วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฉางต่วนจิง บทที่ 59

ฉางต่วนจิง (สำนักพิมพ์เต๋าประยุกต์ พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ.2549) ชื่อคัมภีร์โบราณที่ว่าด้วยศาสตร์แห่งการยืดหยุ่นและพลิกแพลง ปราชญ์สมัยราชวงศ์ถัง “เจ้าหยุย” เขียนไว้

บทที่ 59 อธิคม สวัสดิญาณ แปลเป็นภาษาไทยไว้ดังนี้

“ซุนวู” กล่าวการล้อมข้าศึกนั้น ต้องเปิดช่องให้ถอย เราจะอธิบาย ให้แจ่มแจ้งได้อย่างไร

ฮั่นตง ขุนพลกองทัพโพกผ้าเหลือง ฝ่ายกบฏ ยกทัพเข้ายึดเมืองอ้วนเซีย ฝ่ายรัฐบาลส่งจูฮี และเตียวเฉียว นำกำลังเข้าล้อมเมืองอ้วนเซียไว้หลายชั้น เริ่มแผนลวง สั่งรัวกลองจะเข้าตีทิศตะวันตกเฉียงใต้ โจรกบฏหลงกล ยกพลไปรวมสู้ ขณะจูฮีสั่งกำลังบุกโจมตี จุดมีกำลังเบาบาง ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

ฝ่ายกบฏแพ้พ่าย ทิ้งเมืองอ้วนเซีย ถอยไปตั้งรับในที่มั่นใหม่ เมืองเซียวเสีย ฝ่ายกบฏส่งคนมาติดต่อจูฮี และเตียวเฉียวขอยอมจำนน หลายขุนพลเห็นดี แต่จูฮี ขุนพลใหญ่ คนเดียวเห็นต่าง

จูฮีมีตัวอย่างสมัยเซี่ยงหวี่ก่อการ ราษฎรยังไม่มีเจ้านายแน่ชัด จึงใช้นโยบายตกรางวัลผู้ยอมจำนนสวามิภักดิ์ แต่เวลานี้บ้านเมืองเป็นปึกแผ่น มีแต่กองโจรก่อความวุ่นวาย การให้ยอมจำนน โจรก็จะกำเริบเสิบสาน

เมื่อได้เปรียบก็จะโจมตีเรา เมื่อเสียเปรียบก็แสร้งยอมจำนน

เสียงเดียวแต่ก็เสียงดังเหตุผลฟังได้ จูฮีและเตียวเฉียวสั่งกำลังโหมโจมตี แต่โหมเท่าไหร่ก็ตีไม่แตก

จูฮีหารือกับเตียวเฉียวว่า เหตุที่หักเอาข้าศึกเสียไม่ได้เพราะไพร่พล 10 หมื่น สามัคคีรวมใจกันเป็นหนึ่ง เมื่อจะหนีก็หนีไม่ได้ จะยอมจำนนเราก็ไม่รับ จึงเสี่ยงชีวิตสู้ตาย วิธีล้อมตายให้โทษแก่เราเอง

จูฮีใช้แผนใหม่สั่งถอนกำลังล้อมเมือง โจรโพกผ้าเหลืองเห็นช่องทางก็แตกหนี ฝ่ายรัฐบาลก็ได้ที ส่งทหารไล่โจมตีกองทัพฮั่นตงแตกพ่าย

ผมอ่าน ฉางต่วนจิง บทที่ 59 ล้อมทัพเปิดช่องแล้ว นึกถึงกองทัพรัฐบาล ทั้งตำรวจทหารห้าพัน ที่โหมประโคมเข้าประชิดติดพันวัดพระธรรมกายครับ

เมื่อหาตัวธัมมชโย ที่ต้องหาคดีฉ้อโกง...ไม่ได้ ฝ่ายรัฐก็แจ้งข้อหา 14 พระผู้ใหญ่ในวัด...โดยใช้คำในภาษากฎหมายว่า “เรียก” ให้มาให้ปากคำ

ตำรวจ “เรียก” สื่อก็ “เรียก” ตาม เด็กวัดเก่าอย่างผมฟังแล้วสะดุดใจ...คำ “เรียก” นั้นใช้กับผู้ต้องหาที่เป็นคนธรรมดา พระ 14 รูปนั้น เจอแค่ข้อหา...จะหนักเบาแค่ไหน ยังไม่ยุติ

แต่พอเข้าใจว่าน่าจะไม่ใช่ข้อหาโกงเงิน โทษทางพระปาราชิก คือขาดจากความเป็นพระ

ภาษาที่สื่อกับ 14 พระ ผมว่านะ น่าจะฟังรื่นหูมากกว่า ถ้าใช้คำว่านิมนต์

แต่ประเด็น “เรียกพระ” ยังไม่ใช่ประเด็นใหญ่เท่ากับท่าทีคล้ายๆว่า นอกจากจะจับอดีตธัมมชโยให้ได้แล้ว ยังตั้งใจจะสลาย...วัดพระธรรมกาย พร้อมกันไปด้วย

ท่าทีนี้แหละครับ...ที่ก่อปฏิกิริยาให้พระและสานุศิษย์ธรรมกาย ...ไม่ยอม

แน่ใจแค่ไหน ฝ่ายพระด้วยกัน โดยเฉพาะพระคณะสงฆ์มหานิกาย จะเป็นใจกับฝ่ายรัฐเต็มที่ ท่าทีเจ้าคณะหน เจ้าคณะจังหวัด...ที่ดูจะเออออกับรัฐ ผมมองเป็นท่าทีที่ขัดอำนาจรัฐไม่ได้มากกว่า

วัดพระธรรมกายที่ดูใหญ่โตโอ่โถงกว่าวัดธรรมดาๆนั้น ยังเป็นวัดที่มีวัตรปฏิบัติ กลมกลืนอยู่กับวัดมหานิกายทั่วไป พรมน้ำมนต์ เสกเป่า ปั๊มพระเครื่องจำหน่ายหาเงินเข้าวัด...เหมือนๆกัน

ถ้าธรรมกายเป็นเล็บ มหานิกายก็เป็นเนื้อ คำโบราณว่า หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ

ถ้าเข้าใจตามนี้ ก็ต้องแยกข้อหาอดีตสมภาร...ออกจากวัดพระธรรมกาย ศิษย์วัด ญาติโยม รวมถึงพระอื่นๆจะผิดหนักเบาแค่ไหน ก็ว่ากันไป แต่ที่แน่ๆ ถ้าเป็นพระคงไม่ปาราชิก คือไม่ใช่พระเสียทุกองค์

ถ้าปฏิบัติได้ตามนี้ โอกาสจะจบเรื่องธรรมกาย...ก็คงจะเกิดได้ในไม่ช้า.

กิเลน ประลองเชิง

23 ก.พ. 2560 10:59 ไทยรัฐ