วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สปสช.ยักษ์ในตะเกียง พรชีวิตผู้ป่วยไต

สปสช.ยักษ์ในตะเกียง พรชีวิตผู้ป่วยไต

  • Share:

“PD Forum” แลกเปลี่ยนเรียนรู้ล้างไตผ่านช่องท้อง งานประชุมวิชาการระดับนานาชาติจัดโดยศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒไปเมื่อเร็วๆนี้ ที่ชลพฤกษ์รีสอร์ท จ.นครนายก

พลตรีหญิงอุษณา ลุวีระ อดีตนายกสมาคมโรคไตฯ และอดีตนายกสมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย เล่าให้ฟังว่า ประเทศไทยมีคนไข้ ที่เป็นโรคไตเยอะ สุดท้าย...คนไข้ก็จะตายด้วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย

“สมัยก่อนการรักษาก็มีแต่ระบบข้าราชการเท่านั้นที่เบิกการรักษาโดยวิธีการฟอกเลือดหรือล้างช่องท้องได้ ต่อมา...ประกันสังคมก็ให้เบิกได้ แต่คนทั่วไป 50 ล้านคน ไม่มีการประกันสุขภาพทั้งสองระบบต้องเสียชีวิต”

ราวปี 2551 สถานการณ์เป็นเช่นนี้ หมออยากช่วยคนไข้ก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ไม่มีสิทธิ์ก็ต้องใช้เงินมหาศาล บางคนล่มจมล้มละลายไปไม่น้อย ใครไม่มีเงิน...ก็ต้องรักษาแบบประคับประคองกันไป

อาการเข้ามาด้วยน้ำท่วมปอดก็ล้างช่องท้องชั่วคราว ใช้เวลา 48 ชั่วโมงแล้วก็ปล่อยกลับ...ปัญหาสำคัญอาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้บ่อย ติดเชื้อ เสียเงินเยอะ แต่คนไข้ก็จะอยู่ได้อีก 1 เดือนแล้วก็น้ำท่วมปอดใหม่

“การทำแบบนั้นไม่ถาวร เสียค่าใช้จ่ายมาก มีคนดูแลมาก...ถ้าไม่มาล้างใหม่ก็ต้องตาย”

กระทั่ง สปสช.เข้ามา แรกเริ่มทีเดียวก็ยังไม่ให้เบิก ดิ้นรนต่อสู้กันจนเป็นหนึ่งในหน้าตำนานระบบประกันสุขภาพแห่งชาติที่ผ่านร้อนหนาว มาจนถึงวันนี้ พลโทนายแพทย์ถนอม สุภาพร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม บอกว่า งานโรคไตมีการเริ่มมาตั้งแต่สมัยผู้เชี่ยวชาญคนแรกของเมืองไทย อาจารย์หมอรจิต บุรี ไปทำงานฝึกอบรมอยู่ที่สหรัฐอเมริกาในทีมที่เปิดการรักษาคนไข้ด้วยการฟอกเลือดเป็นครั้งแรกในโลก

ปี 2504 พอกลับมาเมืองไทย เอาเครื่องฟอกเลือดมาเริ่มการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ฟอกเลือดล้างไตคนไข้ไตวายเรื้อรัง ส่วนในต่างประเทศคนไข้มาขอรักษาเยอะมากแต่ปัญหาก็คือดูแลได้ไม่กี่คนเท่านั้น

“เครื่องมีแค่ไม่กี่เครื่อง...ก็ต้องเกิดการคัดเลือกคนไข้ เป็นเรื่องใหญ่โตในยุคนั้น...คนไข้โรคไตซึ่งเคยตายหมด แต่มีเครื่องมือรักษามีชีวิตรอดอยู่ได้ แต่มีบางคนเท่านั้นที่ถูกเลือกเข้ามารักษา”

ช่วยชีวิตได้แค่บางคน แต่ส่วนใหญ่ไม่รอดเพราะต้องใช้เงินมหาศาลในการรักษา จนถึงขั้นล้มละลาย กระทั่งมีการเสนอเรื่องจนรัฐบาลอนุมัติให้มีการดูแลรักษาคนไข้โรคไตทุกคน ราวปี 2515 เป็นสิทธิพื้นฐาน

ภายใต้งบประมาณรัฐบาล...แล้วก็ใช้เงินไปมากมาย แต่รักษาได้ทุกคน

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ทั่วโลกเรียนรู้ สหรัฐฯเศรษฐกิจดีมากแต่ขนาดดีมาก อย่างนั้นปล่อยให้จ่ายค่ารักษากันเองยังแบกรับกันไม่ไหว ล่มจมล้มละลายกันไปเลยทีเดียว...ทำให้ “โรคไต” ถูกมองว่าเป็นโรคแห่งหายนะครัวเรือน

เมืองไทย คุณหมอถนอม บอกว่า สปสช.เป็นระบบที่สนับสนุนการรักษาสำหรับคนส่วนใหญ่ประชาชนทั่วไปทั้งประเทศ ผู้ป่วยจะมีสัดส่วนประมาณ 300-400 คนต่อประชากร 1 ล้านคน

เทคโนโลยีการรักษา 2 อย่าง หนึ่ง...ปลูกถ่ายไต มีคนบริจาคไตให้มา เอามาผ่าตัดใส่ให้ผู้ป่วย มีชีวิตกลับมาใกล้เคียงกับคนอื่นๆ เสียค่าใช้จ่ายมาก แต่คุณภาพการดูแลดี สอง...การล้างของเสียในช่องท้อง เป็นเทคโนโลยีสุดท้ายที่เอามาใช้กัน แต่เผอิญว่ามีหลายประเทศเอาไปทำแล้วทำได้ดี เช่น แคนาดา ฮ่องกง เม็กซิโก

“คนไข้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปหาหมอ ขณะที่ศูนย์ฟอกเลือดมีจำกัด...ทำได้เองที่บ้าน อยู่รอดได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีมากพอสมควร”

กระทั่งมี สปสช.เป็นสวัสดิการสุขภาพของประเทศ การเตรียมข้อมูลพร้อมสรรพรอบด้าน การพัฒนากำลังคน ฝึกอบรมพยาบาล รับรองคุณภาพ เตรียมการดูแลด้านโรคไตอื่นๆอีกหลายอย่าง ทุกอย่างมาบรรจบพร้อมกันตามกระบวนการทำงาน ผนวกกับเทคโนโลยีที่เข้ามารออยู่แล้ว เหลือเพียงแต่...เอา “เงิน” ที่ไหนทำเท่านั้น

การจะรู้ว่ามีเงินพอหรือไม่พอนั้น ประการสำคัญก็คือต้องมีข้อมูล วงการโรคไตมีความเหนียวแน่น มีความร่วมมือ ทำงานกันเป็นปึกแผ่น เก็บ รวบรวมข้อมูลกันอย่างเป็นระบบ ทำให้เรารู้กำลังความสามารถทั้งหมดที่มี

“คนไข้ในระบบเท่าไหร่ คนไข้ใหม่เท่าไหร่ คนไข้ตายปีละเท่าไหร่... แต่ละคนใช้เงินเท่าไหร่ ถ่ายทอดมาเป็นผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์การแพทย์”

วิเคราะห์นำเสนอออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรม ถ้าประเทศไทยทำเรื่องนี้ในภาพรวมจะเกิดผลกระทบในเชิงงบประมาณขนาดไหน สปสช.เองก็เอาเรื่องทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ขอการตัดสินใจเชิงนโยบายจากรัฐบาล เตรียมอยู่หลายปี ในที่สุดก็สุกงอม...สมัยนายกรัฐมนตรีชื่อว่า พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์

ขอให้เริ่มมีการทำงานเพื่อให้เกิดการรักษาพยาบาลคนไข้โรคไต ด้วยการ “ล้างไตผ่านช่องท้อง”

คำถามทำไม? จึงเลือก “ล้างไตผ่านช่องท้อง” ไม่เลือก “ฟอกเลือด” นายแพทย์ถนอม อธิบายว่า ผลการรักษาทั้งสองวิธีไม่แตกต่างกันมาก เปลี่ยนกลับไปกลับมาได้ แต่วิธีที่ดีที่สุดคือปลูกถ่ายไต ระหว่างรอก็ต้องมีวิธีที่ทำให้ผู้ป่วยอยู่ให้ได้...ถ้าฟอกเลือด เรามีศูนย์ฯ เครื่องมือไม่เพียงพอ ที่ร้ายที่สุดหมอและพยาบาลก็ไม่พอ

“การตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงด้วยว่าเราจะทำงานกันได้ไหมในระดับประเทศ ถ้าหากว่าใช้นโยบายล้างไตผ่านช่องท้องแก้ปัญหาโดยภาพรวมพออยู่กันได้และจัดระบบได้”

ต่างชาติต้องมาดูมาฟังเราในเรื่องนี้ก็เพราะว่านโยบายนี้ต้องใช้เงินมหาศาล...ขนาดประเทศยักษ์ใหญ่อเมริกามีเงินถุงเงินถังยังเกิดประเด็นท้าทาย เมืองไทย...ด้วยสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ทำเรื่องนี้ไหวหรือ?

“ประเทศไทย” ได้เตรียมเรื่องนี้เอาไว้ก่อนเป็นอย่างดีแล้ว ทำยังไงจะทำให้ค่าใช้จ่ายพอที่จะบริหารจัดการระบบได้อย่างครบวงจร โดยเฉพาะการต่อรองราคายา จัดซื้อแบบเหมารวมทั้งประเทศเกิดการต่อรองอย่างมหาศาล ราคาลงหลายเท่าตัว ยา 1,500 บาทต่อรองเหลือแค่ 300...400 บาท ธุรกิจที่ไหนทำอย่างนี้ได้

การดูแลคนไข้ใช้งบประมาณที่ไม่สูงมาก สร้างเพดานระมัดระวังเอาไว้ ใช้เงิน 7-8 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่ใช้ในด้านสุขภาพทั้งหมดของประเทศ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆจะไม่มากไปกว่านี้...เราดูแลได้ยังไงทั้งประเทศด้วยเงินเพียงแค่นี้ ที่อื่นทำไม่ได้ แล้วเราก็เป็นที่อ้างอิงในโลกเลยว่าเราดูแลได้...แล้วจริงๆประเทศไทยกำลังล่มจมหรือเปล่า?...

“เราทำได้ ทำดีด้วย วงการทั่วโลกยกเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ยกย่องประเทศไทยว่าคนไทยไม่เคยถูกปล่อยให้ต้องตายเพราะโรคไตอีกต่อไปแล้ว ทั้งๆที่เศรษฐกิจเราไม่ได้อู้ฟู่ เราดูแลคนของเราได้ภายใต้ วงเงินที่เรามี”

คุณภาพชีวิตคนไข้ดี ยืดชีวิตออกไปได้หลายปี ถ้าปลูกถ่ายไตได้ก็จะดีมากขึ้น แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยคนไข้ตาย...แต่กว่าจะตายก็ไม่ใช่ว่าจะตายง่ายๆ อย่างน้อยๆก็ 6 เดือน เข้าๆออกๆโรงพยาบาล...ค่าใช้จ่ายก็มหาศาล

นายแพทย์ชูชัย ศรชำนิ รักษาการเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มองว่า ประเทศเราไม่ใช่นักวิชาการไม่คิดว่าเรื่องของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจะต้องจัดการให้ดี นักคิด...นักปฏิบัติจำนวนหนึ่งบอกว่าขณะนี้ในภาพใหญ่เราใช้งบประมาณภาคสุขภาพประมาณ 4.6 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ถ้าเรามองว่าเราจะให้บริการสุขภาพเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพ น่าจะต้องไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี

“เรื่องไต...ปีนี้ต้องขอบคุณรัฐบาล และก็ไม่ได้ทำให้ประเทศเจ๊งด้วย...ที่เพิ่มงบประมาณให้จากหกพันล้านมีเศษ เป็นเจ็ดพันล้านมีเศษ...เพิ่มไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ แต่จำนวนคนไข้เพิ่มมากขึ้นปีละ 15 เปอร์เซ็นต์ ฝ่ายปฏิบัติพยายามบริหารทำให้เกิดการรีดประสิทธิภาพสูงสุดแล้ว จนประเทศต่างๆต้องมาดูประเทศไทย”

การพัฒนาที่ยั่งยืน...ประเทศไทยเราจะไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง ไม่ได้มองคนป่วยเป็นภาระ แต่ทำให้คนเหล่านี้ใช้ชีวิตในสังคมต่อไปได้ ทำงาน ใช้ชีวิตได้...มองเรื่องประกันสุขภาพเป็นเรื่องการลงทุน.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้