วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
หน.อุทยานฯ พีพี ยันขอย้ายเพราะสุขภาพ ภาคท่องเที่ยวเสนอแก้ม็อบเรือ

หน.อุทยานฯ พีพี ยันขอย้ายเพราะสุขภาพ ภาคท่องเที่ยวเสนอแก้ม็อบเรือ

  • Share:

หน.อุทยานฯ พีพี ยันขอย้ายเพราะมีปัญหาสุขภาพอย่างเดียว ไม่หวั่นอิทธิพล ด้านอธิบดีกรมอุทยานฯ เผยอยากคุยกับ หน.อุทยานฯ พีพีก่อน ระบุอยากให้ช่วยทำงานต่อ ด้านปัญหาม็อบเรือ ภาคท่องเที่ยวชี้ราคาเหมาะสมแล้ว แต่ต้องแก้ที่เรือตัดราคากันเอง

กรณี นายศรายุทธ ตันเถียร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ได้ทำหนังสือขอย้ายจากการทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานฯ ต่อ นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เนื่องจากปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่จนไม่มีเวลาพักผ่อน ทำให้มีปัญหาสุขภาพต้องพบแพทย์บ่อยครั้ง จึงมีความประสงค์ที่จะขอย้ายไปปฏิบัติราชการที่หน่วยงานอื่นนั้น

เมื่อวันที่ 23 ก.พ. นายศรายุทธ ตันเถียร หัวหน้าอุทยานฯ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี กล่าวว่า ตนมีความประสงค์จะขอย้ายจากการทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานฯ จริง เพราะมีปัญหาสุขภาพ เนื่องจากได้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าอุทยานฯ เป็นระยะเวลา 1 ปี 7 เดือน 28 วันแล้ว ซึ่งในทุกๆ วันไม่เคยได้หยุดพักผ่อน จะต้องมีปัญหาให้เข้ามาแก้ไขอย่างต่อเนื่อง เช่น การดูแลนักท่องเที่ยว การดูแลทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งการแก้ปัญหากับผู้ประกอบการบางราย ซึ่งล่าสุดตนไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ พบว่า ความดันขึ้นสูงถึง 170 จากเดิมที่ความดันเป็นปกติ แพทย์บอกว่าเป็นเพราะตนไม่ได้หยุดพักผ่อน มีความเครียด และไม่มีเวลาออกกำลังกาย จึงอยากขอย้ายเพื่อพักผ่อนร่างกายบ้าง

นายศรายุทธ กล่าวอีกว่า ขณะที่ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ และนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้ลงพื้นที่มาตรวจเยี่ยมเพื่อเป็นขวัญกำลังใจมาโดยตลอด แต่ขณะนี้สุขภาพตนแย่มาก ต้องไปพบแพทย์บ่อยครั้ง หากปล่อยไว้อาจทำให้ร่างกายทรุดกว่าเดิม ส่วนจะย้ายไปตำแหน่งไหนนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของอธิบดีกรมอุทยานฯ

เมื่อถามว่ามีผู้อิทธิพลในพื้นที่เข้ามาคุกคามจนต้องทำเรื่องขอย้ายหรือไม่ หน.อุทยานฯ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี กล่าวว่า ตนไม่เกรงกลัวต่อผู้อิทธิพลในพื้นที่ทั้งสิ้น ขณะที่ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ก็ดีต่อกัน ผู้ประกอบการบางรายก็ให้ความร่วมมือ จัดระเบียบเรือเรียบร้อยดี มีแค่บางส่วนเท่านั้นที่มีปัญหาบ้าง แต่ก็เจรจาเรียบร้อยแล้วเช่นกัน ดังนั้นการขอย้ายของตนจึงมีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ด้านนายธัญญา กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับหนังสือขอย้ายจาก นายศรายุทธ แล้ว แต่อยากให้มีการพูดคุยกันก่อนว่ามีสาเหตุมาจากเรื่องอะไรบ้าง ตนและนายศรายุทธ เข้ามาทำหน้าที่ในช่วงรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งได้พัฒนาอุทยานฯ ให้ดีขึ้น นายศรายุทธ เป็นหัวหน้าอุทยานฯ ที่มีความโดดเด่น เป็นที่ยอมรับ และเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบอุทยานหลายอย่างให้ดีขึ้น เช่น การจัดเก็บรายได้ที่สูงขึ้นกว่า 500 ล้านบาท การฟื้นฟูปะการังฟอกขาว เป็นต้น นับเป็นอุทยานฯ ต้นแบบที่หลายอุทยานฯ ต้องนำไปเป็นตัวอย่าง

“เรื่องปัญหาผู้ประกอบการที่มาเรียกร้องขอลดค่าธรรมเนียมนั้น กรมอุทยานฯ ยังยืนยันเหมือนเดิมว่าลดค่าธรรมเนียมไม่ได้ เนื่องจากราคาเหมาะสมกับสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว ซึ่งนายศรายุทธ ก็ได้เจรจากับผู้ประกอบการเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ก็เข้าสู่ภาวะปกติเหมือนเดิม เชื่อว่าไม่มีผู้มีอิทธิพลเข้ามาข่มขู่นายศรายุทธ จนทำให้ต้องขอโยกย้ายแต่อย่างใด” นายธัญญา กล่าว

ขณะที่ ความคืบหน้าหลังจากมีการประท้วงของกลุ่มชาวเรือนำเที่ยวที่ขอลดค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพีของชาวต่างชาติ จากปกติผู้ใหญ่ 400 บาท เหลือ 200 บาท และเด็ก 200 บาท เหลือ 100 บาท และได้ข้อสรุปเบื้องต้นให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชพิจารณา ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 20 วัน  

นายเอกวิทย์ ภิญโญธรรมโนทัย ที่ปรึกษาสมาคมโรงแรม และสมาคมท่องเที่ยว จ.กระบี่ อดีตนายกสมาคมโรงแรม จ.กระบี่ กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้มาจากเรื่องของราคาค่าธรรมเนียม เพราะราคา 400 บาท ถือว่าไม่แพงหากนักท่องเที่ยวต้องการไปจริงๆ แต่เกิดจากการที่มีเรือจำนวนมาก และเรือมี 2 ประเภทคือ หางยาว และ สปีดโบ๊ต ซึ่งพบว่า ราคาไม่แตกต่างกันมาก มีการตัดราคากัน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเลือกที่จะไปกับเรือสปีดโบ๊ตมากกว่า เนื่องจากความสะดวกสบาย เพราะบางรายขายห่างกับเรือหางยาวแค่ 200-300 บาทต่อหัวเท่านั้น ซึ่งกรณีนี้ทำให้นักท่องเที่ยวกระจายตัว จนส่งผลกระทบดังกล่าว

นายเอกวิทย์ กล่าวอีกว่า สำหรับการแก้ไขปัญหา ต้องแก้เป็นขั้นตอน และภาครัฐต้องเข้ามามีส่วนจัดการ เช่น การควบคุมจำนวนเรือที่ต้องไม่มากเกินไป การกำหนดราคาขายให้ชัดเจน นอกจากนั้น ขอแนะนำให้ใช้สมาร์ทการ์ด สำหรับการจ่ายเงินเข้าพื้นที่อุทยานตามเกาะต่างๆ เพื่อไม่ให้มีการจ่ายที่ปลายทาง ป้องกันการทุจริต และยังกำหนดให้แต่ละเกาะ แต่ละจุดดำน้ำเข้าได้ทีละกี่คน ตรงจุดนี้ก็เหมือนที่หลายประเทศทำกัน และได้ผล หากทำได้เชื่อว่าการท่องเที่ยวจะยั่งยืน.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้