วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘โกรธ แต่ไม่จองเวร!’ จากใจครอบครัวนายพล ถึงคนรุมยำที่มาลินสกาย

ผ่านมาแล้วกว่า 3 เดือน สำหรับคดี “รุมทำร้ายลูกนายพล” ที่อื้ออึงโด่งดังเมื่อช่วงปลายปีก่อน (พ.ศ. 2559) ถึงวันนี้ แม้ร่างกายของ “เจมส์บอนด์” หรือ นายอิศราชนุวัฒภ์ วรรคาวิสันต์ เหยื่อความรุนแรงในครั้งนั้น จะเริ่มหายดีแล้ว ... แต่ก็มีอวัยวะบางส่วนยังกลับมาใช้งานไม่เหมือนเดิม นั่นก็คือ “ดวงตา” ที่ยังคงมีปัญหา “สายตาเอียง” จากผลกระทบดังกล่าว

แน่นอน...ผู้ที่เจ็บปวดมากที่สุดจากเหตุการณ์นี้ ไม่ใช่ใครที่ไหนก็คือพ่อและแม่ของ “เจมส์บอนด์”... นางปุนยวัจนา วรรคาวิสันต์ และ พล.ต.วิทยา วรรคาวิสันต์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 (ผบ.มทบ.38) ค่ายสุริยพงษ์ จ.น่าน โดยเฉพาะคุณแม่ที่เห็นเลือดในอกที่ฟูมฟักมาถูกย่ำยีย่อมยอมไม่ได้

และเป็นโอกาสดีที่ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้สัมภาษณ์เปิดใจคุณแม่ หรือ นางปุนยวัจนา ครั้งแรกในรอบหลายเดือน พร้อมกับได้อัพเดตอาการล่าสุดของ น้องเจมส์บอนด์ ว่าถึงตอนนี้แล้ว แผลทางร่างกายเขาหายสนิทดีแล้วหรือยัง ส่วนแผลในใจจะเยียวยาได้หรือไม่ คงต้องฟังจากปากแม่ของเจมส์บอนด์เอง 

เปิดใจ "แม่น้องเจมส์บอนด์" เผยอาการทางร่างกายดีวันดีคืน เหลือเพียงตาซ้ายยังไม่ปกติ 

คุณแม่น้องเจมส์บอนด์ กล่าวกับทีมข่าวฯ ด้วยน้ำเสียงสดใสมากขึ้นกว่าแต่ก่อน พร้อมเผยอาการล่าสุดของลูกชายคนเล็ก (คนที่ 3 พี่น้องคนโตเป็นพี่สาวทั้ง 2 คน) ว่า ตอนนี้อาการน้องดีขึ้นมาก แต่สายตาด้านซ้ายยังมีอาการพร่ามัวและเอียงอยู่ จากการปรึกษาคุณหมอ คุณหมอบอกว่าคงต้องรอดูอาการน้องไปก่อน อย่างน้อยต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ซึ่งคุณหมอโรงพยาบาลลานนานัดอีก 4 เดือนให้มาเช็กดู หากยังไม่ดีขึ้นอาจจะต้องมีการ “ผ่าตัด” อีกครั้ง...

“ในส่วนร่างกาย สมอง ผ่านการตรวจของแพทย์แล้ว พบว่าไม่มีปัญหาน่าห่วงแต่อย่างใด มีเพียงดวงตาอย่างเดียวที่ต้องรอดู”

ในส่วนของฝ่ายผู้ต้องหาได้มีการมาติดต่อขอโทษ หรือ ชดใช้ค่ารักษาพยาบาลหรือไม่ นางปุนยวัจนา กล่าวว่า เขามีติดต่อมาบ้าง แต่เรายังไม่ได้คิดทำอะไรในเรื่องนี้ เพราะต้องรอในส่วนของคดีให้ดำเนินไปเสียก่อน

ขณะที่ น้องเจมส์บอนด์ เองก็บอกกับคุณแม่ว่า “แม่ครับ..อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ขอให้มันผ่านไป เราไม่อยากจะไปจองเวรจองกรรมต่อกัน”

น้องพูดแบบนี้กับเรา ถามว่าเรายังโกรธเขาอยู่ไหม... คุณแม่น้องเจมส์บอนด์นิ่งเงียบสักครู่ ก่อนตอบว่า “ถ้าบอกว่าไม่โกรธเลย ก็ไม่ใช่..เป็นการโกหก" "จากนั้นได้กล่าวต่อว่า แต่เราไม่ได้รู้สึกโกรธเหมือนแต่ก่อน.."

เหตุการณ์ที่ผ่านมา อาจจะเป็นเรื่องของอดีตชาติ คิดแบบนี้อาจจะเป็นการคิดแบบคนโบราณ อะไรที่อโหสิกรรมให้กันได้ ก็ขออโหสิกรรมต่อกัน แต่ในมุมของกฎหมายก็คงต้องรับผิดต่อการกระทำ เพราะกรรมใดใครก่อ คนนั้นก็ต้องรับกรรมกันไป

คดีความขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ ติดใจแค่ชนวนก่อเหตุ และ คนต้นเรื่อง!

แม่เจมส์บอนด์ ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ได้ยินเสียงผ่านสายโทรศัพท์เท่านั้น ส่วนเหตุการณ์ที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร ตำรวจจะสาวไปถึงใครบ้าง คงต้องรอกระบวนการยุติธรรม 

นางปุนยวัจนา กล่าวว่า หากให้พูดตรงๆ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเราเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เราได้ยินแต่เสียง เราก็ไม่รู้ว่า “บอล กฤษณะ” สั่งหรือไม่ เราไม่รู้ จะให้ปรักปรำเขาโดยที่เราไม่เห็น หากเขาไม่ได้ทำจริงๆ ก็อาจจะเป็นบาป สุดท้ายคงขึ้นอยู่ที่พยานหลักฐาน สุดท้ายคืออยากให้ยุติธรรมกับทุกคน

ใจเราอยากจะเอาผิดกับคนต้นเรื่อง คือ คนที่เจมส์บอนด์คุยด้วยตอนแรกที่ห้ามน้องเข้าห้องน้ำ แล้วน้องเจมส์ก็พูดว่า “ห้องน้ำตรงนี้เป็นที่สาธารณะ” จากนั้น คนคนนั้นก็เอาเรื่องนี้ไปขยายความ ด้วยการนำเรื่องนี้ไปฟ้องที่โต๊ะ จึงเป็นที่มาของการเกิดเรื่องทั้งหมด

“หากคนแรกฟัง แล้วให้เรื่องมันจบไปตรงนั้น ทุกอย่างคงไม่ขยายความจนเกิดเรื่องขึ้น เรื่องจะจบลงแค่นั้น หากถามแม่ว่าโกรธใครที่สุด ก็คงเป็นคนนี้”

พ่อแม่สอนลูก ให้เป็นคนดี ห่างไกลยาเสพติด ไม่รังแกใครก่อน 

เมื่อถามถึงการเลี้ยงดูบุตร-ธิดา ในฐานะลูกทหาร ทางพ่อแม่เลี้ยงลูกๆ อย่างไร นางปุนยวัจนา กล่าวอย่างเชื่องช้าและเน้นย้ำว่า เราเก็เลี้ยงแบบคนทั่วไป คือ พยายามสอนลูกให้ทำความดี ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และไม่ทำร้ายใครก่อน (คุณแม่ลากเสียงย้ำ) ขณะที่ตัวคุณพ่อเองแม้จะเป็นทหาร แต่จะใจดีกว่า แม่จะเป็นคนเข้มงวด คุณพ่อเขามีแนวทางการสอนแบบผู้ชาย ไม่พูดมาก คำไหนคำนั้น

"ตั้งแต่เล็กจนโต เราไม่เคยต้องลงโทษเขาหนักๆ เลย เพราะลูกทุกคนไม่เคยทำผิดร้ายแรง ตอนเด็กๆ ก็มีดื้อบ้างตามภาษา แต่เราไม่เคยลงมือตีเลย ยิ่งเมื่อป๊า (คุณพ่อ) มียศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะได้ยินป๊าสอนลูกว่า เรายิ่งมียศถาบรรดาศักดิ์ ป๊าก็จะยิ่งเน้นย้ำให้ลูกทำตัวเล็กไว้ก่อน เพราะหากว่าลูกทำผิดก็อาจจะถูกด่าว่าถึงพ่อแม่ได้" 

สุดท้าย ภรรยา ผบ.มทบ.38 กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เป็นห่วงที่สุดคือ ตอนนี้น้องเจมส์บอนด์ ยังไม่มีงานทำ น้องเพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยพายัพ คณะบริหารธุรกิจ สิ่งที่เขาสนใจมากที่สุดตอนนี้เป็นเรื่องการเล่นหุ้น และเขาอยากสร้างแบรนด์ของตนเองขึ้นมา ขณะที่คุณป๊าเขาอยากให้ลูกรับราชการ เมื่อก่อนเคยหวังว่าอยากให้เป็นทหารเหมือนพ่อ แต่เขามีปัญหาเรื่องสุขภาพนิดหน่อย คือ เป็นโรคภูมิแพ้  อย่างไรก็ตาม เรื่องแบบนี้เราคงไปบังคับกันไม่ได้ เขาอยากทำอะไรก็คงต้องให้เขาทำ เพราะเราไม่ได้อยู่กับเขาจนเขาแก่เฒ่า วันหนึ่งเราต้องจากเขาไปก่อน ดังนั้นหากเขาได้ทำสิ่งที่รัก สิ่งที่เขาชอบ แล้วประสบความสำเร็จ เขาก็จะมีความสุข แต่ถ้าสมมติว่าเขาทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ก็เป็นสิ่งที่เขาเลือกของเขาเอง 

คืบหน้าคดี อัยการส่งฟ้องแล้ว 1 ใน 5 ผู้ต้องหาสารภาพ ที่เหลือปฏิเสธ

สำหรับคดีนี้ เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา พล.ต.ต.พิทยา ศิริรักษ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5  เปิดเผยความคืบหน้าว่า คดีนี้ ตำรวจได้สรุปสำนวนคดีส่งไปให้อัยการจังหวัดเชียงใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีผู้ต้องหารวม 5 คน ประกอบด้วย นายกฤษณะ อมิตรสูญ หรือ บอล แฟนของดาราสาวอุ้ม ลักขณา วัธนวงส์ศิริ, นายฐานันดร หมั่นแสวง, นายอดิศักดิ์ เพ็งเหล็ง, นายอภิวัฒน์ ณ ลำพูน และนายถนอมศักดิ์ พิพัฒน์กิจการ ในข้อหารุมทำร้ายร่างกาย ตั้งแต่เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์

อย่างไรก็ตาม ในชั้นพนักงานสอบสวนนั้น มีเพียง นายถนอมศักดิ์ พิพัฒน์กิจการ ซึ่งเป็นการ์ดร้านมาลินสกาย รับสารภาพเพียงคนเดียวว่าเป็นผู้ลงมือทำร้าย นายอิศราชนุวัฒภ์ ส่วนผู้ต้องหาอีก 4 คน ให้การปฏิเสธ และขอต่อสู้คดีในชั้นศาล

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน 

ผ่านมาแล้วกว่า 3 เดือน สำหรับคดี “รุมทำร้ายลูกนายพล” ที่อื้ออึงโด่งดังเมื่อช่วงปลายปีก่อน (พ.ศ. 2559) ถึงวันนี้ แม้ร่างกายของ “เจมส์บอนด์” หรือ นายอิศราชนุวัฒภ์ วรรคาวิสันต์ เหยื่อความรุนแรงในครั้งนั้น จะเริ่มหายดีแล้ว ... 21 ก.พ. 2560 16:06 ไทยรัฐ