วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เจ๋ง!ว้าวทัวร์สู่อีสาน 1ใน17สุดน่าเที่ยวโลก

พอชาวประชาตั้งท่าว่าจะเริงระบำรำฟ้อนต้อนรับศักราชใหม่ด้านการท่องเที่ยว ด้วยรูปแบบ “ท่องเที่ยววิถีไทย สไตล์ลึกซึ้ง” กันตั้งแต่เริ่มต้นปีระกาไก่ แวดวงท่องเที่ยวไทยก็ได้สะท้านแต่ไม่สะเทือน กับข่าวคราวที่สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นออกมาเผยแพร่การจัดอันดับแหล่งน่าเดินทางไปท่องเที่ยวระดับโลกมากสุด 17 แห่งสำหรับปี 2017

เมืองและประเทศที่ได้รับการคัดเลือก อาทิ เกาะปีนัง มาเลเซีย, ภูฏาน, เซเนกัล, แอลเบเนีย, ออสเตรเลีย, ฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส สหรัฐฯ, เฉิงตู มณฑลเสฉวน จีน ที่มีชื่อเสียงในเรื่องหมีแพนด้า, แคว้นบอร์กโดซ์ สำหรับคนชอบดื่มไวน์ฝรั่งเศส และโคลอมเบียที่พระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จในปีนี้...กับอีกหลายเมือง

1 ใน 17 แห่งที่ได้รับการคัดเลือกคราวเดียวกันนี้ น่าดีใจตรงที่มีอู่อารยธรรมอีสานบ้านเฮารวมอยู่ด้วย โดยสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นขยายความตามเหตุผลแห่งการปักธงลงไปว่า ณ ดินแดนแห่งนี้คืออู่อารยธรรม ดั้งเดิมมาแต่โบราณกาลอันยาวนาน อย่างเช่น มรดกโลกบ้านเชียง อันเป็นแหล่งชาติพันธุ์มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จ.อุดรธานี ปราสาทหิน เขาพนมรุ้งสมัยขอมเรืองอำนาจ จ.บุรีรัมย์

อีกทั้งยังเป็นแหล่งที่มั่งมีธรรมชาติภูผาป่าเขาและแหล่งน้ำที่หลากหลาย เช่น จ.เลย กับวัฒนธรรมประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นให้ได้สัมผัสตลอดทั้งปี อย่างที่คนอีสานเองเรียกกันว่า “ฮีตสิบสองคองสิบสี่”

นอกจากนี้ อีสานยังมีสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานรองรับการท่องเที่ยว อันได้แก่ สนามบินที่กระจายตัวอยู่ตามจังหวัดต่างๆ โรงแรมที่พักตั้งแต่ 3-5 ดาว ข้อสำคัญคือราคาถูกเมื่อเทียบกับเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของไทยในภูมิภาคอื่นๆ

ซีเอ็นเอ็นยังบ่งชี้ให้เห็นอีกว่า อีสานเป็นแหล่งต้นกำเนิดของอาหารไทยพื้นบ้านชนิดหนึ่ง ที่คนอเมริกันกำลังนิยมชมชอบบริโภคกันตามภัตตาคารร้านอาหารไทย ในนครนิวยอร์ก และลอสแอนเจลิสอยู่ในขณะนี้

นั่นคือข้าวเหนียว ไก่ย่าง แล้วก็ส้มตำ แต่ซีเอ็นเอ็นก็มีข้อติเตือนเอาไว้ด้วยว่า ให้พึงระวังเรื่องความเผ็ดร้อนสำหรับคนที่ธาตุอ่อน เพราะคนอีสานจะนิยมรับประทานอาหารแบบรสจัดและเผ็ดนำ มันถึงจะแซ่บอีหลี!

สมฤดี จิตรจง ผอ.ภูมิภาคอีสาน ททท. บอกว่า การที่ซีเอ็นเอ็น เลือกจัดอีสานขึ้นชั้นเป็น 1 ใน 17 แห่งของแหล่งท่องเที่ยวโลก นับเป็น ครั้งแรกในแวดวงท่องเที่ยวไทย ที่อีสานได้รับการผลักดันขึ้นสู่เวทีโลก จึงถือเป็นการ “เติมเต็ม” ให้กับศักราชใหม่ทางการท่องเที่ยวของภูมิภาคอีสาน โดยปีนี้นักท่องเที่ยวน่าจะเดินทางเข้าสู่อีสานราวๆ 37.86 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 74.5 ล้านบาท จากปัจจัยบวกมากมาย อาทิ การเปิดประตูเชื่อมสู่กลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งอีสานมีอยู่หลายแห่งตั้งแต่หนองคาย เลย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ ซึ่งแต่ละแห่งก็ล้วนมีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง กับมีการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกขึ้นมารองรับเป็นเงาตามตัว

“ปีนี้เราจะทำตลาดสู่วิสาหกิจชุมชน กับสร้างพฤติกรรมใหม่ๆ ให้แก่นักท่องเที่ยวด้วยแคมเปญ...WOW เจ๋ง! เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้มีส่วนร่วมในการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ชุมชน แล้วนำกลับไปเป็น ของที่ระลึก ก่อให้เกิดรายได้แก่ชุมชนอย่างที่เรียกกันว่า Do it yourself หรือ DIS”

สมฤดี บอกอีกว่า กิจกรรมดังกล่าวมีนิยามว่า Creative Tourism หรือ “การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” คือ เมื่อนักท่องเที่ยวเข้าถึงชุมชนก็จะก่อให้เกิดการกระจายรายได้ กับเสริมสร้างประสบการณ์ แก่ตนเอง อีสานได้เลือกภูมิปัญญาชาวบ้านตามแนวปรัชญาชีวิตเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9

เช่น การผลิตผ้าย้อมคราม จ.สกลนคร ชุมชนบ้านวังน้ำมอก จ.หนองคาย การเขียนไหลายก้นหอยบ้านเชียง จ.อุดรธานี การแกะสลักเทียนพรรษา จ.อุบลราชธานี

สกุณา “นก” สาระนันท์ บัณฑิตสาวดีกรีวิทยาศาสตร์เคมี ผู้ผลิต ผ้าย้อมครามในนาม “ครามสกล” ที่บ้านพะเนาว์ ต.ห้วยยาง อ.เมืองสกลนคร เล่าว่า

“นักท่องเที่ยวสามารถเรียนการทำผ้าย้อมครามได้ด้วยตนเอง เพียงหนึ่งชั่วโมงถึงตลอดวัน เริ่มตั้งแต่การให้ความรู้พื้นฐานครามที่มีมากว่า 6,000 ปี จากต้นกำเนิดในราชสำนัก แล้วกระจายออก สู่ชนชั้นสูง ชั้นกลางถึงชั้นล่างแถบชมพูทวีปและจีน”

สกุณาเล่าอีกว่า บ้านเราครามเข้ามาเมื่อใดไม่มีหลักฐาน แต่ที่ จ.สกลนคร เป็นภูมิปัญญาซึ่งถ่ายทอดกันมานาน การเรียนรู้จะผ่านไปถึงการใช้วัตถุดิบจากต้นครามที่เป็นพืชตระกูลถั่ว และใช้เวลาปลูกนาน 3 เดือนจึงค่อยเก็บมาก่อลงหม้อดินเป็นสีนิลหรือสีครามได้ จากนั้นใช้น้ำด่างจากต้นกล้วยเผา เคล้าน้ำมะขามเปียก ปูนแดง หรือเหล้าขาวต้มผสมน้ำตาลแดงเพื่อใช้ย้อม

ครั้นพอเริ่มการย้อมก็จะแจกผ้าให้นักท่องเที่ยวไปสร้างลาย โดยการมัดผ้าในส่วนที่ไม่ต้องการให้สัมผัสน้ำคราม ผ้าที่ย้อมออกมาจึงจะเกิดเป็นลวดลายต่างๆ และผู้ย้อมสามารถนำกลับไปเป็นของที่ระลึกได้ ค่าเรียนรู้เพียงคนละ 450 บาท...

ที่ชุมชนบ้านวังน้ำมอก ต.พระพุทธบาท อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย อำเภอนี้เคยอู้ฟู่เชิงการค้าแถบชายแดนไทย-สปป.ลาว ด้วยอยู่ฝั่งตรงข้ามนครหลวงเวียงจันทน์ มีเรือยนต์ข้ามฟากเชื่อมผู้คนสองฝั่งโขง

จนเมื่อมีสะพานมิตรภาพไทย-สปป.ลาวแห่งแรกในปี 2537 บทบาทจึงหมดไป ผู้คนต้องลงไปทำการค้าแถบทะเลภูเก็ตแทน แต่ชาวบ้านวังน้ำมอกซึ่งมีครัวเรือนอยู่ 168 ครัวเรือนกลับไม่ได้รับผลกระทบ ด้วยได้มีการรวมตัวในรูปวิสาหกิจชุมชนมานานกว่า 20 ปีจนถึงวันนี้

ติณณภพ สุพันธะ ผู้นำชุมชนวังน้ำมอก บอกว่า ครัวเรือนที่นี่ต่างรวมกลุ่มกันเพื่อรับนักท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ คือพักแรมคืน และกินอยู่เพื่อแลกเปลี่ยนวิถีชีวิตซึ่งกันและกัน

“แต่ละครัวเรือนรับนักท่องเที่ยวได้ 5 คน ทั้งชุมชนรับได้พร้อมกัน 150 คน ระหว่างพำนักนักท่องเที่ยวจะออกไปเก็บพืชผักตามบ้านไหนก็ได้ เพื่อนำมาประกอบอาหารแบบเรียนรู้การปรุงตามวิถีชุมชนคนอีสาน

เช่น ทำอั่วยัดไส้ดอกแค นึ่งปลากับผักสมุนไพรในกระบอกข้าวหลาม ทำไก่กระบอกตามตำรับพื้นบ้าน แกงหัวปลี และการทำอาหารแบบอีสานทุกชนิด”

ติณณภพบอกอีกว่า นักท่องเที่ยวจ่ายคนละ 1,390 บาทต่อ 2 วัน 1 คืน ส่วนสมาชิกครัวเรือนจะได้รับปันผลตอบแทนประจำปี สมาชิกรายใดอาสาบริการก็จะได้รับเพิ่มอีกต่างหาก

ทั้งสกุณาและติณณภพ ยอมรับว่ากิจกรรม WOW เจ๋ง! ที่สมฤดีวาดหวังไว้เป็นสะพานเชื่อมนักท่องเที่ยวกับวิสาหกิจชุมชนนั้น ชัดเจนกว่าการทำซุ้ม “ประชารัฐสุขใจ” ไว้ตามสถานีบริการน้ำมัน 148 แห่ง ที่ขณะนี้ไร้ทั้งคนขายและคนซื้อ

อีสานวันนี้จึงน่าจะได้ชื่อว่าเป็นสินค้าทางการท่องเที่ยวที่จับต้องได้ เรียนรู้เพื่อหาประสบการณ์ระหว่างการท่องเที่ยวได้ และเมื่อซีเอ็นเอ็น ได้เข้ามามีส่วนร่วมโดยไทยไม่ต้องลงทุนแม้แต่บาทเดียว ลองคิดสิว่า...

ระหว่าง 12 เมืองต้องห้ามพลาด พลัส พลัส ที่ทุ่มถมเงินเท่าไร ก็ไม่เต็ม กับ 1 ใน 17 แห่งแหล่งท่องเที่ยวโลก อันไหนมันสูงค่ากว่ากัน!?”

22 ก.พ. 2560 11:42 ไทยรัฐ