วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทหารบีบการเมือง ปฏิรูปตัวเอง! 'ต้านถ่านหิน' จี้ตั้งคนกลาง ทําอีเอชไอเอ

“ประวิตร” ตอกฝาโลงปรองดองไม่เกี่ยวนิรโทษกรรม สวน พท.มีข้อเสนออะไรส่งตรงอนุ กก.ชุดปลัดกลาโหม “คงชีพ” เมิน “ตู่” ขอพบ “บิ๊กป้อม” ตั้งแง่เพื่อไทยระบุร่วมวง 8 มี.ค. อนุกรรมการจะเป็นคนกำหนดเอง สรุปเสียงสะท้อนพรรคเล็ก ซัดเปรี้ยงการไม่เคารพสิทธิ-กฎหมาย-คอร์รัปชัน ต้นตอไฟขัดแย้ง ชี้กลุ่มการเมืองใหม่-เก่าแย่งชิงผลประโยชน์ ใช้เกมรวบรัดอำนาจผ่านการแทรกแซงองค์กรอิสระสองมาตรฐาน ไม่เป็นกลาง ล็อกเป้าต้องปฏิรูปการเมืองก่อน กระตุกเลิกทำการเมืองเชิงธุรกิจ ผูกขาดอำนาจรัฐ “วิษณุ” ท้าใครไม่พอใจยื่นขอทุเลายึดทรัพย์จีทูจีข้าว ส.ศิวรักษ์นำทีมขึ้นศาลขอนแก่น หอบเงิน 7 แสน พร้อมคำรับรองขอประกันตัว “ไผ่ ดาวดิน” ศาลยกคำร้องนอนคุกต่อ เครือข่ายต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินจี้ตั้ง กก.กลางศึกษาอีไอเอ-อีเอชไอเอ ไม่ให้ กฟผ.ว่าจ้างบริษัทจัดทำการรับฟังความคิดเห็นเรื่องการสร้างความปรองดองจากพรรคการเมือง ดำเนินการมาได้ระยะหนึ่ง คณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในชุดคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองได้สรุปรวบรวมความเห็นของพรรคการเมืองขนาดเล็ก มีความเห็นตรงกันว่า การปฏิรูปต้องทำพร้อมกันทุกกลุ่มทุกฝ่าย โดยการเมืองต้องปฏิรูปก่อน

“บิ๊กป้อม” ย้ำปรองดองไม่เกี่ยวนิรโทษ

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 22 ก.พ.ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยระบุว่า ถ้าไม่มีนิรโทษกรรมปรองดองจะไม่เกิดว่า หากพรรคเพื่อไทยมีข้อเสนอให้ไปเสนอกับคณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกลาโหม เป็นประธานคณะอนุกรรมการ แต่ก่อนหน้านี้ตนเคยบอกไปแล้วว่าการสร้างความปรองดองนั้นจะไม่มีการเกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรม

พรรคเล็กแยก 5 กลุ่มต้นตอขัดแย้ง

เมื่อเวลา 12.00 น.ที่กระทรวงกลาโหม พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะโฆษกในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในชุดคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง แถลงข่าวภายหลังพรรค การเมืองขนาดเล็ก ประกอบด้วย พรรคประชาสามัคคี พรรคประชาธรรม พรรคประชาธิปไตยประชาชน พรรคปฏิรูปไท พรรคคนกีฬา และพรรคเพื่อชีวิต เข้าเสนอแนะแนวทางการปรองดอง เมื่อวันที่ 20-21 ก.พ.ว่า ตัวแทนพรรคเล็กสะท้อนมุมมองว่า การไม่เคารพสิทธิ กฎหมาย และทุจริตคอร์รัปชันคือ ปัญหาความขัดแย้ง และมองโครงสร้างการเมืองเชิงระบบแบ่งเป็น 5 กลุ่ม คือ กลุ่มการเมืองเก่า กลุ่มการเมืองใหม่ กลุ่มประชาชน องค์กรอิสระ และกลุ่มผู้สนับสนุนทุนการเมือง โดยกลุ่มประชาชนมีพื้นฐานความเหลื่อมล้ำทางสังคม ขาดโอกาสการศึกษา การเข้าถึงสาธารณสุข ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดิน และการเข้าถึงแหล่งทุน ขณะที่การสูญเสียประโยชน์ของกลุ่มการเมืองเก่า และการได้ประโยชน์ของกลุ่มการเมืองใหม่ เป็นรอยต่อของความขัดแย้ง เนื่องจากกลุ่มการเมืองใหม่ต้องการรวบรัดอำนาจ เลยเกิดปัญหาตามมา ทั้งการใช้กลไกกฎหมาย แทรกแซงองค์กรอิสระ เกิดการทุจริตคอร์รัปชันทั้ง 2 ฝ่าย ท้ายที่สุดก็ไม่ยอมรับกติกาต่อกัน

ชี้เป้าต้องปฏิรูปการเมืองก่อน

พล.ต.คงชีพกล่าวว่า องค์กรอิสระถูกแทรกแซง ไม่วางตัวเป็นกลาง ขาดความน่าเชื่อถือ ไม่มีความเป็นธรรมสองมาตรฐาน จนทำให้องค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญไม่ได้รับการยอมรับจากคนในสังคม ขณะเดียวกันกลุ่มทุนที่สนับสนุนการเมืองทั้ง 2 ฝ่ายต้องการโอกาสธุรกิจ เกิดเป็นกลุ่มทุนใหญ่สร้างความเหลื่อมล้ำทางธุรกิจ ทำให้แข่งอย่างไม่เท่าเทียมกัน ทุกพรรคเห็นตรงกันว่า การปฏิรูปต้องทำพร้อมกันทุกกลุ่มทุกฝ่าย โดยการเมืองต้องปฏิรูปก่อน ระบบการเมืองไม่มีปัญหา แต่มีปัญหาอยู่ที่ตัวบุคคล พรรคจำเป็นต้องคัดคนมีคุณภาพ น่าเชื่อถือมาให้ประชาชนเลือก ไม่ทำการเมืองเชิงธุรกิจ ไม่ผูกขาดอำนาจรัฐ ต้องยึดโยงหลักนิติรัฐ นิติธรรม คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก ในที่นี้การคืนอำนาจประชาธิปไตยเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมควรดำเนินการตั้งแต่ระดับท้องถิ่นควบคู่ไปกับการเมืองส่วนกลาง ขอให้ทุกพรรคเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นอย่างไม่มีอคติ นำปัญหาในอดีตมาเป็นข้อพิจารณาและสิ่งที่ละเลยไม่ได้คือ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกิดจากเหตุการณ์ทางการเมือง ทั้งนี้กระบวนการสร้างความปรองดองเป็นของประชาชน อยากให้ช่วยกันเดินหน้าประคับประคอง โดยไม่สร้างเงื่อนไขและยืนยันว่ากระบวนการดังกล่าวทุกกลุ่มมีความตั้งใจ เป็นกลาง พร้อมทั้งเปิดกว้างรับฟังทุกฝ่ายโดยให้อิสระเสนอความคิดเห็นอย่างไม่จำกัด

อนุ กก.จะเคาะเอง พท.ร่วมวันไหน

พล.ต.คงชีพกล่าวว่า วันที่ 23 ก.พ. เวลา 13.30-16.30 น. จะเชิญพรรคกสิกรไทย พรรคประชาชนไทย และพรรคเพื่อฟ้าดิน วันที่ 24 ก.พ. เชิญพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรครักษ์ท้องถิ่นไทย และพรรคไทยรักธรรม เข้าร่วมหารือที่ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม ส่วนกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. จะเข้าพบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม อยากถามว่าจะมาพบเรื่องอะไร ถ้าอยากคุยเรื่องปรองดองเรามีช่องทางให้อยู่แล้ว ทั้งระดับส่วนท้องถิ่นและระดับส่วนกลาง สำหรับพรรคเพื่อไทยที่ตอบรับหนังสือเชิญจะมาแสดงความคิดเห็นวันที่ 8 มี.ค. คณะอนุกรรมการจะเป็นผู้กำหนด และแจ้งไปยังพรรคเพื่อไทยอีกที ให้สะดวกทั้ง 2 ฝ่าย

“จ้อน” โต้ “อ๋อย” งานปฏิรูปวิ่งฉิว

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คนที่ 1 กล่าวถึงกรณีนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกฯและแกนนำพรรคเพื่อไทย วิจารณ์การปฏิรูปไร้ทิศทางทำประเทศล้าหลังว่า นายจาตุรนต์คงตกข่าวหรือมุ่งดีสเครดิตรัฐบาล การปฏิรูปซ่อมสร้างประเทศเดินมากว่า 2 ปี ตั้งแต่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จนถึง สปท. ได้เปิดเวทีแสดงความเห็นเรื่องปฏิรูปทั้ง 11 ด้านครบทุกจังหวัดกว่า 1,000 เวที ยกระดับประเทศให้ทันสมัยเพิ่มขีดความสามารถทุกด้าน มีทิศทางมุ่งเป้าหมายสู่การก้าวพ้นจากประเทศรายได้ปานกลางที่ติดหล่มไปสู่ประเทศรายได้สูงโดยสงบสันติยั่งยืน การแข่งขันทางการค้าดีขึ้นจนแซงเกาหลีใต้เป็นครั้งแรก เศรษฐกิจกลับมีเสถียรภาพขยายตัวต่อเนื่อง ระบบสุขภาพปฏิรูปให้คนยากจนได้รับการดูแลดีขึ้นจนองค์การอนามัยโลกจัดให้ไทยอยู่อันดับ 4 ของโลก แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังต้องแก้ไข จึงไม่ใช่เรื่องที่จะมาดูถูกดูแคลน ดีสเครดิตการปฏิรูปเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่ยุติธรรมต่อทุกภาคส่วนที่ต่างทุ่มเททำงานมากว่า 2 ปี

สนช.–สปท.เสวนา ก.ม.ข้อมูลสาธารณะ

เมื่อเวลา 09.00 น.ที่รัฐสภา คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานภาครัฐ ในคณะกรรมการประสานงานระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จัดเสวนา “ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. ... กลไกสำคัญในการตอบโจทย์การปฏิรูปภาครัฐ มุ่งสู่ Thailand 4.0” โดยนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่หนึ่ง กล่าวเปิดการเสวนาตอนหนึ่งว่า หลักการของร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ต้องการให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจสอบการบริหารงานภาครัฐและทุจริตคอร์รัปชัน โดยให้อำนาจกับประชาชนมากขึ้น แต่ต้องแยกระหว่างข้อมูลข่าวสารที่เป็นสาธารณะกับข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสารสาธารณะที่อาจเปิดเผยมากขึ้นในยุคนี้ การนำไปใช้จึงต้องระมัดระวัง ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และไม่ให้นำไปใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวที่จะเป็นการขัดกันของผลประโยชน์ตามกฎหมาย และต้องไม่ให้นำข้อมูลไปบิดเบือนสู่สาธารณะเช่นกัน

แนะคิดนอกกรอบ–หาเทคโนโลยีใหม่

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาธารณะทำไมต้องปฏิรูป” ว่า ในร่างรัฐธรรมนูญ จะกำหนดสิทธิหน้าที่แก่ประชาชนมากขึ้นต่อการเข้าถึงการรับรู้และมีส่วนร่วมดูแลบ้านเมือง จากเดิมทุกคนคิดว่างานของบ้านเมืองควรอยู่ในมือข้าราชการ และที่ผ่านมากฎหมายเขียนว่า หากประชาชนไม่พึงกระทำตามจะมีความผิด แต่ถามว่ากฎหมายเคยเขียนไว้หรือไม่ว่าหากเจ้าหน้าที่หรือข้าราชการผู้ใดไม่อำนวยความสะดวกให้ราษฎรจะโดนลงโทษอย่างไร แต่ตอนนี้เรากำลังจะเขียน ต้องทำให้ละเอียดรอบคอบและต้องฟังเสียงประชาชน อย่าไปมองเรื่องให้อำนาจรัฐอย่างเดียว และเท่าที่ดู พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะฉบับใหม่นี้จะถึงไทยแลนด์ 4.0 จริงหรือไม่นั้น หากยังให้แต่ละหน่วยราชการเป็นผู้เปิดเผย ข้อมูลกันเองตามช่องทางที่รัฐกำหนดไว้ ถ้ายังทำแบบเดิม ยืนยันว่าคงไม่ถึง 4.0 ฉะนั้นควรหาแนวทางที่มีคนที่คิดนอกกรอบ คิดเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อกระตุ้นประชาชนให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารมากขึ้น

“มีชัย” ยันร่าง รธน.ไม่ได้ควบคุมสื่อ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด แต่การเอาปลัดกระทรวงเข้ามาขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ยืนยันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ ไม่ได้ระบุถึงการควบคุมสื่อ มีแต่เรื่องของจรรยาบรรณที่สื่อต้องไปคิดกันเอาเองว่าจะควบคุมจรรยาบรรณสื่ออย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ เพราะหากมีการทำผิดและใช้วิธีการลาออกไม่สามารถแก้ปัญหาได้ สื่อเองต้องมีสิทธิเสรีภาพ และจรรยาบรรณด้วย ส่วนกรณีที่ สนช.กังวลต่อมาตรา 77 วรรคสองของร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ก่อนตรากฎหมาย ต้องจัดรับฟังความเห็นของผู้เกี่ยวข้อง ต้องวิเคราะห์ผลกระทบต่อกฎหมายอย่างรอบด้าน เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาในการปฏิบัติ สนช.ไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก การรับฟังไม่ใช่ของเสียหาย การเปิดเผยข้อมูลเปิดเผยได้ทั้งโทรทัศน์และเว็บไซต์ให้ประชาชนรับทราบ

กมธ.ตั้งทีมแก้ พ.ร.บ.สงฆ์

พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงข้อเสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.สงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 รวม 2 มาตรา เกี่ยวกับการห้ามพระสงฆ์รับมรดกจากบรรพบุรุษและห้ามรับปัจจัยที่มีมูลค่ามาก ควรให้ตกเป็นทรัพย์สินของวัดแทนว่า เป็นเพียงข้อเสนอจากนายจรัญ ภักดีธนากุล คณะทำงานปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา สนช. ส่งให้ กมธ.ศาสนาฯพิจารณายังไม่ได้ข้อยุติ จึงตั้งคณะทำงานศึกษามีนายสมพร เทพสิทธา รองประธาน กมธ.ศาสนาฯ เป็นประธาน พิจารณาข้อดีข้อเสียและรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายรอบด้านเพื่อความเป็นธรรม โปร่งใส ขณะนี้ยังไม่มีการแก้ไขกฎหมาย ยืนยันข้อเสนอนี้ไม่ได้เป็นผลมาจากปัญหาวัดพระธรรมกาย ศึกษามาก่อนหน้าแล้ว

“วิษณุ” ท้ายื่นทุเลายึดทรัพย์จีทูจีข้าว

เมื่อเวลา 12.20 น. ที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีกรมการค้าต่างประเทศส่งหนังสือมอบอำนาจยึดทรัพย์ให้กรมบังคับคดีดำเนินการโครงการจำนำข้าวว่า ข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวตนไม่ทราบ แต่ตามหลักเกณฑ์ เมื่อมีคำสั่งทางปกครองต้องให้เวลาเขาปฏิบัติตาม ครบ 45 วันหากไม่มีการชำระถึงจะดำเนินการตามคำสั่ง หมายความว่ามีอำนาจแล้วแต่ไม่ใช่ไปยึดเลยเพราะยังไม่รู้ว่าทรัพย์สินมีอะไรบ้าง ต้องมีกระบวนการสืบทรัพย์ เสร็จเมื่อไหร่ยึดเมื่อนั้น มีระยะเวลา 10 ปี ใครไม่พอใจมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลปกครองขอให้ทุเลาหรือคุ้มครองชั่วคราว ถ้าศาลเห็นด้วยก็สั่งออกมา ต้องปฏิบัติตามศาล

จ่อผุดหน่วยงานตรวจสอบจัดซื้อ

นายวิษณุยังกล่าวถึง กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เตรียมออกคำสั่ง ม.44 ควบคุมการลงทุนที่มีมูลค่าสูงป้องกันการทุจริตว่า สิ่งที่รัฐบาลเป็นห่วงมากคือการจัดซื้อจัดจ้าง ที่ผ่านมาได้ใช้มาตรา 44 สั่งพักงานเจ้าหน้าที่ในส่วนราชการ เพื่อรอการสอบสวนมาแล้ว ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ที่การจัดซื้อจัดจ้างจะเป็นโครงการขนาดเล็กหรือขนาดกลาง มาตรการที่มีอยู่รับมือได้อยู่แล้ว แต่ที่นายกฯเป็นห่วงคือการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจและภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการที่มีมูลค่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป การจัดซื้อจัดจ้างให้ดำเนินการตามปกติ แต่จะให้มีหน่วยงานถาวรเข้าไปตรวจสอบ และรับเรื่องร้องเรียนได้ แต่ไม่ตั้งเป็นองค์กรใหม่ ให้เป็นเพียงคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่ง เมื่อกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ใช้บังคับใช้ คณะทำงานนี้จะไปอยู่ในส่วนนั้น ครอบคลุมไปถึงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่ระเบียบพัสดุไม่ครอบคลุมด้วย แต่เมื่อกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างประกาศแล้วยังมีเวลา 180 วันกว่าจะใช้บังคับ นายกฯจึงคิดจะสร้างกระบวนการอะไรขึ้นมาดูแลในส่วนนี้ และต้องมีอำนาจทางกฎหมายในการยับยั้งโครงการได้ จึงอาจต้องออกเป็นกฎหมายโดยใช้อำนาจมาตรา 44 มาดำเนินการ เพราะหากออกเป็น พ.ร.บ.จะใช้เวลานาน กำลังคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการ ตั้งใจจะออกมาให้เร็วที่สุด และการพิจารณาของหน่วยงานนี้ กำลังคิดว่าเรื่องแบบไหนให้รายงานนายกฯ รายงานคณะรัฐมนตรี หรือเจ้ากระทรวง แบบใดสั่งแก้ไขได้เลย

รบ.ปัดไร้แนวคิดโละบัตรทอง

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวงบประมาณรายหัวหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง ได้รับการจัดสรรไม่เพียงพอ เป็นภาระงบประมาณ และรัฐบาลพยายามจะล้มเลิกโครงการบัตรทองว่า ไม่เป็นความจริง กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติร่วมมือกันอย่างดี ในการดูแลประชาชนและได้ปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ดีขึ้นด้วย งบประมาณปี 61 กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้รับการจัดสรร 128,533 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่
ผ่านมา ประชาชนยังได้รับสิทธิเช่นเดิม และได้รับสิทธิเพิ่มขึ้น คือค่าบริการวัคซีนมะเร็งปากมดลูก ค่าบริการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ และค่าบริการเจ็บป่วยฉุกเฉิน

พท.จับตาล้ม 30 บาทรักษาทุกโรค

ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต ทีมสำนักเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ทราบว่ารัฐบาลพูดความจริงมากน้อยแค่ไหน เรื่องไม่ตัดงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค หลังจากนี้พรรคเพื่อไทยจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดว่าไม่มีการตัดงบประมาณจริงหรือไม่ และประชาชนจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างที่รัฐบาลกล่าวอ้างหรือไม่ ซึ่งพรรคเห็นว่าไม่ควรตัดงบประมาณในส่วนนี้ เพราะเป็นโครงการที่ชาวบ้านได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังเป็นโครงการที่ได้รับการชื่นชมจากประชาคมโลก และที่สำคัญคนไทยส่วนใหญ่พึงพอใจกับโครงการนี้ เพราะทำให้เข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ในยามฉุกเฉิน แม้จะมีข้อจำกัดทางการเงิน แต่รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใด จะเป็นเผด็จการหรือไม่ ก็ควรเห็นความสำคัญ อย่าล้มโครงการนี้ เพียงเพราะรังเกียจว่าเป็นโครงการที่พรรคไทยรักไทยคิดขึ้นมาในอดีต

“ศานิตย์” ส่งหนังสือแจงผู้ตรวจการฯ

นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยความคืบหน้าในการตรวจสอบกรณีเรื่องร้องเรียนว่า พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. เป็นที่ปรึกษาบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) รับเงินเดือน เดือนละ 50,000 บาทว่าได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินว่า พล.ต.ท.ศานิตย์ ได้ทำหนังสือชี้แจงมาแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาหนังสือ ซึ่งจะนำเรื่องดังกล่าวรายงานต่อผู้ตรวจการแผ่นดินอีกครั้งหนึ่ง ขณะนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีข้อมูลจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และข้อมูลจาก พล.ต.ท.ศานิตย์แล้ว แต่ยังขาดข้อมูลจากสำนักงาน ป.ป.ช. ที่ยังไม่ส่งมา ก็ต้องรอข้อมูลจาก ป.ป.ช. เพื่อมาเทียบเคียงกันทั้งหมด อย่างไรก็ตามจะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้ารายงานต่อที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินในวันที่ 28 ก.พ. คาดว่าการพิจารณาเรื่องดังกล่าวเสร็จก่อนรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้

ยื่นประกันตัว “ไผ่ ดาวดิน”

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น นายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดา นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ผู้ต้องหาในความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พร้อมด้วยนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ นักวิชาการอิสระ และนายแสงชัย รัตนเสรีวงษ์ ทนายความ เข้ายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุญาตพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราว “ไผ่ ดาวดิน” พร้อมนำหลักทรัพย์เงินสด 7 แสนบาท และเอกสารรับรองความประพฤติจากนายโคทม อารียา นายเอกพันธ์ ปิณฑวณิช ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล และนพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อให้ศาลพิจารณา มีนักศึกษากลุ่มดาวดิน มหา-วิทยาลัยขอนแก่น เดินทางมาให้กำลังใจและร่วมรับฟังคำสั่งศาลเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ศาลพิจารณาคำร้องและเอกสารนาน 20 นาที มีคำสั่งยืนตามคำสั่งเดิมไม่อนุญาตให้ประกันตัวจำเลย

ศาลยกคำร้องนอนคุกต่อ

นายแสงชัย รัตนเสรีวงษ์ ทนายความ เปิดเผยว่า ครอบครัวจำเลยและทีมทนายความ ร่วมกันเตรียมเอกสารหลักฐานเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลครั้งที่ 7 เรามั่นใจในเอกสารเนื่องจากมีเอกสารรับรองจากนักวิชาการและบุคคลที่น่าเชื่อถือ เพื่อยืนยันว่าจำเลยจะไม่หลบหนี รวมถึงเพิ่มวงเงินประกันจากเดิม 4 แสนบาท เป็น 7 แสนบาท แต่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทำให้จำเลยยังคงต้องถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางขอนแก่นต่อไปจนถึงวันพิจารณาคดีครั้งแรก 21 มี.ค. สำหรับสำนวนของโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยว่ามีการโพสต์ข้อความผิดมาตรา 112 แท้จริงคือการคัดลอกข้อความจากเว็บไซต์บีบีซีไทย ขณะนี้ทีมทนายความเร่งหาเอกสารและหลักฐาน เพื่อมาหักล้าง และชี้แจงต่อศาลในการนัดพิจารณาคดีที่กำลังจะมาถึง

“บิ๊กตู่” หารือ รมว.กห.เวียดนาม

เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.โง ซวน หลิก รมว.กลาโหมเวียดนาม เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยนายกฯฝากความระลึกถึงและชื่นชมผลงานการทำงานของนายเหวียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรีเวียดนาม โดยย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการเพิ่มมูลค่าทางการค้ากับเวียดนามเป็น 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี พ.ศ.2563 ตามที่เคยตั้งเป้าและหารือร่วมกับฝ่ายเวียดนาม โดย รมว.กลาโหมเวียดนาม แสดงความเสียใจต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นายกฯซาบซึ้งใจและขอบคุณเวียดนามที่ร่วมแสดงความอาลัย ส่วนความร่วมมือด้านความมั่นคงทั้งสองฝ่ายยินดีที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมเพิ่มช่องทางติดต่อระหว่างทั้งสองฝ่ายอย่างต่อเนื่อง

งดออกกำลังกายประจำสัปดาห์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้นำข้าราชการ เจ้าหน้าที่ พนักงาน ตำรวจ ทหาร ประจำทำเนียบรัฐบาล เต้นแอโรบิกและออกกำลังกายเล่นกีฬาชนิดต่างๆ ทุกวันพุธประจำสัปดาห์ เพียงแต่ลงจากห้องทำงานมายืนที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้าดูการเต้นแอโรบิกของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบฯที่สนามหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เพียง 10 นาที ก่อนกลับขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เนื่องจากเวลา 17.00 น. นายกฯมีกำหนดการไปร่วมพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี อดีต ผบ.ทบ.และอดีตเลขาธิการ รสช. ที่ศาลา 9 วัดโสมนัสราชวรวิหาร

ชี้ช่องประชามติโรงไฟฟ้าถ่านหิน

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง กล่าวถึงข้อเสนอให้ทำประชามติในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ว่า ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจรัฐบาลว่าจะเสนอให้การทำประชามติหรือไม่ ปัจจุบัน กกต.มีกฎหมายประชามติอยู่แล้ว แบ่งออกเป็น 2 แนวทาง คือ 1.ถ้าหากอยากทำประชามติเพื่อรับฟังความคิดเห็น ประกอบการตัดสินใจ ทำง่ายไม่ยุ่งยาก คนมาใช้สิทธิเท่าไหร่ก็ได้ และให้ยึดเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ แต่ผลประชามติจะออกมาอย่างไรรัฐบาลจะเป็นผู้ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย 2.การทำประชามติเพื่อให้มีผลบังคับใช้ ต้องมีเงื่อนไข ผู้มาใช้สิทธิต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ โดยต้องระบุว่ามีผลกระทบกับคน จ.กระบี่ทั้งจังหวัดหรือไม่หรือเฉพาะบางอำเภอเท่านั้น ผลประชามติต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิด้วย และมีผลผูกพันในทางปฏิบัติ ไม่ว่ารัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร กกต.พร้อมจะดำเนินการ เตรียมการธุรการเพียง 3 เดือนได้ แต่ต้องให้ประชาชนรู้เนื้อหาสาระประเด็นที่จะทำประชามติอย่างน้อย 6 เดือน เร็วสุดไม่น้อยกว่า 9 เดือนขึ้นไป คาดว่าจะใช้งบประมาณ 20 ล้านบาท

เครือข่ายปกป้องฯขอตั้ง กก.กลาง

วันเดียวกัน เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 3/2560 ว่า ตามที่นายกฯสั่งการให้ทำ EIA และ EHIA ใหม่ กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ เครือข่ายฯมีข้อเสนอเพิ่มตามที่เจรจากับแม่ทัพภาคที่ 1 ผู้แทนรัฐบาลว่า จะต้องทำรายงานในรูปแบบใหม่ที่ยุติธรรมตามหลักวิชาการ คือ 1.ต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม 2535 เพื่อประเมินทางเลือกที่เหมาะสม มีกรรมการทรงคุณวุฒิเป็นกลางกำกับกระบวนการทั้งหมด และให้นิติบุคคลที่เป็นกลางเป็นผู้จัดทำรายงานไม่ใช่ให้ กฟผ.จ้างบริษัททำเช่นที่ผ่านมา 2.เนื้อหาการจัดทำต้องมีลักษณะสำคัญ 2.1 การจัดทำ SEA (Strategic Environmental Assessment) ให้แน่ใจว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินจะสอดคล้องอยู่ร่วมกับแผนพัฒนากระบี่ 2020 พร้อมประเมินทางเลือกการผลิตไฟฟ้าอื่น เช่น พลังงานหมุนเวียน (ชีวมวล แสงอาทิตย์ ลม) มีรายละเอียดเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยประเมินผลกระทบทั้ง 3 มิติเศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม สังคมเพื่อความยั่งยืน 2.2 ต้องประเมินผลกระทบมูลค่าความเสียหายเป็นค่าตัวเลขในรูปต้นทุนภายนอก รวมถึงต้นทุนเชิงนิเวศ

ยืนข้อตกลง มทภ.1 ศึกษาละเอียด

แถลงการณ์เครือข่ายปกป้องฯ ระบุด้วยว่า 2.3 การคำนวณต้นทุนภายนอกต้องอิงงานวิจัยโดยที่เป็นกลาง น่าเชื่อถือ มีเอกสาร หรือผลวิจัยตรงในพื้นที่ 2.4 มาตรการลดผลกระทบต้องประเมินความเสียหายเป็นค่าตัวเลข (มูลค่าบาท) และต้องบอกได้ว่าใครจะได้รับผลกระทบนี้ รวมถึงต้นทุนเชิงนิเวศ ต้องซื้อประกันความเสี่ยงกับธนาคาร หรือสถาบันเอกชนเท่ามูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น เน้นภาคประมง ท่องเที่ยว และเกษตรกรรม 2.5 ต้องเอาต้นทุนภายนอกรวมต้นทุนภายใน ประเมินว่าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินคุ้มทุนหรือไม่ โดยต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบความถูกต้องของการประเมิน 3.การมีส่วนร่วมของประชาชน ต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงว่าด้วยกระบวนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยรัฐต้องไม่ใช้อำนาจฝ่ายปกครองในการเกณฑ์คนมาสนับสนุน ฝ่ายความมั่นคงจะต้องไม่ใช้กองกำลังมากีดกัน กดดันผู้เห็นต่างเช่นที่เคยเกิดขึ้น 4.จะต้องเป็นรายงานที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำนานาชาติ ไม่ใช่การจัดทำรายงานในพื้นที่ปกติทั่วไป ต้องมีรายละเอียดการประเมินทั้ง 2 ฉบับ คือ โรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเรือขนถ่านหิน ต้องใช้เวลาจัดทำตามระบบนิเวศจริง โดยอาจต้องใช้เวลาการประเมินแต่ละฉบับไม่ต่ำกว่า 3-5 ปี เครือข่ายฯยืนยันว่า หากจัดทำรายงานตามหลักวิชาการโรงไฟฟ้าไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าพื้นที่ใดในโลก เพราะไม่มีเทคโนโลยีที่ลดผลกระทบได้ ไม่ต้องพูดถึงว่ากระบี่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติ (แรมซ่าไซด์) และเป็นพื้นที่การท่องเที่ยวที่มีระบบนิเวศสวยงามสมบูรณ์ 1 ใน 10 ของโลก โรงไฟฟ้าถ่านหินจึงไม่มีทางเกิดขึ้นบนแผ่นดินกระบี่เด็ดขาด

กฟผ.ยึดตามมติ กพช. 17 ก.พ.

นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า วันที่ 23 ก.พ. กฟผ.จะหารือในที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงพลังงาน ถึงการเดินหน้าศึกษารายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โดย กฟผ.จะเสนอคำตอบต่อข้อสังเกตที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ที่เคยมีคำถามค้างเมื่อปี 2558 ต่อที่ประชุมก่อนที่จะนำเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และเตรียมรวมคำตอบต่อข้อสังเกตของคณะกรรมการไตรภาคีที่มีต่อโครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อเสนอต่อ สผ.ภายในเดือน เม.ย. กฟผ.จะปฏิบัติตามมติ ครม. ล่าสุดที่ให้ยึดมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 17 ก.พ. เป็นหลัก ต้องศึกษา EHIA ต่อเนื่องจากเดิม ในส่วนข้อสงสัยของไตรภาคี อาจต้องใช้เวลาเพื่อตอบข้อสังเกตอีกระยะหนึ่ง เพราะยังไม่เคยทำมาก่อน

นายวิวัฒน์ ชาญเชิงพาณิช รองผู้ว่าการ กฟผ.กล่าวว่า ผู้ประกอบการที่ชนะโครงการประมูลโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่คือ กลุ่มบริษัท อิตาเลี่ยนไทยและบริษัท พาวเวอร์ คอนสตรัคชั่น คอร์ปอเรชั่น ออฟ ไชน่า (พีซีซีซี) เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ กฟผ.ต้องประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจกับผู้ชนะประมูลภายในเดือน ก.พ.

“ประวิตร” ตอกฝาโลงปรองดองไม่เกี่ยวนิรโทษกรรม สวน พท.มีข้อเสนออะไรส่งตรงอนุ กก.ชุดปลัดกลาโหม “คงชีพ” เมิน “ตู่” ขอพบ “บิ๊กป้อม” ตั้งแง่เพื่อไทยระบุร่วมวง 8 มี.ค. อนุกรรมการจะเป็นคนกำหนดเอง 23 ก.พ. 2560 08:26 ไทยรัฐ