วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ให้บังคับยึดทรัพย์ บุญทรงกับพวก

วิโรจน์นำทีมพท. ลุยถกปรองดอง

“บิ๊กตู่” ถก คสช.ก่อนประชุม ครม. ตั้งกุนซือ ป.ย.ป.เกือบครบทีมแล้ว หงุดหงิดคำถามสื่อทำ “ไก่อู” ซวย ผบ.ทบ. ปลื้มปรองดองไปได้ครึ่งทาง รับบางปมต้องไปเคลียร์นอกรอบ พท.วางตัว “วิโรจน์-ชัยเกษม-โภคิน-อ๋อย” นำทีม “ภูมิธรรม” ขอแถลงจุดยืนก่อนคุย ป.ย.ป. “ชูศักดิ์” เตือนรัฐอย่าตีกรอบจำกัดปรองดอง สปท.สื่อตื๊อไม่เลิก ยอมหั่นโควตาปลัดกระทรวงแค่ 2 ที่นั่ง กก.วิชาชีพสื่อ ย้ำจำเป็นต้องคงตัวแทนภาครัฐ ยืนกรานสื่อต้องไปขึ้นทะเบียน ดีเดย์ส่ง สปท.ทำคลอด มี.ค.นี้ พณ.มอบอำนาจกรมบังคับคดียึดทรัพย์จำนำข้าวจีทูจี “บุญทรง”-เครือข่ายรวม 6 ราย ไล่บี้สืบทรัพย์เพิ่มเติม เอกชนรายย่อยโดนหางเลขอ่วมกว่า 900 คดี “วิษณุ” อุ้ม สนช.ให้สังคมตัดสิน

กระบวนการสร้างความปรองดองคืบหน้าไปทีละขั้น สร้างความปลาบปลื้มให้กับรัฐบาล และ คสช. ที่การพูดคุยกับพรรคการเมืองราบรื่นไปด้วยดี ล่าสุดพรรคเพื่อไทยได้จัดวางตัวบุคคล และกำหนดวันเข้าหารือกับอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในวันที่ 8 มี.ค.ที่จะถึงนี้

“บิ๊กตู่” ถก คสช.ก่อนประชุม ครม.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 21 ก.พ.ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุม คสช.ร่วมกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีสมาชิก คสช. อาทิ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. กลาโหม พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช.เข้าร่วมประชุม โดยมีวาระเพื่อพิจารณาอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ว่าด้วยการออกคำสั่งในการบริหารงานในส่วนท้องถิ่นและการจัดระเบียบชุมชนกรณีรุกล้ำพื้นที่ลำคลองสาธารณะ

ตั้งกุนซือ ป.ย.ป.เกือบครบทีม

ต่อมาเวลา 13.45 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ แถลงภายหลังการประชุม ครม. ว่า ได้นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชามติให้เป็นไปตามข้อสังเกตพระราชทาน ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแล้วตามกำหนดเวลา ขั้นตอนต่อไปเป็นเรื่องการโปรดเกล้าฯ พระราชทานลงมา สิ่งที่มีการแก้ไขไปครั้งนี้เป็นไปตามพระราชปรารภ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเรา เมื่อถามถึงการลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) นายกฯตอบว่า อยู่ระหว่างการประสาน เกือบครบแล้ว ระหว่างนี้เชิญมาพูดคุยหารือกันตลอด ไม่เห็นต้องรอว่าเมื่อไรจะแต่งตั้ง คำถามแบบนี้ไม่ต้องมาถามรัฐบาลนี้

หงุดหงิดคำถามสื่อ “ไก่อู” ซวย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ส่วนการประชุมคสช.เมื่อช่วงเช้า หารือ 2 เรื่อง คือ การสอบคัดเลือกขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้เกิดความเป็นธรรม อีกเรื่องคือการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยริมคลองลาดพร้าว การสร้างที่พักให้คนที่อยู่ริมคลองที่มีความทรุดโทรม สร้างแฟลต หรืออพาร์ตเมนต์ให้ได้ มีรัฐบาลไหนทำบ้าง แก้ปัญหาริมคลองได้หรือไม่ น้ำเน่าเสีย ทำให้อย่างนี้แล้วยังบ่นอีกว่ากันทุกเรื่องไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดการให้สัมภาษณ์ พล.อ.ประยุทธ์แสดงอารมณ์หงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ผู้สื่อข่าวเขียนคำถามส่งให้นายกฯดูก่อนล่วงหน้า 30 นาที โดยเฉพาะประเด็นเรื่องวัดพระธรรมกาย และความคืบหน้าโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ถ่านหินจังหวัดกระบี่ โดยช่วงหนึ่งได้พูดแขวะการทำหน้าที่โฆษกรัฐบาลของ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า “แสดงว่าไม่ได้เรื่อง โฆษกรัฐบาล ผมพูดเองดีกว่าแบบนี้ ชี้แจงอะไรไม่ได้เรื่องไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง”

รายงาน ครม.ทูลเกล้าฯ ร่าง รธน.

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้รายงานต่อที่ประชุม ครม. ถึงการนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ ขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ส่วนรัฐบาลจะเปิดเผยเนื้อหาที่มีการปรับแก้เมื่อไหร่ ขอรอดูเวลาที่เหมาะสมก่อน เมื่อถามว่ามีการปรับแก้กี่มาตรา นายวิษณุตอบว่า ไม่กี่มาตรา ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง สิทธิเสรีภาพ การเลือกตั้ง หรือนักการเมืองใดๆทั้งสิ้น ตอนนี้พูดได้เพียงเท่านี้

ผบ.ทบ.ชี้ปรองดองไปครึ่งทาง

ที่กองการบิน กรมการขนส่งทหารบก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง ในช่วงทยอยเชิญเข้ามาหารือและให้ข้อเสนอแนะในการสร้างความปรองดอง ว่า บางพรรคที่ยังไม่พร้อมก็ต้องเลื่อนออกไป แล้วมาเข้าคิวใหม่ ยืนยันว่าเชิญทุกพรรค ทุกกลุ่ม มีกรอบเวลาให้แสดงความเห็นพอสมควร ส่วนกรณีที่กลุ่ม นปช.ระบุว่าจะตั้งเวทีคู่ขนานหากในอีก 3 เดือนนี้ คสช.ทำเรื่องปรองดองไม่สำเร็จ ยังไม่ได้ยินข่าว ทราบแต่ว่ามีการขีดเส้นหากไม่สำเร็จจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่มองว่าเรื่องปรองดองขณะนี้สำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว ถ้าเราตั้งคณะกรรมการปรองดองแล้วไม่มีใครเข้าร่วมเลย นั่นคือความล้มเหลว แต่ขณะนี้ทุกคนทุกกลุ่มอยากเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นนี่คือความสำเร็จครึ่งหนึ่งแล้ว ส่วนที่เหลือก็ทำต่อให้จบ นั่นคือการทำความคิดเห็นในภาพรวม เชิญแต่ละกลุ่มมานั่งดูกันว่ามีความคิดเห็นจะเดินไปข้างหน้าพร้อมกันหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยก็ถือเป็นมติส่วนรวม หรืออาจมีการลงนามยอมรับสัญญาประชาคม ถือเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง

รับบางปมต้องเคลียร์นอกรอบ

พล.อ.เฉลิมชัยกล่าวต่อว่า หากเราตั้งใจว่ามาร่วมกันทำประโยชน์เพื่อชาติ มีโอกาสสูงที่จะได้ข้อยุติ แม้ภายในใจอาจมีอะไรติดอยู่บ้างก็เป็นอีกเรื่อง จะให้คนมารักกันภายในเวลาไม่กี่เดือนคงเป็นไปไม่ได้ หากมีปัญหาติดขัดก็ต้องไปแก้กันในอนาคต ตามกระบวนการหลังเลือกตั้งก็ว่ากันไป น่าจะยอมรับกันได้ ส่วนการเปิดกว้างให้กลุ่มที่ยังมีข้อสงสัยเข้ามาหารือกันอีกในขั้นตอนที่ 3 คือ การจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง กำลังคิดกันอยู่แต่ยังไม่ได้ตกผลึกว่าจะเป็นอย่างไร บางอย่างอาจต้องคุยกันนอกรอบเพื่อเคลียร์กันก่อน จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น อยู่ในกรอบที่พอสมควร ไม่ใช่ตั้งเป้าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หากเป็นเช่นนั้นก็ไปด้วยกันไม่ได้ ต้องถอยกันคนละก้าว ตนประมวลข้อเสนอให้ทุกคนมาดูว่ายอมรับกันได้หรือไม่ เชื่อว่าในใจทุกคนก็รักชาติบ้านเมือง ก็ต้องยอมกันบ้าง ให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ดีกว่าจะมานั่งพูดคุยในสิ่งย้อนหลัง ขอให้ช่วยกันคนละไม้ละมือ

พท.ยังไม่ส่งหนังสือตอบรับ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงกลาโหมว่า ช่วงบ่ายวันเดียวกัน พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัด กระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ร่วมหารือกับตัวแทน 3 พรรคการเมืองขนาดเล็ก คือ พรรคปฏิรูปไทย พรรคพลังคนกีฬา และพรรคเพื่อชีวิตใหม่ ที่เข้าให้ข้อคิดเห็น สำหรับพรรคเพื่อไทยที่เชิญมาร่วมให้ข้อคิดเห็นในวันที่ 8 มี.ค.นั้น ทางพรรคยังไม่ได้ส่งหนังสือแจ้งมาอย่างเป็นทางการ

“วิโรจน์–ชัยเกษม–โภคิน–อ๋อย” นำทีม

ที่พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย แถลงข้อหารือเบื้องต้นในการส่งคนเข้าร่วมเวทีปรองดอง โดยนายภูมิธรรมกล่าวว่า เบื้องต้นพรรคเพื่อไทยประสานสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อเข้าร่วมพูดคุยและเสนอแนะแนวทางปรองดอง ในวันที่ 8 มี.ค. เวลา 09.00-12.00 น. ส่วนบุคคลที่จะเข้าร่วม ประกอบด้วยคนที่พรรคแต่งตั้งขึ้นมาดูแลเรื่องปรองดอง และส่วนที่เป็นคณะกรรมการบริหารพรรคและที่ปรึกษา อาทิ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค นายปลอดประสพ สุรัสวดี รักษาการรองหัวหน้าพรรค นายโภคิน พลกุล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ รวมทั้งตนและนายชูศักดิ์ หากมีความชัดเจนจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

ขอแถลงจุดยืนก่อนคุย ป.ย.ป.

นายภูมิธรรมกล่าวอีกว่า ก่อนไปพูดคุยพรรคจะแสดงจุดยืนและเสนอทางออก โดยจัดทำเป็นเอกสารชี้แจงต่อสังคม หากจะให้ปัญหาคลี่คลายขอให้รัฐบาลแสดงความจริงใจ และต้องชัดเจนว่าจะเข้าสู่ บรรยากาศปรองดอง และควรยอมรับความเห็นต่างอย่างสันติวิธี ไม่ใช่เปิดเวทีปรองดองแต่สังคมกลับมีความขัดแย้งใช้วาทกรรมแตกแยกกันอยู่ เมื่อถามว่าจะเชิญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนหารือวงปรองดองหรือไม่ นายภูมิธรรมตอบว่า ขอหารือและประสานก่อน

อย่าสร้างเงื่อนไขขวางปรองดอง

ด้านนายชูศักดิ์กล่าวว่า คำถาม 10 ข้อที่จะหารือในวงปรองดอง เป็นคำถามที่ตอบได้ยากเพราะเราไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของ คสช.ที่ยาวนานเกินไป แต่คำถามเกี่ยวกับการปรองดองมีเพียง 3 คำถามเท่านั้น แต่สิ่งที่จะนำไปเสนอ ได้แก่ 1.ต้องมีหลักความเป็นกลาง 2.มีความเป็นอิสระ คณะทำงานที่มาพูดคุยมีความเป็นอิสระในการแสดงความเห็นหรือไม่ 3.ความสามัคคีปรองดองจะเกิดได้ ต้องค้นหาความจริงและเยียวยาผู้ได้รับความเสียหาย ต้องหาความจริงทั้งหมดและตีแผ่ให้สังคมรับทราบ 4.ต้องไม่สร้างข้อจำกัด หรือตั้งเงื่อนไขในการพูดคุย หากมีข้อจำกัดแต่แรก เช่น ห้ามพูดเรื่องอดีต นิรโทษกรรม จะไม่ใช่หลักสำคัญของการสร้างความสามัคคีปรองดอง 5.ต้องไม่สร้างปัญหาความขัดแย้งให้เกิดขึ้นใหม่ 6.ผลสรุปของแนวทางการสร้างความสามัคคีปรองดองควรเป็นความเห็นพ้องต้องกันของทุกฝ่าย มิใช่เกิดจากการออกคำสั่งหรือตรากฎหมายขึ้นบังคับ

สปท.สื่อหั่นโควตาเหลือ 2 ปลัด

วันเดียวกันที่รัฐสภา พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แถลงว่า กมธ.ได้ข้อสรุปการพิจารณาทบทวนร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน โดยปรับปรุงเนื้อหาที่หลายฝ่ายเป็นห่วง โดยเฉพาะโครงสร้างกรรมการวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ จำนวน 13 คน ให้เป็นตัวแทนสื่อ 5 คน ตัวแทนภาครัฐ 2 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตัวแทนองค์กรอิสระ 2 คน ได้แก่ ตัวแทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน โดยลดโควตาภาครัฐเหลือ 2 คน แล้วไปใส่ให้องค์กรอิสระ 2 คน ยืนยันว่ายังจำเป็นต้องมีตัวแทนภาครัฐอยู่ในโครงสร้างกรรมการวิชาชีพสื่อฯ เพราะภาครัฐกับภาคเอกชนต้องเดินไปด้วยกัน การไม่ให้มีตัวแทนภาครัฐอยู่ในโครงสร้างเลยคงเป็นไปไม่ได้ ตัวแทนภาครัฐที่เหลืออยู่ 2 คน ไม่สามารถแทรกแซงสื่อได้

ยืนกรานสื่อต้องไปขึ้นทะเบียน

พล.อ.อ.คณิตกล่าวว่า กมธ.ยังเห็นด้วยให้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ คงอำนาจการออกและเพิกถอนใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน โดยหลังจากร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อฯ มีผลบังคับใช้ ผู้ประกอบอาชีพสื่อมวลชนต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพที่ออกโดยสภาวิชาชีพสื่อฯ จะไปกำหนดกฎเกณฑ์การออกใบอนุญาต คำจำกัดความของวิชาชีพสื่อมวลชนจะหมายถึงผู้ที่นำข้อมูลสาธารณะไปเผยแพร่ และมีผลประโยชน์ รายได้ประจำจากการโฆษณาทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมไปถึงสื่อออนไลน์ด้วย เช่น เฟซไลฟ์ที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจ ก็ถือว่าเข้าข่ายเช่นกัน

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธานกรรมาธิการฯ กล่าวว่า วันที่ 27 ก.พ. จะประชุมนัดสุดท้ายเพื่อแก้ไขถ้อยคำเล็กๆ น้อยๆ ก่อนสรุปเนื้อหาร่างอย่างเป็นทางการ เสนอเข้าสู่ที่ประชุมวิป สปท. ต้นเดือน มี.ค. เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุม สปท.เพื่อพิจารณาต่อไป

มอบกรมบังคับคดียึดทรัพย์แล้ว

ส่วนความคืบหน้าในการดำเนินการยึดทรัพย์เพื่อเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกรณีทุจริตการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) มูลค่า 20,000 ล้านบาท วันเดียวกัน น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมากรมการค้าต่างประเทศได้ส่งหนังสือมอบอำนาจยึดทรัพย์ให้กรมบังคับคดี ดำเนินการยึดทรัพย์จากนักการเมืองและข้าราชการรวม 6 คน พร้อมส่งข้อมูลการสืบทรัพย์ลอตแรกให้กรมบังคับคดี เพื่อดำเนินการยึดทรัพย์ตามหนังสือมอบอำนาจยึดทรัพย์ที่จัดส่งให้แล้ว เป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการ คือ นายกฯ มอบอำนาจให้ รมว.พาณิชย์ และ รมว.พาณิชย์มอบอำนาจให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ลงนามในหนังสือมอบอำนาจยึดทรัพย์เช่นเดียวกับกรณีการลงนามในหนังสือบังคับทางปกครอง ซึ่งได้ทำตามขั้นตอนแล้ว หลังจากนั้นมอบอำนาจให้กรมการค้าต่างประเทศส่งหนังสือมอบอำนาจยึดทรัพย์ให้กรมบังคับคดีดำเนินการต่อไป

ไล่สืบทรัพย์ “บุญทรง”–เครือข่าย

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์กล่าวต่อว่า หลังจากที่ส่งหนังสือมอบอำนาจยึดทรัพย์และข้อมูลสืบทรัพย์ลอตแรกแล้ว จะมีการสืบทรัพย์เพิ่มเติม ขณะนี้กรมการค้าต่างประเทศประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในต่างจังหวัด ว่าทั้ง 6 รายมีทรัพย์อยู่ที่ใด เพื่อส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้กับกรมบังคับคดี โดยจะตั้งคณะทำงานขึ้น 1 ชุด ประกอบด้วยหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญกับการสืบทรัพย์ มาช่วยกระทรวงพาณิชย์สืบทรัพย์เพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ข้อมูลการสืบทรัพย์ลอตแรกที่ส่งไปให้กรมบังคับคดี จะเป็นบัญชีเงินเดือนของผู้ที่ถูกเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายทั้ง 6 ราย และจะสืบทรัพย์เพิ่มเติม เช่น ที่ดิน หรือบัญชีธนาคารเพิ่มเติมที่มีรายชื่อของทั้ง 6 รายอยู่ด้วย สำหรับบุคคลทั้ง 6 รายนั้น ได้แก่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ต้องชดใช้ค่าเสียหาย 1,700 ล้านบาท นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ชดใช้ 2,300 ล้านบาท นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ และ พ.ต.ท.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ ซึ่งอยู่ระหว่างการหลบหนีคดี ต้องชดใช้คนละ 4,000 ล้านบาท

เอกชนรายย่อยโดนอ่วม 900 คดี

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า ยังไม่ทราบความคืบหน้าแต่ละหน่วยเขารู้ว่ามีหน้าที่อะไร ให้เขาไปประสานงานกันเอง รัฐบาลไม่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าติดขัดสามารถย้อนกลับมาได้ นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้รายงานว่าการดำเนินการกับภาคเอกชนรายย่อย 900 กว่าคดี ตอนนี้มีข้อมูลแล้วสมควรเรียกประชุมเพื่อตามเรื่องว่าใครต้องไปจัดการอะไร โดยจะดำเนินการฟ้องร้องเป็นคดีความ จะออกคำสั่งทางปกครองไม่ได้เพราะไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ

“วิษณุ” อุ้ม 7 สนช.ให้สังคมตัดสิน

นายวิษณุยังกล่าวถึงสมาชิกภาพของ 7 สนช.ที่ขาดประชุมจนลงมติไม่ถึง 1 ใน 3 ต้องเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ถ้าขาดประชุมโดยมีการลาและได้รับอนุญาตถูกต้อง ก็ไม่มีอะไรต้องพูดเป็นอย่างอื่นถือว่าอยู่ได้ ส่วนจะถูกสังคมตำหนิเป็นอีกเรื่องที่ต้องไปว่ากัน บางคนลาถูกต้องแต่ก็ถูกสังคมติเตียน เป็นเรื่องของสังคม แต่จะเอามาเป็นเหตุให้พ้นสภาพไม่ได้ เมื่อถามว่าการตรวจสอบของสภาฯ ต้องส่งให้ผู้ตรวจการแผ่นดินต่อหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ไม่จำเป็นต้องส่ง แต่ถ้าใครขอดูหรืออยากทราบ โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองว่าผู้ตรวจการแผ่นดินเกี่ยวข้องมากที่สุด สามารถขอดูข้อมูลได้

นายกฯงัด ม.44 คุมลงทุนมูลค่าสูง

อีกเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวว่า เตรียมออกคำสั่งตามมาตรา 44 เพื่อควบคุมการลงทุนที่มีมูลค่าสูง ป้องกันปัญหาการทุจริต และให้สินบนใต้โต๊ะ เช่นเดียวกับข้อกังวลของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.สรรพสามิตฉบับใหม่ ที่กำหนดพิกัดภาษีสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไว้ต่างกัน อาจกระทบต่อราคาสินค้าเหล้าราคาเท่าเบียร์ เป็นต้น ซึ่งขัดกับข้อเสนอของทีดีอาร์ไอ ที่ระบุว่าทั่วโลกเก็บภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามปริมาณดีกรี จนเป็นช่องว่างเจ้าหน้าที่รัฐอาจไปเรียกรับผลประโยชน์จากส่วนต่างที่เกิดขึ้น จึงมอบหมายให้กระทรวงการคลังชี้แจงประเด็นนี้อีกครั้ง

พบพิรุธนอมินีเอี่ยวซีซีทีวีสภา

ที่รัฐสภา พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ ประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริการะบุว่ามีการจ่ายสินบนโครงการติดตั้งกล้องวงจรปิดซีซีทีวีในรัฐสภาปี 2549 สนช. กล่าวว่า เบื้องต้นพบข้อมูลมีแนวโน้มว่าเกิดการทุจริต และเตรียมสรุปรายงานส่งให้ประธาน สนช.สัปดาห์หน้า โดยพบว่าราคากลางที่กำหนดไว้ประมาณ 30.7 ล้านบาท บริษัท ไทโก้ ไฟร์ซีเคียวริตี้ แอนด์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ที่ชนะการประมูล มีรายงานข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐฯว่า อาจเป็นนอมินีบริษัท ไทโก้ ไฟร์ซีเคียวริตี้ แอนด์ เซอร์วิสเซส ของบริษัทแม่ที่สหรัฐฯ แต่ยังรอประสานขอข้อมูลจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมหารือนอกรอบวันที่ 22 ก.พ. สำหรับบริษัทไทโก้ (ประเทศไทย) เป็นคู่สัญญารัฐสภาครั้งแรกเมื่อปี 2544 และได้รับงานประมูลของรัฐสภาอีกครั้งเมื่อปี 2549 เพื่อติดตั้งระบบโสตทัศนูปกรณ์แต่ไม่มีการใช้งานจริง ที่ผ่านมาคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงฯได้เชิญตัวแทน สตง. ปปง. และ ป.ป.ช.เข้าร่วม แต่ไม่มีการส่งตัวแทนมา ดังนั้น จะเชิญมาอีกครั้งเพื่อให้การพิจารณาและผลสรุปของคณะกรรมการฯ เป็นไปอย่างโปร่งใสที่สุด

ชี้ คสช.ยอมรับมีซื้อขายเก้าอี้ ตร.

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 7/2560 เรื่องการปรับปรุงระบบการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 เท่ากับรัฐบาลสารภาพบาปโดยดุษณีต่อประชาชนทั้งประเทศ ว่ามีการซื้อขายตำแหน่งตำรวจจริง แต่นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เห็นในเจตนาความตั้งใจของรัฐบาล แต่คำสั่งนี้ตำรวจยังคงวิจารณ์กันว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง เพราะยังคงเปิดช่องให้มีการซื้อขายตำแหน่งต่อไปเรื่อยๆ มันเป็นวัฒนธรรมตำรวจไปแล้ว ฉะนั้นวิธีการจะหยุดการซื้อขายตำแหน่งได้ทันที คือ พล.อ.ประยุทธ์ต้องใช้มาตรา 44 แยกอำนาจการสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) การซื้อขายตำแหน่งจะลดลงทันที เพราะผลประโยชน์ที่จะได้รับลดลงโดยปริยาย ขึ้นอยู่กับนายกฯจะกล้าทำหรือไม่ แต่ถ้าท่านไม่ทำหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันแล้วว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลอีกจะทำแน่นอน

“วิษณุ” บอกคงแก้ไม่ได้ 100%

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า คำสั่งดังกล่าวคงแก้ได้ไม่ทั้งหมด หรือแก้ปัญหา 100 เปอร์เซ็นต์ แต่มาตรการนี้น่าจะแก้ปัญหาเรื่องตำรวจได้หลายอย่าง 1.เรื่องการทำผิดถูกไม่ต้องรวมเรื่องอยู่ที่ ผบ.ตร. โดยให้หน่วยงานที่ใกล้ชิดที่สุดมาดำเนินการ 2.เรื่องการซื้อขายตำแหน่งหรือวิ่งเต้น จากเดิมที่มีโอกาสมากคราวนี้ระดับสูงสามารถตรวจสอบลงมาได้ รวมถึงยังเปิดช่องให้ร้องเรียนต่อศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เพื่อป้องกันการวิ่งเต้นกับผู้บังคับบัญชาเอง จากนี้ ศอตช. ต้องเป็นผู้สอบสวนไม่ใช่แค่รับคำร้อง ถือเป็นการถ่วงดุล และ 3.การให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะหน่วยงานที่ใกล้ชิดจะได้ใช้คนให้ถูกกับงาน ควรให้ความสำคัญกับคำสั่งข้อสุดท้าย ที่ให้ สตช.ศึกษาแนวทางการปฏิรูปตำรวจทั้งระบบ เป็นการส่งสัญญาณ เพราะเมื่อศึกษาเสร็จต้องรายงานนายกฯ พอมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่การปฏิรูปตำรวจเป็นเรื่องที่ต้องทำ แม้รัฐบาลนี้จะหมดวาระไป แต่การปฏิรูปตำรวจยังต้องดำเนินการต่อ

นายกฯว้ากพวกขี้สงสัยปั้นจีดีพี

อีกเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตั้งเป้าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีปี 60 ขยายตัวร้อยละ 3.0-4.0 ขณะที่บางฝ่ายมีคำถามว่าจะเป็นตามเป้าหรือไม่ ว่ากำลังทำทุกอย่างอยู่นี่ไง เศรษฐกิจฐานรากก็ทำ ระดับกลางเอสเอ็มอีก็ทำ ลดหนี้ประชาชนก็ทำ หนี้นอกระบบก็แก้ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ก็เกิด เขตเศรษฐกิจพิเศษ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก็เร่งทุกวัน แล้วมาถามว่าจะเกิดไม่เกิด จะไปรู้ไหมว่าจะเกิดไม่เกิด ช่วยกันเสริมสร้างความมั่นใจหน่อย ถ้าเราไม่มั่นใจมันก็ไปไม่ได้ ทำงานทุกวันนี้ต้องสร้างความมั่นใจว่าต้องทำให้ได้ทำให้สำเร็จ ไม่เช่นนั้นก็ท้อแท้ทุกวัน ถ้าไม่ได้คิดมันก็จบทั้งหมด 3.0-4.0 ไม่ต้องไปคาดหวัง

“พิชัย” แหย่รังแตนเย้ยเป้าส่งออก

ด้านนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงานและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าปีนี้การส่งออกจะโตร้อยละ 5 นึกถึงการคาดการณ์ของนายสมคิดเมื่อปี 2559 บอกว่าจะโตร้อยละ 5 แต่นอกจากไม่เพิ่มแล้วยังติดลบด้วยเมื่อหักการส่งออกทองคำ จึงอยากเห็นการส่งออกที่ฟื้นจริงไม่ใช่แค่พูด รวมถึงเรื่องไทยแลนด์ 4.0 และธุรกิจสตาร์ตอัพ หากยังคิดแบบแคบๆเก่าๆอย่างนี้ ประเทศไทยจะไม่สามารถพัฒนาไปไหน ที่น่าห่วงคือแนวคิดที่อยากเห็นการเมืองนิ่งในสภาพแบบนี้ และบอกว่าเศรษฐกิจจะเจริญ อยากให้นายสมคิดยกตัวอย่างว่าประเทศที่เจริญในภาวะการเมืองแบบนี้มา มีประเทศไหนบ้าง แม้แต่เมียนมายังต้องยอมเปลี่ยนแปลง เพราะไม่ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก เป็นปัญหาเดียวกับประเทศไทยในปัจจุบัน อยากให้นายสมคิดศึกษาแนวคิดของโลกให้ดีก่อนพูด หากพูดโดยไม่ศึกษาจะยิ่งทำลายเครดิตของรัฐบาลให้แย่ลง

“บิ๊กเจี๊ยบ” ยันสัมพันธ์ลาวปึ้ก

ที่กองการบิน กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์หลังเดินทางกลับจากเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ว่าได้เข้าเยี่ยมคำนับ พล.ท.จันสะหมอน จันยาลาด รมว.กระทรวงป้องกันประเทศ สปป.ลาว และหารือกับพลจัตวาคำเลียง อุทะไกสอน รองหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการกองทัพ กระทรวงป้องกันประเทศ (ผบ.ทบ.ลาว) มีการหารือความร่วมมือด้านต่างๆ อาทิ เรื่องยาเสพติด การค้ามนุษย์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารการก่อการร้าย การแก้ไขปัญหาชายแดน รวมถึงประเด็นสำคัญคือไม่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งใช้ทั้ง 2 ประเทศไปก่อความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อถามว่าได้พูดคุยถึงกลุ่มคนที่กระทำผิดในไทยแล้วหนีไปหลบซ่อนอยู่ในลาวหรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัยตอบว่า มีการหารือในเรื่องนี้ และพูดคุยทุกระดับ ตนได้ขอความร่วมมือและแสดงความกังวลต่อประเด็นดังกล่าว ซึ่งทาง สปป.ลาวรับไปพิจารณา ต้องรอผลดำเนินการว่าจะเป็นอย่างไร แต่มีขั้นตอนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของหน่วยงานความมั่นคงอยู่แล้ว

“ปู” ซื้อก๋วยเตี๋ยว–หนังสือให้พี่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ใช้เวลาว่างเดินเลือกซื้ออาหารเพื่อสุขภาพ และหนังสือที่ร้านหนังสือ ฝากความคิดถึงไปยังนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พี่ชายที่ขณะนี้อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ สำหรับหนังสือที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ซื้อและส่งไปให้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่เขียนโดยนักเขียนชาวไทย นอกจากนี้ยังซื้อก๋วยเตี๋ยวปลา ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ และลูกชิ้นจัดส่งไปให้นายทักษิณด้วย เนื่องจากพี่ชายฝากบอกมาว่าอยากกินก๋วยเตี๋ยว สำหรับหนังสือที่ฝากไปให้นั้นเพื่อไว้อ่านช่วงระหว่างเดินทางอยู่บนเครื่องบิน

“บิ๊กตู่” ถก คสช.ก่อนประชุม ครม. ตั้งกุนซือ ป.ย.ป.เกือบครบทีมแล้ว หงุดหงิดคำถามสื่อทำ “ไก่อู” ซวย ผบ.ทบ. ปลื้มปรองดองไปได้ครึ่งทาง รับบางปมต้องไปเคลียร์นอกรอบ... 22 ก.พ. 2560 08:21 ไทยรัฐ