วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขวางทหารบุก ธรรมกายใช้ 'โล่พระ-ศิษย์' สู้

เย็นหวิดปะทะส่งเสบียง ประวิตรชี้เป็นปีก็ไม่ถอน จนกว่าจะจับธัมมชโยได้

ทหารกระทบกระทั่งพระ-ศิษย์วัดพระธรรมกายอีกรอบ คราวนี้บริเวณประตูบุญรักษา ห่างจากประตู 1 ประมาณ 200 เมตร หลังทหารฝ่ารั้วสังกะสีเข้าไปตั้งแนววางรั้วลวดหนาม บริเวณพื้นที่ว่างใกล้อาคารบุญรักษาที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ ฝ่ายธรรมกายฮือต้านตั้งแถวผลักดันออกจากพื้นที่ จนเกิดผลักกันไปมา สุดท้ายทหารต้องยอมถอยออกจากพื้นที่ แต่คุมตัวพระ 6 รูป และศิษย์ธรรมกาย 20 คนไปสอบเครียดที่ ตชด.ภ.1 ก่อนปล่อยตัวพาไปส่งขึ้นรถกลับภูมิลำเนาแล้ว โฆษกวัดพระธรรมกายแถลงมีพระบาดเจ็บหลายรูป แต่ตำรวจโต้ไม่มีคนเจ็บ ขณะที่สถานการณ์บริเวณตลาดกลางคลองหลวง ตรงข้ามปากทางเข้าคลองแอนมุ่งหน้าประตู 5 และ 6 สถานการณ์ตึงเครียดไม่แพ้กัน เจ้าหน้าที่ส่งรถเครื่องขยายเสียงประกาศให้พระและลูกศิษย์ออกจากพื้นที่ตลาด เนื่องจากเจ้าของแจ้งความร้องทุกข์ไว้ แต่ฝ่ายธรรมกายไม่ยอม ยื่นคำขาดต้องยกเลิก ม.44 ก่อน ถึงยอมออกจากพื้นที่ พร้อมฮือดันรถเครื่องขยายเสียงจนต้องล่าถอยออกจากตลาด ส่วนพระที่อดอาหารจาก 7 รูป เหลือ 4 รูป เหตุเพราะ มีอาการอาพาธ ทีมข่าวไทยรัฐกรุ๊ปบุกเดี่ยวห้องคอนโทรลรูม เป็นห้องดูภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อรักษาความปลอดภัยเท่านั้น สั่ง พศจ.ทำความเข้าใจพระทั่วประเทศ สกัดเดินทางเข้าร่วมวัดพระธรรมกาย “บิ๊กป้อม” ลั่น ถ้ายืดเยื้อเป็นปีไม่จบ ก็ต้องทำต่อ ขณะที่ สมช.เกาะติดสถานการณ์เช็กข่าววุ่น หวั่นมือที่สามป่วน

กรณีอัยการสูงสุดสั่งฟ้องพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย พร้อมพวกรวม 5 คน รวม 3 ข้อหาประกอบด้วย สมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร คดียักยอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นประมาณ 1,400 ล้านบาท พร้อมสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จับกุมพระธัมมชโยมาส่งฟ้อง แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถนำตัวพระธัมมชโยมาส่งอัยการได้ ทำได้เพียงดำเนินคดีกับพระธัมมชโย วัดพระธรรมกายและผู้เกี่ยวข้องกว่า 300 คดี หลังจากนั้นความเคลื่อนไหวต่างๆเริ่มเงียบไป ล่าสุดรัฐบาลใช้ยาแรงออกคำสั่งใช้ ม.44 ให้วัดพระธรรมกายเป็นเขตพื้นที่ควบคุมพิเศษ ส่งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ตำรวจ ทหารกว่า 4,000 นาย เข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายเพื่อจับกุมพระธัมมชโย หลังเจรจาทางวัดพระธรรมกายยอมพาเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นทั่วพื้นที่กว่า 2,000 ไร่แล้ว แต่ต้องคว้าน้ำเหลวไม่พบพระธัมมชโย แต่เจ้าหน้าที่ยังข้องใจต้องการเข้าตรวจค้นอีก แต่ได้รับการต่อต้านจากวัดพระธรรมกายจนเหตุการณ์กระทบกระทั่งยึดเยื้อตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ปล่อยพระออกมาบิณฑบาต

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 05.30 น.วันที่ 23 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่า บริเวณตลาดกลางคลองหลวงตรงข้ามกับประตู 5 วัดพระธรรมกาย มีศิษยานุศิษย์เดินทางมาฟังเทศน์และใส่บาตรแด่สามเณรและพระสงฆ์วัดพระธรรมกายอย่างเนืองแน่น หลังจากบิณฑบาตเสร็จพระสงฆ์เดินกลับเข้าไปยังวัดพระธรรมกาย โดยต้องผ่านการตรวจใบสุทธิบัตรพระและสิ่งของภายในบาตรก่อนเดินเข้าวัด ขณะเดียวกันมีพระจำนวน 5 รูป นั่งสมาธิเจริญภาวนาอยู่ที่เต็นท์ด้านหน้าตลาดกลางคลองหลวงโดยมีป้ายทั้งภาษาไทยและอังกฤษ “ได้โปรดหยุด ม.44 ทำลายคณะสงฆ์ ชาวพุทธและพระพุทธศาสนา” ทั้งนี้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารยังคงตรึงกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่รอบพื้นที่ ทั้งฝั่งประตู 5 วัดพระธรรมกายและฝั่งตลาดกลางคลองหลวง ช่วงคืนที่ผ่านมาเหตุการณ์ปกติ

ทหาร–ธรรมกายเผชิญหน้า

ต่อมาเวลา 07.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีกำลังเจ้าหน้าที่ทหารจากกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (ปตอ.) เกียกกาย ประมาณ 50 นาย มาตั้งแถวเรียงหน้ากระดานบริเวณประตูบุญรักษาที่เป็นสังกะสี ฝั่งด้านนอกกำแพงวัดพระธรรมกาย เลยประตู 1 มาประมาณ 200 เมตร ห่างจากอาคาร บุญรักษาที่กำลังสร้างใหม่สูง 6 ชั้น ประมาณ 900 เมตร ต่อมามีพระและศิษยานุศิษย์วัดรวมกว่า 1,000 คนทยอยออกมาเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ทหาร พร้อมสวดมนต์ให้ศีลให้พรเจ้าหน้าที่ทหารก็ยกมือไหว้รับพร

เกือบบานปลายผลักกันไปมา

ต่อมาเวลา 08.00 น. สถานการณ์เริ่มตึงเครียด เมื่อพระและศิษยานุศิษย์เริ่มเดินแถวมาประชิดเจ้าหน้าที่ทหารที่ตั้งแถวอยู่ ก่อนเกิดเหตุการณ์ผลักกันไปมายื้อกันอยู่ประมาณ 10 นาที ทหารจึงยอมถอยร่นออกมา หลังจากนั้นใช้รั้วลวดหนามออกมากางบริเวณหน้าประตูบุญรักษา สร้างความไม่พอใจให้พระและลูกศิษย์วัดพระธรรมกายเป็นอย่างมาก เจ้าหน้าที่ทหารจึงยอมเก็บรั้วลวดหนามออก ฝ่ายวัดพระธรรมกายจึงเริ่มขนท่อปูนซีเมนต์มาตั้งปิดทางเข้า พร้อมนำโซ่มาคล้องประตูบุญรักษาเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่บุกเข้ามาได้

อ้างทหารพังรั้วจนมีเรื่อง

พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผอ.ฝ่ายสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย ออกมาแถลงการณ์ประจำวันว่า เมื่อช่วงเช้าเวลาประมาณ 06.00 น. เจ้าหน้าที่ทหารพังประตูบริเวณอาคารบุญรักษา อาคารที่เจ้าหน้าที่ได้เคยเข้าไปตรวจสอบแล้ว เมื่อพังเข้าไปเจ้าหน้าที่นำลวดหนามมาวางไว้เป็นแนวกั้น พระที่ดูแลอาคารอยู่เข้าไปยื้อยุดรั้วลวดหนาม จนทำให้พระสงฆ์ได้รับบาดเจ็บหลายรูป หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงหยุดปฏิบัติหน้าที่และนำรั้วลวดหนามดังกล่าวออกไป ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่และพระที่ดูแลบริเวณนั้น ตอนนี้มีชาวบ้านและลูกศิษย์วัดส่วนหนึ่งไปเสริมตรงจุดนั้นแล้ว สำหรับอาคารบุญรักษาเจ้าหน้าที่เคยเข้าตรวจทั้งหมด 6 ชั้น นำสื่อมวลชนเข้าไปตรวจสอบเห็นได้ว่า อาคารยังสร้างไม่เสร็จ มีแต่อาคารโล่งๆอยู่ในขั้นตอนการตกแต่ง

พร้อมร่วมมือแต่ศิษย์ไม่ให้ค้น

“ประเด็นที่สองที่มีข่าวว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวปฏิเสธไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น ทางวัดขอชี้แจงว่า หลวงพ่อไม่ได้ปฏิเสธ ทางวัดให้ความร่วมมือ โดยส่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสและพระนพพร ผู้ช่วยสำนักสื่อสารองค์กรเข้าไปประสานงานและเจรจาพูดคุยมาโดยตลอด แต่เมื่อนำข้อเสนอมาแจ้งให้กับลูกศิษย์ทราบ ลูกศิษย์ขอว่ายังไม่สบายใจและรู้สึกกังวลที่จะให้เข้าค้นอีก ลูกศิษย์ให้เหตุผลหลายๆประการด้วยกัน นำไปลงโซเชียลไปบ้างแล้ว หลักๆช่วง 2-3 สัปดาห์ถูกดำเนินคดี 300 กว่าคดี หรือวัดนี้พวกเขาเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง พอมีข่าวว่าจะมาตัดน้ำตัดไฟเกิดความกังวลจึงมาอยู่กันอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญ 3 วันที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ใช้ ม.44 เข้ามาควบคุม และการอายัดอาคารกุฏิสงฆ์ทั้ง 15 อาคาร 15 กุฏินั้นมันสะเทือนใจญาติโยมเป็นอย่างมาก สิ่งเหล่านี้เขาสะท้อนมาให้คณะสงฆ์ทราบ เมื่อวานนี้หลวงพ่อทัตตชีโวเป็นเพียงผู้ส่งสารเท่านั้น จึงอยากขอความเป็นธรรมให้พระผู้เฒ่าอายุ 76 ปี ที่ไม่มีเจตนาที่จะปฏิเสธเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด” พระสนิทวงศ์กล่าว

อ้าง จนท.เสริมกำลังน่ากลัว

ผอ.ฝ่ายสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกายกล่าวต่อไปว่า ส่วนประเด็นที่เจ้าหน้าที่จะออกหมายจับพระสงฆ์ 14 รูปในบัญชีรายชื่อ ขอความเป็นธรรม พระที่ไปรายงานตัวแล้วตอนนี้อยู่ในเขตพื้นที่ควบคุมพิเศษของเจ้าหน้าที่ ออกไปก็กลับเข้ามาไม่ได้ บางรูปยังติดอยู่ที่บ้านญาติโยม ออกมาแล้วเข้าไม่ได้ ขอความเมตตาอย่าออกหมายจับพระเลย อีกทั้งเจ้าหน้าที่นำกำลังมาเสริมให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ทำไมไม่ใช้แนวทางสันติปรองดองของคณะ ปยป. ถ้าเจ้าหน้าที่ยกเลิก ม.44 แล้วถอนกำลังออก แล้วไม่ต้องประกาศว่าจะมาค้นวัด ญาติโยมจะไม่รู้ หากต้องการมาค้นเมื่อไหร่ก็ประสานมาแล้วค้นได้เลย การที่ไปประกาศว่าจะมาค้นวัดกลับเป็นการเชื้อเชิญพระจากที่อื่นเข้ามาแทน ทางที่ดีที่สุดคือ ยกเลิก ม.44 แล้วหันมาใช้สันติวิธีพูดคุยกัน หากต้องการเข้าค้นทางวัดพร้อมให้เข้าค้นได้ตลอดเวลา ส่วนธงที่เอามาติดไว้ เป็นธงที่ประเทศพุทธศาสนาทุกประเทศรวมมติให้ใช้ธงนี้เป็นธงสากลทางพุทธศาสนา เรียกว่า ธงฉัพพรรณรังสี ไม่ใช่ธงแปลกใหม่อะไร สำหรับธงประจำประเทศไทยจะเป็นธงธรรมจักร

พระอดข้าวประท้วงเหลือ 4 รูป

บริเวณตลาดกลางคลองหลวง ฝั่งตรงข้ามปากทางเข้าคลองแอน มุ่งหน้าประตู 5 และ 6 วัดพระธรรมกาย เจ้าหน้าที่ทหารพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนตรึงกำลังรอบบริเวณตลาดกลางคลองหลวง เพื่อป้องกันเหตุมือที่สามที่อาจจะเข้ามาก่อเหตุความวุ่นวาย สำหรับพระวัดพระธรรมกายที่ประท้วงนั่งสมาธิอดอาหารจำนวน 7 รูป ปรากฏว่าเช้าวันนี้เหลือเพียง 4 รูป ที่นั่งสมาธิอดอาหารอยู่ในเต็นท์ โดยมีกลุ่มลูกศิษย์วัดพระธรรมกายจำนวนหนึ่ง ยืนถือป้ายเรียกร้องขอให้เจ้าหน้าที่ยกเลิก ม.44 จากการสอบถามลูกศิษย์วัดพระธรรมกายคนหนึ่งเผยว่า เหตุที่พระที่อดอาหารเหลือเพียง 4 รูป เนื่องจากอีก 3 รูปอาพาธ จึงต้องนำไปปฐมพยาบาลเบื้องต้น

คุมตัวพระ 6 รูป ศิษย์ 20 คน สอบสวน

ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 (บก.ตชด.ภ.1) เจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญพระสงฆ์ 6 รูป และควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัย 20 คน จากบริเวณที่อยู่ใกล้อาคารบุญรักษา วัดพระธรรมกาย มาสอบปากคำ เนื่องจากมีพฤติการณ์ต้องสงสัยและขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ต่อมา พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รอง ผบช.ภ.1 พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักคดีพิเศษภาค ดีเอสไอ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษก ดีเอสไอ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อประเมินสถานการณ์และแนวทางการปฏิบัติการตรวจค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อติดตามจับกุมพระธัมมชโย พร้อมทั้งร่วมสอบปากคำพระภิกษุสงฆ์และบุคคลต้องสงสัยที่ถูกนำตัวมาด้วย

รอง ผบช.ภ. 1 นำ ตชด.มาเสริม

ต่อมาเวลา 11.00 น. ที่ประตู 7 วัดพระธรรมกาย พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รอง ผบช.ภ.1 เดินทางมาตรวจเยี่ยมความเรียบร้อยก่อนเผยว่า วันนี้นำกำลังตำรวจเข้ามาเสริมเพิ่มเติมอีก 3 กองร้อย ที่ประตู 7 เป็นกองกำลัง ตชด. จ.สระแก้ว จ.สมุทรปราการ และ จ.นนทบุรี จำนวน 465 นาย ดีเอสไอร้องขอกำลังเพิ่มมาให้กระจายกำลังรอบๆ วัด เพื่อดูแลความเรียบร้อย หลังจากนี้จะพูดคุยเกี่ยวกับการวางแผนกับดีเอสไอ เพื่อรับทราบแผนปฏิบัติการเข้าค้นวัดพระธรรมกาย

ห้ามนักการเมืองท้องถิ่นเข้าพื้นที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรชัย ขันอาสา ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี มีคำสั่งด่วนให้เจ้าหน้าที่ 6 คนออกนอกพื้นที่ควบคุมรอบบริเวณวัดพระธรรมกาย ตามคำสั่งมาตรา 44 เอกสารระบุว่า วันที่ 22 ก.พ.2560 นายสุรชัย ขันอาสา มีคำสั่งด่วนเรื่องให้บุคคลออกจากพื้นที่ภายในเวลาที่กำหนด 6 คน ประกอบด้วย 1. นายไท ทองปราง นายกเทศมนตรีเมืองท่าโขลง 2.นายปกรณ์ ทองปราง รองนายกเทศมนตรีเมืองท่าโขลง 3.นายวิระศักดิ์ ฮาดดา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม 4. นางทุเรียน ปุ่นพิทักษ์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม 5. นายสถาพร มาทรัพย์ กำนันตำบลคลองสาม 6.นายวีระ วงษ์มั่งมี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต.คลองสาม ออกจากพื้นที่วัดพระธรรมกายตลอดจนพื้นที่โดยรอบวัดพระธรรมกายใน อ.คลอง–หลวง จ.ปทุมธานี รวมถึงพื้นที่หมู่ 7 หมู่ 8 หมู่ 9 หมู่ 10 หมู่ 11 หมู่ 12 และหมู่ 13 ต.คลองสอง และพื้นที่หมู่ 7 หมู่ 8 หมู่ 9 หมู่ 10 และหมู่ 11 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ตามคำสั่ง ม.44 ของ คสช. ตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ.2560 เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์และความจำเป็นสิ้นสุดลงหรือสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

ผวาตำรวจจับพระอดอาหาร

เมื่อเวลา 12.00 น. นายศิริชัย ไตรสารศรี นายอำเภอคลองหลวง จ.ปทุมธานี เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเดินทางเข้าไปบริเวณตลาดกลางคลองหลวง ฝั่งตรงข้ามถนนเลียบคลองแอน ทางเข้าประตู 5-6 วัดพระธรรมกาย โดยนำรถ 6 ล้อ ควบคุมผู้ต้องขังติดตั้งเครื่องขยายเสียงเข้ามาจอดบริเวณทางเข้าตลาด จุดที่มีศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายนั่งสวดมนต์รวมกันอยู่ ทำให้บรรยากาศตึงเครียดขึ้น หลังจากนั้นมีพระ 10 รูปเดินออกไปนั่งล้อมพระที่นั่งสมาธิอดอาหารอยู่ภายในเต็นท์หน้าตลาด อ้างว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่มาพาพระที่นั่งอดอาหารอยู่ออกจากพื้นที่ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เคลื่อนย้ายรถเครื่องขยายเสียงออกไป ทำให้บรรยากาศเริ่มคลี่คลายลง

แจ้งพระ-ศิษย์ย้ายออกจากตลาด

นายศิริชัย ไตรสารศรี กล่าวว่า ตนในฐานะการฝ่ายปกครอง อ.คลองหลวง มาร่วมประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนที่มาร่วมการชุมนุมในสถานที่แห่งนี้ทราบว่า เจ้าของพื้นที่ผู้ประกอบการไปแจ้งความไว้ที่ สภ.คลองหลวง ไม่มีความประสงค์จะให้พื้นที่ตลาดแห่งนี้เป็นที่ชุมนุม เราในฐานะฝ่ายปกครองร่วมกับตำรวจ ทหาร ดีเอสไอ เจ้าคณะอำเภอ และสำนักพุทธศาสนา มาประชาสัมพันธ์และขอร้องขอความร่วมมือให้ไปใช้พื้นที่อื่น เนื่องจากตลาดแห่งนี้เจ้าของไม่ยินยอมให้ใช้ อีกส่วนหนึ่งต้องการมาตรวจสุขภาพพระสงฆ์ที่มาอดอาหาร จะมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอเข้ามาตรวจสุขภาพเพราะเป็นห่วงเป็นใย อย่างไรก็ตาม จึงอยากขอร้องพระคุณเจ้านิมนต์กลับวัดต่างๆที่ท่านจำวัดอยู่ ไม่ได้มีเจตนาเพื่อมาปะทะหรือสร้างความไม่สงบ หากพูดคุยแล้วยังไม่เป็นผลดีเอสไอจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งเพื่อหาแนวทางการปฏิบัติต่อไป แต่พระและศิษย์ธรรมกายไม่ยอมจึงพากันออกจากพื้นที่ไป

พระขวางรถเครื่องขยายเสียง

ต่อมา 13.30 น. นายศิริชัย ไตรสารศรี เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ นำรถขยายเสียงเข้ามาในพื้นที่อีกครั้ง ทำให้สถานการณ์เริ่มตึงเครียดอีก เจ้าหน้าที่ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงแจ้งเตือนให้พี่น้องประชาชนทราบว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในความควบคุมตาม ม.44 เจ้าของพื้นที่มีความประสงค์ไม่ให้ใช้พื้นที่ดังกล่าวพร้อมกับแจ้งความไว้แล้ว หากฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ขณะที่เจ้าหน้าที่เคลื่อนรถขยายเสียงเข้ามาในตลาด มีพระ 2 รูปไปยืนขวางหน้ารถ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถนำรถเข้าไปได้ แต่ยังประกาศเตือนผ่านเครื่องขยายเสียงต่อไป ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก่อนยอมถอยรถออกไปจากพื้นที่

ยันต้องเลิก ม.44 ถึงยอมออก

ด้านพระสงฆ์ที่มายืนขวางหน้ารถขยายเสียงไม่เปิดเผยชื่อกล่าวว่า ตนในฐานะลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย และตัวแทนศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ที่นั่งสวดมนต์อยู่ในตลาดแห่งนี้ ขอประกาศจุดยื่นว่า จะไม่ยอมออกจากตลาดแห่งนี้ไปไหน จะออกจากพื้นที่ต่อเมื่อรัฐบาลประกาศยกเลิก ม.44 เท่านั้น หากออกไปจากตรงนี้พวกตนไม่รู้จะไปอยู่ตรงไหน จะเข้าไปในวัดไม่สามารถเข้าไปได้ คงต้องลงไปนั่งบนพื้นถนน อาจสร้างปัญหาให้กับผู้ที่สัญจรไปมาอีก พวกตนจึงขออยู่แบบสันติ สงบ เรียบร้อย ตามคำสอนของหลวงพ่อ และไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใคร จะปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของกฎหมายทุกประการ

ปล่อยพระ–ศิษย์ธรรมกายกลับบ้าน

ส่วนความเคลื่อนไหวที่ บก.ตชด.ภ.1 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอปล่อยตัวพระ 6 รูปและลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย 20 คน จากการสอบสวนทราบว่าพระทั้ง 6 รูป เป็นพระวัดพระธรรมกาย 3 รูป ส่วนอีก 3 รูปเป็นพระต่างจังหวัด เจ้าหน้าที่จัดรถตู้ 7 คันนำไปส่งตามท่ารถโดยสารให้เดินทางกลับภูมิลำเนาตัวเอง ด้าน พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.ภ.1 เผยว่า วันนี้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ตลาดกลางคลองหลวง เบื้องต้นชุดปฏิบัติการพิเศษจะเน้นการเจรจาเพื่อขอคืนพื้นที่ก่อน หากพระและมวลชนของวัดพระธรรมกายยังไม่ยอมออกจากพื้นที่ ดีเอสไอจะต้องพิจารณาถึงขั้นตอนการดำเนินการขั้นต่อไป สำหรับกองกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะนี้ ยังคงใช้เท่าเดิมคือ 18 กองร้อย ส่วนจะเพิ่มอีกหรือไม่ ต้องขอดูสถานการณ์อีกครั้ง

ผบช.ภ.1 ยันเหตุช่วงเช้าไม่มีคนเจ็บ

“สำหรับเหตุการณ์การกระทบกระทั่งกันที่บริเวณประตู 1 วัดพระธรรมกาย ที่เจ้าหน้าที่พยายามเข้าไปขอคืนพื้นที่จากกลุ่มพระสงฆ์และมวลชนของวัดนั้น ยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บตามที่ทางวัดกล่าวอ้าง ส่วนกรณีให้เจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติการวางตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อป้องกันไม่ให้มวลชนของวัดหรือผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าออกบริเวณวัดพระธรรมกาย อยู่ระหว่างหารือว่ามีความจำเป็นต้องเพิ่มตู้และจุดวางเพิ่มเติมหรือไม่” พล.ต.ท.ชาญเทพกล่าว

เครือไทยรัฐบุกเดี่ยวห้องคอนโทรลรูม

บ่ายวันเดียวกัน พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย พาผู้สื่อข่าว นสพ.ไทยรัฐ และทีมข่าวไทยรัฐทีวี ไปพิสูจน์ห้องมอนิเตอร์ หรือห้องคอนโทรลรูม ที่มีข่าวว่าพระธัมมชโยหลบซ่อนตัวอยู่ภายในห้องดังกล่าว ระบุว่าอยู่ที่ชั้น 6 ของอาคาร 100 ปีคุณยายอาจารย์ อาคารลักษณะทรงกลมลูกโลกในพื้นที่โซนเอ เนื้อที่ 130 ไร่ เมื่อไปถึงพบว่า ห้องมอนิเตอร์รูมอยู่บริเวณชั้น 1 ของลานจอดรถ ใกล้กับทางขึ้นชั้น 2 ที่เป็นสำนักงานอาคาร ภายในห้องมีจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 30 ตัวติดตั้งอยู่ที่ผนังห้อง และมีคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะพร้อมคีย์บอร์ดประมาณ 10 ชุด ส่วนกลางห้องมีโต๊ะสำหรับเจ้าหน้าที่ทำงาน จอคอมพิวเตอร์ทั้งหมดจะแสดงภาพจากกล้องวงจรปิดรอบๆวัดพระธรรมกายที่มีกว่า 200 จุดทั่ววัด มีเจ้าหน้าที่วัดคอยควบคุมกล้องวงจรปิดทั่วบริเวณวัดตลอด 24 ชม. ส่วนบริเวณชั้น 6 ตามที่เป็นข่าว เป็นห้องประชุมขนาดใหญ่ 1 ห้องและห้องประชุมเล็ก 5-6 ห้อง

ปฏิเสธรับบริจาคอาหารให้ จนท.

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกดีเอสไอกล่าวว่า กรณีมีการเผยแพร่คลิปวีดิโอของสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ที่สัมภาษณ์พระพุทธอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม จะสนับสนุนเรื่องอาหารการกินให้เจ้าหน้าที่รัฐ ขอชี้แจงว่าเมื่อวันที่ 22 ก.พ.ดีเอสไอได้รับการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์จากผู้แทนของพระพุทธอิสระ ต้องการจะสนับสนุนอาหารจริง แต่ดีเอสไอปฏิเสธและขอบคุณไปแล้ว เนื่องจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่โดยรอบวัดพระธรรมกาย ได้รับงบประมาณจากภาครัฐเพียงพอแล้ว

กลุ่มพลังชาวพุทธแถลงการณ์

กลุ่มพลังชาวพุทธนำโดยนายอัยย์ เพชรทอง ศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายตั้งโต๊ะแถลงการณ์ฉบับที่ 3 เผยว่า ขณะนี้ทั่วโลกกำลังจ้องดูปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับพุทธศาสนาในประเทศไทย มีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ทุกฝ่ายควรตั้งสติทบทวนความเป็นมาและดำเนินการให้เหมาะสมกับสติปัญญา กรณีวัดพระธรรมกายที่รัฐกล่าวหาพระเทพญาณมหามุนีว่าฟอกเงินและรับของโจร จากการรับถวายทรัพย์เพื่อนำมาใช้ในกิจการศาสนา รัฐบาลใช้มาตรา 44 นำกำลังทหารตำรวจเข้ามาปฏิบัติการที่วัดพระธรรมกาย ภาพการใช้ความรุนแรงนี้ถูกเผยแพร่ทั่วโลก ถือว่ารัฐเองเป็นผู้นำประเทศชาติไปสู่ความเสียหาย การปิดล้อมวัดห้ามเข้าออก รวมถึงการปิดถนนรอบวัด สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนนับพันตั้งแต่คลองหนึ่งถึงคลองสี่ ทั้งหมดนี้ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการคืนความสุขให้ประชาชน แต่คือการสร้างความเดือดร้อนและลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน ตั้งคำถามว่า หลังเข้าตรวจค้นภายในวัดอย่างละเอียด 3 วัน เหตุใดจึงยังปักหลักล้อมวัด เป้าหมายการควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกายแท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่

เอาอาหารไปให้วัดแต่ถูกเบรก

หลังเสร็จสิ้นการแถลงการณ์ นายอัยย์ เพชรทอง ศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย นำสามเณร 20 รูป พร้อมตัวแทนศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย 20 คนตั้งขบวนเดินลอดอุโมงค์ใต้สะพานข้ามถนนคลองหลวงมายังฝั่งประตู 5-6 ทางเข้าวัดพระธรรมกายเพื่อนำผัก ผลไม้ และของแห้งไปมอบให้พระที่นั่งสวดอยู่บริเวณถนนเลียบคลองแอน แต่เมื่อมาถึงปากอุโมงค์ทางขึ้นพบแนวสกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนและตำรวจภูธรภาค 7 พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รอง ผบช.ภ.1 เข้าเจรจาด้วยดีประมาณ 20 นาที เจ้าหน้าที่ให้กลุ่มลูกศิษย์พระสงฆ์ สามเณร นำข้าวสารอาหารแห้งทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่เก็บไว้ก่อน รอเจ้าหน้าที่ดีเอสไอตัดสินใจ พล.ต.ต.สมบัติ กล่าวว่า การเอาของเข้าออกเป็นหน้าที่ของดีเอสไออนุญาต ตอนนี้ไม่สามารถให้เอาเข้าไปได้ ตำรวจต้องป้องกันไม่ให้ใครเข้าไปข้างใน แถวของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ไม่สามารถเปิดได้ เนื่องจากข้างในเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ

ดีเอสไอแบ่งรับแบ่งสู้

เมื่อ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอเดินทางมาถึงบริเวณดังกล่าว ได้พูดคุยเจรจากับกลุ่มพระสงฆ์และลูกศิษย์ที่ผู้นำอาหารมาให้ หลังจากนั้นเปิดเผยว่า ตนรับทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว จะเป็นคนพิจารณาและรับผิดชอบอาหารเหล่านี้ทั้งหมดเองว่า เหมาะสมหรือไม่ หากไม่มีการติดขัดใดๆ จะให้นำอาหารทั้งหมดไปส่งให้ที่ประตู 7 ในวันพรุ่งนี้เช้าต่อไป ส่วนวันนี้จะดำเนินการพิจารณาก่อน อย่างไรก็ตามต้องขอให้นำข้าวของวางไว้บริเวณจุดดังกล่าวก่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้ดูแลข้าวของไม่ให้เสียหาย ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเสร็จสิ้นการเจรจากลุ่มพลังชาวพุทธ พระสงฆ์ สามเณร ต่างส่งเสียงสาธุสาธุและยอมรับข้อเสนอของ พ.ต.ต.สุริยา ก่อนแยกย้ายกลับไปที่บริเวณตลาดกลางคลองหลวงตามเดิม

โฆษกวัดพระธรรมกายแถลง

ต่อมาเวลา 18.00 น. พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ออกมาแถลงข่าว บริเวณหน้าประตูบุญรักษา จุดที่พระและศิษย์วัดพระธรรมกายกระทบกระทั่งกับทหารเมื่อช่วงเช้า พระสนิทวงศ์กล่าวว่า วัดพระธรรมกายขอออกแถลงการณ์ดังนี้ 1.เหตุการณ์ที่อาคารบุญรักษา หน้าที่ตรวจค้นเป็นหน้าที่ของดีเอสไอ ส่วนทหารมีหน้าที่ดูแลพื้นที่รอบนอกเท่านั้น แต่การบุกเข้ามาไม่ใช่เป็นการตรวจค้น ถือว่าเป็นการสร้างความหวาดระแวง ให้กับพระและประชาชนด้านใน ถึงแม้ไม่มีการปะทะรุนแรง แต่ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก 2.ส่วนกรณีที่นำพระ 6 รูป ประชาชน 20 กว่าคนนำไปควบคุมที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ขณะนี้ปล่อยตัวแล้วขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ 3.พื้นที่ตลาดกลางคลองหลวงที่มีกลุ่มประชาชนไปปักหลักอยู่ ได้รับรายงานว่า 1.เป็นกลุ่มสาธุชนที่เข้าวัดไม่ได้ 2.เป็นญาติๆพระสงฆ์สามเณรอุบาสกอุบาสิกาและประชาชนที่อยู่ในวัดมาเยี่ยมเยียนด้วยความเป็นห่วง เพราะเหตุรุนแรงจากเจ้าหน้าที่ 3.ชาวพุทธทั่วประเทศที่รู้สึกว่า ลูกพระพุทธเจ้าด้วยกันถูกรังแกจึงเดินทางมาสมทบ เพราะเป็นห่วงพระพุทธศาสนา ได้รับรายงานว่ามาจากทั่วประเทศและต่างประเทศ

อ้างองค์กรสิทธิฯจับตาอยู่

4.ขอเรียกร้องให้ท่านผู้นำประเทศว่า คนไทยรักสงบ และพระพุทธศาสนาเป็นวัฒนธรรมประจำชาติ เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดหวังอยากมาสัมผัส ในปี 2559 ที่ผ่านมาสถิตินักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเท่าตัว ดังนั้นภาพข่าวที่มีการบุกล้อมวัด การทำร้ายพระสงฆ์ เป็นภาพที่ขัดแย้งกับสิ่งที่ชาวต่างชาติที่รักประเทศไทยอยากเห็น ไม่เป็นผลดีต่อการท่องเที่ยวของประเทศ 5.ขณะนี้มีองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศส่งจดหมายตอบกลับแสดงความห่วงใยมาถึงวัดพระธรรมกายว่า ขอสนับสนุนและยืนหยัดร่วมกับวัดพระธรรมกาย กำลังเฝ้าจับตาดูตลอดเวลา หากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ทหารด้วยความห่วงใย อาทิ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนแถลงการณ์ 5.ช่วงนี้คณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ (ป.ย.ป.) กำลังดำเนินการด้วยดี เป็นบรรยากาศที่ดี ของประเทศ อยากให้ทุกฝ่าย เข้าสู่โหมดปรองดอง

ดีเอสไออ้างใช้ ม.44 ยังลำบาก

ที่ บก.ตชด.ภ.1 พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีดีเอสไอ ฐานะโฆษกดีเอสไอ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ที่ปรึกษา สบ 10 พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.ภ.1 และนายสุรชัย ขันอาสา ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ร่วมแถลงข่าว พ.ต.อ.ทรงศักดิ์เผยว่า พระและลูกศิษย์วัดพระธรรมกายที่เชิญตัวมาทำประวัติพร้อมพูดคุยจนเข้าใจ และปล่อยตัวกลับไปแล้ว ส่วนพระที่อดอาหารประท้วงให้สำนักพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์จังหวัดปทุมธานีเข้าไปดูแลเรื่องอาหารการกินและความเป็นอยู่แล้ว ปัจจุบันที่เจ้าหน้าที่เพิ่มกำลังขึ้น เนื่องจากต้องดูแลความสงบเรียบร้อย เพราะมีการข่าวว่า จะมีกลุ่มบุคคลเข้ามาวุ่นวายและสร้างสถานการณ์ ส่วนการเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 44 ก่อนหน้านี้ใช้กฎหมายปกติยังจับกุมพระธัมมชโยและวัดพระธรรมกายไม่ได้ ปัจจุบันใช้มาตรา 44 แล้วเจ้าหน้าที่ยังลำบาก เนื่องจากต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและภาพรวม ยืนยันเจ้าหน้าที่ต้องวิเคราะห์และดำเนินการหลายมิติ การเข้าตรวจค้นวัดมีพื้นที่กว้างมากต้องใช้เจ้าหน้าที่มาก จึงจำเป็นต้องใช้เวลาดำเนินการ

จำกัดอาหารเพื่อให้คนออกจากวัด

ด้าน พล.ต.ท.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ เผยว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ยังดำเนินการตรวจค้นไม่เสร็จ ดีเอสไอ ตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครองต้องดำเนินการต่อไป เหลือพื้นที่โซนเอและโซนบี ที่ต้องตรวจค้นอีก ส่วนการถอนกำลังออกขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของอธิบดีดีเอสไอ หลังจากนั้นรายงานให้รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมและ หน.คสช.ทราบ จึงประกาศยกเลิกมาตรา 44 ตามขั้นตอน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ไม่ต้องการให้มีการกระทบกระทั่ง จึงต้องใช้วิธีปิดล้อม และจำกัดอาหารภายในวัดเพื่อให้คนออกจากวัด

เตือนถูกดำเนินคดีตามหลัง

นายสุรชัย ขันอาสา ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า เมื่อเรียกข้าราชการฝ่ายปกครอง องค์การส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้ามารับฟังนโยบายว่า ต้องปฏิบัติยังไง และต้องให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมชี้แจงประชาชนว่า อย่าเข้ามาในพื้นที่ที่ประกาศมาตรา 44 หากการตรวจค้นวัดพระธรรมกายเสร็จสิ้นแล้ว หลังจากนั้นอาจถูกดำเนินคดีภายหลังได้ จึงไม่ควรเข้ามาร่วมชุมนุม หากไม่จำเป็น ในฐานะเป็นพ่อบ้าน ตนต้องชี้แจงกับลูกบ้านให้เข้าใจ การที่เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการกับความเชื่อและศรัทธาของประชาชนก็เป็นเรื่องยาก ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ

มท.สั่งเอกซเรย์กลุ่มหนุนธรรมกาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ส่งหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่องการตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่พฤติการณ์พยายามกระทำผิดกฎหมาย จากกรณีกระทรวงมหาดไทยแจ้งให้ทุกจังหวัดเพิ่มมาตรการประสาน กกล. พ.ต.ท.จังหวัด (กกล.รส.) จัดชุดเจรจาทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของสังคม เฉพาะอย่างยิ่งต้องไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดไปดำเนินการที่ขัดกับคำสั่ง ระเบียบ กฎหมายอย่างเด็ดขาด ขณะนี้มีรายงานข่าวเข้ามาในส่วนกลางว่า มีสมาชิกกลุ่มเป้าหมายบางจังหวัดยังพยายามเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่หวงห้ามตามคำสั่ง ม.44 เป็นการทำที่ผิดกฎหมาย จึงให้จังหวัดตรวจสอบซ้ำ (re x-ray) อีกครั้งว่า มีสมาชิกกลุ่มเป้าหมายเข้ามาในพื้นที่หวงห้ามหรือไม่ หรือยังคงมีความพยายามทำผิดกฎหมาย หรือฝ่าฝืนคำสั่ง ม.44 ขอให้จังหวัดร่วมกับ กกล.รส.ดำเนินการตามมาตรการที่สั่งการไปแล้วให้เข้มงวดมากขึ้น และให้ใช้ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดหรืออำเภอเป็นสถานที่รับคำร้องขอความเป็นธรรม หรือแสดงความคิดเห็นต่างๆแทนการเดินทางเข้าในพื้นที่หวงห้ามหรือส่วนกลาง

สั่ง พศจ.จังหวัดห้ามพระร่วมธรรมกาย

มีรายงานว่า นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แจ้งหนังสือขอความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินงานตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 5/2560 จากกระทรวงยุติธรรม ไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) หนังสือดังกล่าว เป็นการขอความร่วมมือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ประสานไปยังมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อขอความร่วมมือดำเนินการเกี่ยวกับกรณีที่มีพระภิกษุสามเณร กระทำการหรือสนับสนุนอันเป็นการฝ่าฝืนการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ หรือกระทำการใดๆที่ผิดกฎหมาย หรือพระธรรมวินัย ทั้งขอความร่วมมือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ทุกจังหวัด ประชาสัมพันธ์ให้พระภิกษุสามเณรในจังหวัด เพื่อขอความร่วมมืองดเดินทางมาร่วมชุมนุมขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ณ วัดพระธรรมกายและบริเวณโดยรอบ เพราะการที่พระภิกษุและสามเณรมาร่วมชุมนุมและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่มีความผิดตามกฎหมาย ฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานและจะถูกดำเนินคดีต่อไป ทั้งขอให้ พศจ.ปทุมธานี สนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

พระแห่ทำหนังสือถึงนายกฯเลิก ม.44

ในส่วนของพระสงฆ์ที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้มาตรา 44 ของรัฐบาล เกี่ยวกับกรณีวัดพระธรรมกาย ยังคงมีออกมาอย่างต่อเนื่อง พระเทพมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดท่าตอน จ.เชียงใหม่ รองเจ้าคณะ จ.เชียงใหม่ ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอบิณฑบาตยกเลิกการใช้มาตรา 44 กับวัดและพระพุทธศาสนา ขอให้ใช้วิธีการสร้างสันติแก้ปัญหาที่ละมุนละม่อมกว่านี้ เช่นเดียวกับพระครูปริยัติภัทรคุณ เจ้าคณะ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้ระงับการใช้มาตรา 44 กับวัดพระธรรมกาย และขอให้ใช้วิธีการเจรจาอย่างสันติวิธีเช่นกัน

ธรรมกายต่างประเทศยังเคลื่อนไหว

ขณะที่เฟซบุ๊กเครือข่ายคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลก ยังคงรายงานความเคลื่อนไหวของคณะศิษย์ในประเทศต่างๆอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ล่าสุดเฟซบุ๊กดังกล่าว รายงานข้อมูลพร้อมภาพว่า เมื่อวันที่ 21 ก.พ.กลุ่มสายสัมพันธ์พุทธไทยในญี่ปุ่น และสมาคมอาสาสมัครเพื่อสันติภาพประเทศญี่ปุ่น พร้อมทั้งพุทธศาสนิกชนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น เดินทางไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว เพื่อยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมไปยังนายกรัฐมนตรี ขอให้ยุติการใช้มาตรา 44 และถอนกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารออกจากวัดพระธรรมกาย และยังเดินทางไปยื่นหนังสือที่องค์การสหประชาติกรุงโตเกียวด้วย

นายกฯขออย่าใช้กฎหมู่กดดัน

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีปัญหาวัดพระธรรมกายที่ยังคงยืดเยื้อว่า วันนี้ไม่อยากให้นำเสนอในเรื่องความขัดแย้ง ขอให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการ ขอร้องว่าอย่าให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเลย ขอให้เจ้าหน้าที่ทำงาน ประชาชน และพระต้องให้ความร่วมมือ เพราะถือเป็นการทำงานภายใต้กฎหมาย ตนไม่ต้องการให้ใช้กฎหมู่มากดดันเจ้าหน้าที่ ไม่เช่นนั้นจะทำงานยาก สุดท้ายจะเกิดการกระทบกระทั่งบาดเจ็บสูญเสีย ใครที่กำลังเชียร์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขณะนี้อย่าลืมว่าหากมีลูกหลานของตัวเองอยู่ในสถานการณ์และพื้นที่นั้นจะรู้สึกอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเจ้าหน้าที่ พระ หรือประชาชนที่เชื่อถือศรัทธา หากเกิดบาดเจ็บสูญเสียล้มตายลงไป แล้วจะทำอย่างไร ก็ต้องเสียใจ

แค่คนผิดมอบตัวปัญหาจบ

นายกฯกล่าวต่อว่า ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับคนที่กระทำความผิด หรือไม่ผิดต้องออกมาแสดงความบริสุทธิ์ให้ได้ แค่นั้นทุกเรื่องจะจบลง ให้ผู้กระทำความผิดออกมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ต้องเสียเวลา พลังงาน หรืองบประมาณในส่วนของภาครัฐ ไม่ทำก็ไม่ได้ อยากขอร้องสื่อมวลชนให้ลดการเสนอข่าวเรื่องนี้ ถ้าลดการเสนอลงไปได้ การสร้างแนวร่วมการสร้างมวลชนจะลดลง ตนรักชีวิตของคนทุกคนไม่ว่าจะเป็นใคร จะถูกหรือผิด เพราะเขาเป็นคนไทย ตนรักทุกคน เพียงแต่ว่าต้องรักษากฎหมาย กฎกติกาของบ้านเมือง เมื่อถามว่า นายกฯมอบนโยบายการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อย่างไรบ้าง ตอบว่า ให้ปฏิบัติหน้าที่และทำทุกอย่างตามกฎหมาย จากเบาไปหาหนัก ไตร่ตรอง และใคร่ครวญดู เพราะถ้าจะปฏิบัติแบบเบาไปทั้งหมดจะเกิดการยื้อเวลายาวนานไปหรือเปล่า แต่ถ้าหนักเกินไปจะเกิดความวุ่นวายกันหรือเปล่า ตรงนี้ต้องไปตัดสินใจเพราะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ต้องบังคับใช้กฎหมาย

ไม่ได้ทำลายสถานที่ทำบุญ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า ส่วนที่เหลือพวกเราต้องช่วยกันทำให้สังคมสงบให้ได้ สื่อต้องลดการเสนอข่าว เพราะวันนี้เจ้าหน้าที่ถอยหลังอีกแล้ว เสนอข่าวเช่นนี้เจ้าหน้าที่อึดอัดไม่มีใครอยากทำถ้าไม่ใช่กฎหมาย เจ้าหน้าที่เองก็มีครอบครัวมีลูกเมียเช่นกัน ไม่ต้องการให้ใครมาด่าหรือต่อว่า ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ สังคมต้องไปดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นถูกต้องหรือไม่ ควรต้องทำอย่างไร ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าไปทำลายทิ้งทั้งหมด มันไม่ใช่ สมมติว่าถ้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับสถานที่ โดยเฉพาะที่เป็นสถานที่ในการทำบุญ ขณะนี้ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน เพราะมีกฎหมายหลายฉบับเกี่ยวข้อง ถ้าไม่ผิดกฎหมายอะไรเลยก็ทำอะไรไม่ได้ มันเป็นเรื่องของบุคคล

“บิ๊กป้อม” ลั่น 1 ปีไม่จบก็ทำต่อ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการจับกุมพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ภายหลังดำเนินการปิดล้อมมาแล้วกว่า 1 สัปดาห์ว่า จะกี่สัปดาห์ก็ต้องทำ ผ่านไป 1 ปีแล้ว ถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องทำเรื่อยๆ เราลดปัญหาไม่ให้เกิดความรุนแรง ไม่ให้เกิดการบาดเจ็บล้มตาย แต่จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมาย เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครองกำลังดำเนินการอยู่ เมื่อถามว่า จะดำเนินการอย่างไรไม่ให้เกิดการยั่วยุ พล.อ.ประวิตรตอบว่า สื่อต้องไปบอกเขาให้เลิกยั่วยุ ให้ช่วยกัน อย่าไปสร้างความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ถ้าเราไม่ใช้กฎหมายจะทำงานต่อไม่ได้ หากยังหาตัวพระธัมมชโยไม่ได้ เรื่องนี้ก็ยังไม่จบ ถ้าชัดเจนว่าตรวจค้นทั้งหมดแล้วแต่ไม่เจอตัวแน่ เราจะเปิดให้เป็นพื้นที่ของประชาชนสามารถเข้าวัดได้เต็มที่

ยัน จนท.ต้องทำตามกฎหมาย

เมื่อถามว่า พระจำนวน 14 รูปที่ออกหมายเรียกไปก่อนหน้านี้ ถ้าไม่มาตามหมายเรียกจะออกหมายจับเลยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ยังไม่ออกหมายจับ เพราะทั้ง 14 รูปเริ่มเข้ามารายงานตัวบ้างแล้ว ส่วนการจับกุมประชาชนที่ขัดขวางเจ้าหน้าที่ไปแล้ว 20 คนนั้น เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ถ้าผิดต้องดำเนินการ เมื่อถามว่าขณะนี้มีประเด็นค่าอาหารเจ้าหน้าที่ถูกหักจากเบี้ยเลี้ยงจะตรวจสอบหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนจะให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเข้าไปตรวจสอบ

“วิษณุ” ไม่รู้ข้อเสนอแก้ พ.ร.บ.สงฆ์

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีข้อเสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.สงฆ์ เกี่ยวกับการห้ามพระรับมรดกและปัจจัย ควรให้ตกเป็นทรัพย์สินของวัดว่า ตนไม่ทราบรายละเอียด ทราบแต่ที่เป็นข่าว เกิดมาไม่เคยได้รับรายงานเป็นทางการ เรื่องนี้จึงไม่ขอให้ความเห็น ก่อนหน้านี้พูดคุยกับคณะสงฆ์เกี่ยวกับข้อเสนออย่างอื่น ประเด็นการบริจาคที่ดินให้กับวัด ในอดีตเคยมีปัญหามาแล้ว อย่างกรณีพระธัมมชโยถือครองที่ดินจนนำไปสู่การถูกดำเนินคดีและอัยการถอนฟ้องในที่สุด ส่วนปัญหาที่วัดทั่วไปคือ เมื่อประชาชนอยากบริจาคที่ให้วัด แต่ติดเงื่อนไขกฎหมายที่กำหนดว่า วัดสามารถถือครองที่ดินได้เท่าไหร่ ถ้าถือเกินต้องแจ้งไปยังกรมที่ดิน ถ้าจะนำที่มาใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่น การขาย ต้องขออนุญาตเป็นเรื่องยุ่งยาก ถ้ารีบนำที่ดินไปขายแล้วนำเงินให้วัด บางกรณีได้ราคาต่ำ จึงแก้ปัญหาด้วยการบริจาคที่ให้พระ แต่มีข้อเสียเสี่ยงจะเกิดการยักยอกเอาไว้เป็นของส่วนตัว เกิดปัญหาทางพระวินัย จึงให้การบ้านไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไปศึกษาเรื่องดังกล่าว แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป

สมช.รับห่วงมือที่สามแทรกป่วน

พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องมือที่สามเป็นสิ่งที่เรากังวล หน่วยงานด้านความมั่นคงต้องระวังทุกเรื่อง และต้องสืบทราบเพื่อไม่ให้เกิดสิ่งเลวร้ายที่เราไม่ต้องการ ในทางการข่าวเราต้องนึก ถึงเหตุการณ์ที่มันเลวร้ายไว้เพื่อป้องกันให้ได้ หน่วยงานด้านความมั่นคงต้องดูแลทุกที่ อยากให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมาย ผู้ที่มีหมายจับควรจะออกมามอบตัว เข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้อง สำหรับเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องดำเนินการตามหมายจับ ไม่เช่นนั้นจะมีความผิด ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ การเข้าไปจับกุมต้องไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน ส่วนพระธัมมชโยยังอยู่ในวัดหรือไม่ ยังตรวจสอบอยู่

พท.ซัดรัฐทำบาดใจชาวพุทธ

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การส่งกองกำลังไปไล่ล่าตรวจค้นในวัดธรรมกาย ถือเป็นการทำลายศรัทธาของประชาชนจำนวนมาก ที่เคารพในคำสอนและรักวัดพระธรรมกาย มีวัดมากมายในประเทศที่สร้างอยู่ในป่าสงวนฯ หรือในที่สาธารณะ รวมทั้งรับเงิน บริจาคไม่ต้องเสียภาษี ไม่เห็นว่ารัฐบาลจะตรวจสอบวัดอื่นบ้าง ทำแบบนี้บาดใจชาวพุทธ ถือเป็นการเลือกปฏิบัติกับวัดพระธรรมกายหรือไม่ ดังนั้นขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เลิกใช้อำนาจตามมาตรา 44 ขอให้ ใช้กฎหมายปกติดำเนินการ สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ เริ่มจะเลยเถิด สวนทางกับการสร้างความปรองดองอย่างสิ้นเชิง ถือเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของประเทศ อยากให้นึกถึงวันที่หมดจากอำนาจ จะสู้หน้าหรือตอบคำถามประชาชนอย่างไร

“มาร์ค” อยากให้สงฆ์แก้ปัญหาเอง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มาตรา 44 ใช้มาระยะหนึ่งแล้ว มองว่า มันไม่ค่อยต่างจากประกาศเขตความมั่นคง หรือภาวะฉุกเฉินสักเท่าไหร่ แต่มีความชัดเจนการกำหนดพื้นที่เพื่อให้ความมั่นใจกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายว่า ถ้ากระทำโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติไม่เกินกว่าเหตุจะได้รับการคุ้มครอง เพียงแต่ว่าพอเป็นมาตรา 44 ก็เป็นประเด็นขึ้นมา เพราะมันเป็นอำนาจพิเศษในภาวะการปฏิวัติรัฐประหาร สรุปขณะนี้ที่ติดตามมา แม้จะมีการปะทะหรือว่ามีความชุลมุนอยู่บ้าง ยังไม่เห็นลักษณะการใช้ความรุนแรง ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐรู้สึกเห็นใจ แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย เพราะเป็นความผิดของบุคคลที่มีหมายจับ แต่มีมิติคือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชาวพุทธ คาดหวังจะเห็นคณะสงฆ์ผู้ปกครองต้องสะสางด้วย อยากเห็นหลักการที่คณะสงฆ์ปกครองกันเองตามกฎหมาย สามารถเข้ามาแก้ไขปัญหากรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นกับพระพุทธศาสนา แง่ผิดเพี้ยนหลักธรรมคำสอนและเรื่องวินัยสงฆ์ อยากเห็นความสำเร็จการปกครองของคณะสงฆ์เอง เพราะเรื่องแบบนี้ ดีที่สุดคือ อย่าให้ฝ่ายบ้านเมืองและคนที่มีอำนาจรัฐต้องเข้าไปวุ่นวาย เพราะมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงควรเป็นทางสงฆ์ด้วยกันเอง

ทหารกระทบกระทั่งพระ-ศิษย์วัดพระธรรมกายอีกรอบ คราวนี้บริเวณประตูบุญรักษา ห่างจากประตู 1 ประมาณ 200 เมตร หลังทหารฝ่ารั้วสังกะสีเข้าไปตั้งแนววางรั้วลวดหนาม... 24 ก.พ. 2560 08:05 ไทยรัฐ