณ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาเพื่อประชาธิปไตย เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นและแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และองค์รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุกจำเลย 2 กระทง กระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี และให้นับโทษต่อจากคดีหมิ่นประมาท พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ด้วย รวมจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 11 ปี ต่อมาวันที่ 19 ก.ย.57 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าควรปรับบทลงโทษเพื่อให้เหมาะสมกับพฤติการณ์ เพศ อายุ และการศึกษา แก้เป็นจำคุกจำเลยในความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กระทงละ 3 ปี 2 กระทงรวม 6 ปี และให้นับโทษจำคุก 1 ปี ในคดีหมิ่นประมาท พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รวมจำคุกทั้งสิ้น 7 ปี นายสมยศกล่าวภายหลังว่า จำคุกมาแล้ว 5 ปีเศษ เดือน เม.ย.นี้จะครบ 6 ปี ส่วนเรื่องการปรองดองนั้นก็ขอให้ทำได้จริงแล้วกัน

ประสานลาวตาม 6 คนผิด ม.112

พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการติดตามตัวบุคคลที่ทำผิดกฎหมายมาตรา 112 ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวว่า จากการเดินทางไปพูดคุยกับรองหัวหน้ากรมใหญ่สันติบาลทางการลาว เมื่อวันที่ 13 ก.พ.รับปากจะช่วยติดตาม จากนี้จะเป็นการประสานในระดับเจ้าหน้าที่ บุคคลกลุ่มนี้มีทั้งหมด 6 คน มีทั้งผู้ที่มีหมายจับและไม่มีหมายจับ ไปดำเนินการในลักษณะเผยแพร่ทางเว็บไซต์บ้าง ยูทูบบ้าง โดยความผิดนั้นมีทั้งการหมิ่นสถาบันและความผิดอื่นๆ อย่างกรณีของนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ จะมีความผิดที่มุ่งทำร้ายผู้นำประเทศด้วย และยังมีหมายจับอีก 21 หมายจับในข้อหาที่หลากหลาย ดังนั้นจะประสานข้อมูลกันต่อไประหว่างเจ้าหน้าที่สองประเทศ เบื้องต้นจะช่วยสืบทราบตามข้อมูลให้เราก่อน

“บิ๊กตู่”วางแผนทำประเทศร่ำรวย

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.) ครั้งที่ 1/2560 โดยนายกฯกล่าวภายหลังการประชุมว่า ประชุมวางแผนให้ประเทศมีรายได้สูงขึ้น พ้นกับดัก ประเทศรายได้ปานกลางสู่รายได้ที่สูงขึ้นสำคัญต้องสร้างความเข้าใจสื่อสารให้มากขึ้นว่าการดำเนินการ เหล่านี้จะเกิดประโยชน์อย่างไรกับประชาชน เพื่อให้เกิดความไว้วางใจในการค้าการลงทุนว่าไทยมีความพร้อมหลายๆด้าน ทำทุกอย่างดีที่สุดกว่าที่เคยมีมา โดยเฉพาะเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างการปฏิรูป เราไม่ได้ทำเพื่อเอื้อประโยชน์คนรวยแต่สร้างห่วงโซไปถึงคนข้างล่าง เพื่อความเข้มแข็ง วันนี้รัฐบาลมีโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่หลายประเทศสนใจมาลงทุน

งัด ม.44 อุดทุจริตโครงการบิ๊กเบิ้ม

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขการทุจริตในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประมูล การก่อสร้าง วันนี้กำลังร่างมาตรา 44 จัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลในโครงการที่มูลค่า 5,000 ล้านขึ้นไป มีการตรวจสอบตั้งแต่ขั้นต้น โดยกรมบัญชีกลาง ทำหน้าที่ในการออกกฎระเบียบใหม่ในเรื่องของราคากลาง ให้มีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกเข้ามากำหนดราคากลาง และไปดูการคิดโครงการของกระทรวงต่างๆ ว่ามีความเหมาะสมหรือสอดคล้องกับยุทธศาสตร์หรือไม่ ส่วนโครงการที่รัฐบาล ครม. ได้อนุมัติไปแล้ว จะไปดูในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง ประกวดราคา กำหนดการทำทีโออาร์ ทั้งหมดจะเห็นว่ารัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่ ต้องช่วยกันเฝ้าระวังคนไม่ดี ปิดรูรั่วให้มากที่สุด รัฐบาลนี้เอาจริงในเรื่องนี้ เพราะหลายเรื่องเกิดมานานไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ก็ค่อยๆแก้กันไปให้เร็วที่สุด

หัวหน้า คสช.ตั้ง กก.คุมจัดซื้อจัดจ้าง

วันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คําสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 11/2559 เรื่อง การกํากับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐ อาศัยอํานาจตามมาตรา 44 หัวหน้า คสช. โดยความเห็นชอบของ คสช. มีคำสั่งให้การจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป มีคณะกรรมการกํากับการจัดซื้อจัดจ้างขึ้นมา โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกฯแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการและให้หัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกฯแต่งตั้งเป็นกรรมการ ให้อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยกรรมการต้องไม่เป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องไม่มีส่วนได้เสียในโครงการที่กำกับดูแลคณะกรรมการดังกล่าวมีหน้าที่ กํากับ เร่งรัด ติดตาม และตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้มีความโปร่งใส รวมทั้งรับและพิจารณาข้อร้องเรียนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมทั้งจากผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม

มีอำนาจชงเรื่องให้ยุติโครงการได้

กรณีที่รับฟังได้ว่า หน่วยงานของรัฐมิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือมีการกระทําที่ส่อว่าเกิดการทุจริต ให้แจ้งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการทุจริต กรณีมีเหตุจําเป็นจะเสนอแนะให้พิจารณาระงับการดําเนินการบางขั้นตอนตามที่เห็นสมควรได้ ให้โครงการดังต่อไปนี้ และโครงการอื่นตามที่นายกฯกําหนดที่อยู่ระหว่างดําเนินการภายใต้การกํากับดูแลของคณะกรรมการตามคําสั่งนี้ 1.โครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา - คลองสิบเก้า-แก่งคอย 2.โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น 3.โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ 4.โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงลพบุรี- ปากนํ้าโพ 5.โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงนครปฐม-หัวหิน 6.โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ และ 7.โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 23 ก.พ.

โปรดเกล้าฯแต่งตั้งตุลาการศาล ปค.

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ยังเผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งตุลาการในศาลปกครองสูงสุด มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ให้ดํารงตําแหน่งต่างๆ 7 ราย ดังนี้ 1. นายวิษณุ วรัญญู ตุลาการหัวหน้าแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ เป็นรองประธานศาลปกครองสูงสุด 2.นายนพดล เฮงเจริญ ตุลาการหัวหน้าแผนกคดีสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธานศาลปกครองสูงสุด 3.นายวราวุธ ศิริยุทธ์วัฒนา ตุลาการหัวหน้าแผนกคดีบริหารงานบุคคล เป็นประธานแผนกคดีบริหารงานบุคคลในศาลปกครองสูงสุด 4.นายสุเมธ รอยกุลเจริญ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด เป็นประธานแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณในศาลปกครองสูงสุด 5.นายสมชาย งามวงศ์ชน ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด เป็นประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลปกครองสูงสุด 6.นายพรชัย มนัสศิริเพ็ญ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เป็น ตุลาการหัวหน้าคณะ ศาลปกครองสูงสุด 7.นายสมรรถชัย วิศาลาภรณ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เป็นตุลาการหัวหน้าคณะ ศาลปกครองสูงสุด ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 19 ม.ค. พ.ศ.2560 เป็นต้นไป

มูลนิธิต้านโกงตั้งหมู่บ้านช่อสะอาด

ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะประธานมูลนิธิต่อต้านการทุจริต แถลงการณ์จัดงานประชาสัมพันธ์มูลนิธิต่อต้านการทุจริตว่า ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมมือด้านการต่อต้านทุจริตกับสถาบันการศึกษา องค์กร และมูลนิธิ 40 แห่ง รวมถึงการจัดงานเสวนาวิชาการ โครงการค่ายวัยใสปีละ 5 รุ่น ครั้งละ 100 คน เพื่อปลูกจิตสำนึกให้เยาวชน และจัดทำโครงการหมู่บ้านช่อสะอาด ตั้งเป้าดำเนินการทั่วประเทศ 76 จังหวัดภายใน 3 ปี สำหรับปีนี้จะดำเนินการให้ได้ 25 จังหวัด 25 หมู่บ้าน เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการหมู่บ้านตามระบบธรรมาภิบาลด้วยการดำเนินการตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกฝังความซื่อสัตย์สุจริต

นายกฯเซ็นตั้งแล้ว 39 ผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ย.ป. “ดร.ซุป” กุนซือวางยุทธศาสตร์ชาติ “กานต์-ชาติศิริ” ร่วมชุดบริหารราชการแผ่นดิน “บวรศักดิ์-เทียนฉาย” คัมแบ็กที่ปรึกษาคณะปฏิรูปประเทศ... 24 ก.พ. 2560 08:16 ไทยรัฐ