วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วอนคสช.ถอยคนละก้าวถ้าจริงใจ!

พท.รอถกปรองดองตั้งสอบ7สนช.90วัน

“พีระศักดิ์” ขีดเส้น 90 วัน ไล่สอบ 7 สนช.จอมโดดร่ม ถ้าพบลงมติไม่ถึง 1 ใน 3 ในช่วง 90 วันพ้นสมาชิกภาพทันที ทำขึงขังแม้จะยื่นใบลาถูกต้องก็ต้องพิจารณาปมจริยธรรมควบคู่ไปด้วย “พรเพชร” โต้ครหาอนุมัติใบลาง่ายดาย ยันเข้มงวดตามข้อบังคับ “บิ๊กป้อม” ย้ำนายกฯ ไม่เปลี่ยนโรดแม็ป คืนเลือกตั้ง ฮึ่ม “จตุพร” สงสัยอะไรให้มาถาม อย่ามาขู่ก่อม็อบผิดกฎหมาย แกนนำ พท.เฟ้นตัวแทนร่วมให้ความเห็น ท้า คสช.จริงใจต้องยอมถอยคนละก้าว “ประยุทธ์” ถก ป.ย.ป.อุดช่องทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง จ่อชง ครม.ออกระเบียบหรือมติ ครม.สกัดฮั้ว หั่นงบฯ ทัวร์ดูงานเท่าที่จำเป็น แก้ลำบริษัทยักษ์ใหญ่ผูกขาด ไฟเขียวบริษัทข้ามชาติลงทุนบิ๊กโปรเจกต์ 5 พันล้านบาทขึ้นไป สปท.ปรับใหม่ พ.ร.บ.สื่อ ยอมหั่นโควตาปลัดกระทรวงเหลือแค่ 2 คนนั่งกรรมการสภาวิชาชีพสื่อฯ

จากกรณีมีการเรียกร้องให้ตรวจสอบจริยธรรม สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อย่างน้อย 7 คน ซึ่งรวมถึง พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ที่ขาดประชุมเป็นประจำ ตามข้อมูลของโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ล่าสุดคณะกรรมการตรวจสอบจริยธรรมที่มีนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.คนที่ 2 เป็นประธาน จะตรวจสอบให้เสร็จสิ้นใน 90 วัน

ขีดเส้น 90 วัน สอบ 7 สนช.โดดร่ม

เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่รัฐสภา นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่2 กล่าวถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบจริยธรรม สมาชิก สนช. 7 คน ที่ลงมติพิจารณากฎหมายต่างๆ ของ สนช.ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดว่า นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. มอบให้ตนเป็นประธานคณะกรรมการจริยธรรม เพื่อตรวจสอบกรณีร้องเรียนการขาดการลงมติของ สนช. 7 คน ตามคำร้องของนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ในวันที่ 24 ก.พ.จะได้ข้อสรุปว่า การยื่นใบลากรณีขาดลงมติของ สนช.ทั้ง 7 คน ดำเนินการอย่างถูกต้องหรือไม่ เพราะข้อมูลทุกอย่างมีหลักฐานพร้อมอยู่แล้ว ส่วนขั้นตอนการทำงานของคณะกรรมการจริยธรรมจะแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนคือ 1.สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจะตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นว่า คำร้องที่ยื่นมาถูกต้องหรือไม่ มีกรอบ เวลา 30 วัน 2.หากยื่นคำร้องอย่างถูกต้อง คณะกรรมการจริยธรรมจะมีเวลา 60 วัน ในการตรวจสอบ โดยจะเชิญผู้ร้องและผู้ถูกร้องมาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการฯ

เค้นปมขาดประชุมบี้ผิดจริยธรรม

นายพีระศักดิ์กล่าวว่า เรื่องนี้สังคมให้ความสนใจ และต้องการข้อเท็จจริง คณะกรรมการจริยธรรมจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นเร็วที่สุด หากผลการตรวจสอบพบว่าสมาชิก สนช. 7 คน มาลงมติไม่ถึง 1 ใน 3 ในช่วงเวลา 90 วันตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จะมีผลให้ขาดสมาชิกภาพ สนช.ทันที ถึงแม้ สนช. 7 คน จะยื่นใบลากรณีขาดลงมติอย่างถูกต้องก็ต้องมาพิจารณาเรื่องจริยธรรมควบคู่ไปด้วย ถ้ามีความผิดทางจริยธรรมจะส่งเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการต่อไป เมื่อถามว่า สนช.บางคนเข้าประชุมลงมติเพียงไม่กี่ครั้ง จากการลงมติทั้งหมดเป็นร้อยๆ ครั้ง ถือว่ามีความผิดปกติทางจริยธรรมหรือไม่ นายพีระศักดิ์ตอบว่า คงต้องตรวจสอบข้อมูลผู้ร้องว่ามีความถูกต้องหรือไม่ บางครั้งการเข้าร่วมประชุมในหนึ่งวัน อาจมีการลงมติเพียงไม่กี่ครั้ง แต่บางวันอาจลงมติร่างกฎหมายฉบับเดียวกันหลายครั้ง ต้องดูเรื่องช่วงเวลาประกอบกันด้วย เท่าที่ดู สนช. 7 คน เป็นข้าราชการมีภาระหน้าที่รับผิดชอบมาก บางคนแม้เกษียณราชการไปแล้ว ยังมีส่วนในการทำงานกับ สนช.ร่วมลงพื้นที่ตามโครงการ สนช.พบประชาชนด้วย

“พรเพชร” โต้อนุมัติใบลาไม่ใช่ง่าย

ขณะที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.กล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการจริยธรรม สมาชิก สนช. 7 คน ที่ลงมติพิจารณากฎหมายไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดว่า อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบ เพิ่งเซ็นคำสั่งไปเมื่อวันที่ 17 ก.พ. ส่วนที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยระบุว่า ตนละเว้นปฏิบัติหน้าที่ อนุมัติการลาง่ายไม่มีการไตร่ตรองนั้น ยืนยันว่าอนุมัติการลาตามข้อบังคับและไม่ง่าย ทุกอย่างเป็นไปตามข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตาม ไม่มีอะไรที่ตนปฏิบัติไม่ถูกต้องตามข้อบังคับ แต่ต้องเข้มงวดมากขึ้น สมาชิก สนช.เข้าใจว่าเหตุใดตนจึงต้องเข้มงวดเรื่องการลาว่า ลาป่วย 2 วัน ต้องยื่นใบรับรองแพทย์ หรือการลากิจต้องเป็นการลาไปปฏิบัติภารกิจราชการ ที่ระบุว่ามีการยื่นใบลาย้อนหลังนั้นไม่เป็นความจริง มีเพียงการลาป่วยเท่านั้นที่ยื่นใบลาย้อนหลังได้

ป้อง 7 สนช.ทำงานแข็งขัน

นายพรเพชรกล่าวว่า สนช.ทั้ง 7 คนที่ตกเป็นข่าว หลายคนที่รู้จักทำงานแข็งขัน ต้องเข้าใจว่า สนช. ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการประจำ บางทีอาจลงมติช่วงที่ติดภารกิจหลายคนขอลา แต่เห็นหน้าในสภาประจำ บางคนเกษียณราชการแล้ว เช่น พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา แต่ก็พบท่านเป็นประจำในสภา สถิติของท่านคงโอเค เมื่อถามว่า การที่ พล.อ.ปรีชาติดร่างแหเพราะใกล้ชิดกับนายกฯหรือไม่ นายพรเพชรตอบว่า ไม่ทราบ แต่ช่วงการลงมติที่ไอลอร์นำมาเปิดเผย อยู่ในช่วงที่ พล.อ.ปรีชาเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม

“บิ๊กป้อม” ย้ำโรดแม็ป ลต.ไม่เปลี่ยน

ส่วนความคืบหน้าการดำเนินการสร้างความปรองดอง วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.00 น.ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม เป็นประธานเปิดหลักสูตรผู้นำพอเพียงเพื่อความมั่นคงรุ่นที่ 1 โดยมี พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.ทหารสูงสุด พร้อมผู้บังคับบัญชาระดับสูงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง โดย พล.อ.ประวิตร กล่าวตอนหนึ่งว่า ในห้วงเกือบ 3 ปีหลังจาก คสช.เข้ามายุติความขัดแย้ง เพื่อให้ประเทศสงบ ถือเป็นยุคเปลี่ยนผ่าน ถือเป็นความสำคัญในรัชกาลที่ 9 จนถึงรัชกาลที่ 10 ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเรื่องความมั่นคง ทุกคนร่วมกันทั้งทหาร ตำรวจพลเรือน เข้ามามีส่วนร่วมทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าสู่ความมั่นคง แม้จะเป็นห้วงที่นายกฯ และหัวหน้า คสช.ได้ปรับยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูปประเทศต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า เมื่อ คสช.เข้ามายุติความขัดแย้งแล้ว ต่อไปเราจะทำอย่างไรนอกจากการบริหารราชการแผ่นดิน นั่นคือการสร้างความปรองดองที่จะเกิดภายในชาติ การปรองดองไม่ใช่มากอดคอนั่งกินข้าวกัน แต่ต้องทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าและมองยุทธศาสตร์ 20 ปีข้างหน้าว่าประเทศจะต้องเดินอย่างไร ทำให้ประชาชนมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน นายกฯ ได้ประกาศชัดเจนว่า จะไม่เปลี่ยนโรดแม็ปจะเดินไปตามนี้และต้องมีเลือกตั้งเพื่อให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตย จะได้ไม่ต้องแบ่งกลุ่มแบ่งฝ่าย เราพยายามทำเรื่องปรองดองในทุกภาคส่วน ทั้งพรรคการเมือง นักวิชาการ ประชาสังคม

รบ.-กองทัพขยับปรองดองคู่ขนาน

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า บางคนมองว่าการปรองดองจะทำได้แน่หรือไม่ ยังดีว่าเป็นแนวทางให้ทุกฝ่ายมามีส่วนร่วม ทั้งในระดับรัฐบาลและกองทัพทำคู่ขนานกันไป เพื่อให้ได้ข้อมูลว่าจะอยู่กันอย่างไร ใน 10 ประเด็นที่ระบุไว้ไม่จำเป็นต้องไปลงนาม จะได้ดูว่าคนไหนเข้าใจ คนไหนไม่เข้าใจ เช่น หากเลือกตั้งแล้วพรรคที่ได้คะแนนมากได้จัดตั้งรัฐบาล เดี๋ยวก็มีคนออกมาเดินขบวน จะได้รู้ว่าการกระทำดังกล่าวผิดตามข้อตกลงร่วมกัน ทั้งนี้ เมื่อสรุปข้อเสนอจากทุกกลุ่มทุกฝ่ายแล้วจะออกทีวีประกาศให้ประชาชนได้รับทราบ

ฮึ่ม “จตุพร” สงสัยให้ถามก่อม็อบผิด ก.ม.

จากนั้น พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่ม นปช.ระบุว่า หากใน 3 เดือน ปรองดองไม่มีความคืบหน้าทาง นปช.จะเปิดเวทีคู่ขนานว่า อยากฝากไปบอกนายจตุพรด้วยว่า ประเทศไทยต้องมีความก้าวหน้า จากการรับฟังข้อเสนอแนะจากพรรคการเมือง นายจตุพรไม่ต้องมาขู่ตนว่าจะมาสร้างม็อบต่อต้านอะไร อยากให้นายจตุพรหันมาร่วมมือกันพัฒนาปฏิรูปประเทศและช่วยกันวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีจะดีกว่า เราไม่ได้บอกว่าจะทำคนเดียวทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเคยพูดไว้ว่าการปรองดองไม่ใช่มานั่งคุยกอดคอกันแล้วจะมาถกเถียงกันจะมีประโยชน์อะไร ดังนั้นอยากให้มาวางมาตรการร่วมกันเพื่อให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้า

เมื่อถามว่ากลุ่ม นปช.จะเปิดเวทีสัมมนาเรื่องปรองดองคู่ขนานเวทีของรัฐบาลจะมีมาตรการอย่างไร พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ก็ตามใจตอนนี้ยังไม่ได้ปลดล็อกทางการเมือง อยากให้มาพูดกับตนดีกว่าถ้านายจตุพรสงสัยอะไรให้มาคุยกับตนได้จะเอาอย่างไรก็พูดมา เพื่อทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้า อย่าไปทำอะไรนอกกรอบ เพราะผิดกฎหมายทางเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการ ฉะนั้นอย่ามายุแหย่ให้เกิดความไม่เรียบร้อยในบ้านเมือง ตนไม่แอบพบกับใคร ถ้าจะมาพบให้มาแบบเปิดเผย สงสัยอะไรก็ให้ถาม ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ได้ทำหนังสือเชิญกลุ่มการเมืองไปแล้ว ให้มาเสนอแนะแนวทางปรองดอง

อนุ กก.เปิดห้องรับฟังพรรคเล็ก

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนพรรคประชาธรรม และพรรคประชาธิปไตยเพื่อประชาชน เดินทางเข้ามาพูดคุยเพื่อหาแนวทางสร้างความสามัคคีปรองดองต่อคณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ ส่วนพรรคประชาสามัคคีเดิมที่นัดไว้ไม่ได้ส่งตัวแทนเข้ามาพูดคุย อย่างไรก็ตาม วันที่ 21 ก.พ. ตัวแทนพรรคปฏิรูปไทย พรรคพลังคนกีฬา และพรรคเพื่อชีวิตจะเข้าร่วมให้ข้อเสนอแนะ ส่วนวันที่ 22 ก.พ.จะงด เนื่องจากคณะอนุกรรมการรับฟังข้อคิดเห็นฯจะรวบรวมข้อมูลจากพรรคการเมืองต่างๆ ที่ประชุมไปก่อนหน้านี้ตั้งแต่วันที่ 14-21 ก.พ. จัดทำข้อสรุปเบื้องต้นก่อน และส่งให้คณะอนุกรรมการบูรณาการข้อคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองที่มี พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.ทหารสูงสุดเป็นประธานอนุกรรมการฯ หากยังไม่ได้ข้อเสนอที่ชัดเจนจะประชุมกลุ่มย่อยให้แล้วเสร็จก่อนจะนำข้อสรุปไปให้กับคณะอนุกรรมการข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.เป็นประธานอนุกรรมการฯ เพื่อจัดทำร่างสัญญาประชาคมต่อไป ขณะเดียวกัน จะรับฟังความคิดเห็นในระดับพื้นที่คู่ขนานกันไปด้วย

แกนนำ พท.ถกส่งตัวแทนร่วมเวที

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในวันที่ 21 ก.พ.แกนนำพรรคเพื่อไทยได้นัดประชุม เพื่อหารือถึงแนวทาง ตัวบุคคล รวมทั้งกำหนดวันที่จะเดินทางไปร่วมหารือกับคณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองต่อไป การประชุมครั้งนี้จะมีความชัดเจนทุกเรื่อง และจะแถลงให้ทราบอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะไปร่วมพูดคุยกับทางคณะอนุกรรมการฯ อย่างแน่นอนเพราะเราไม่ต้องการเป็นอุปสรรคของการสร้างความสามัคคีปรองดอง พรรคเพื่อไทยจะเสนอหลักการและแนวทางสร้างความปรองดองเพิ่มเติมจากที่คณะอนุกรรมการฯส่งมา เพื่อให้เกิดความครอบคลุมและชัดเจนมากยิ่งขึ้น เบื้องต้นจะมี พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคและตนเข้าร่วมหารือแน่นอน

ถ้าจริงใจต้องถอยคนละก้าว

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันที่ 21 ก.พ. เวลา 10.00 น. พรรคเพื่อไทยจะประชุมหารือคัดเลือกตัวแทนพรรคที่จะไปหารือเรื่องปรองดองกับคณะกรรมการ ป.ย.ป. พรรคจะส่งตัวแทนไปร่วมด้วยแน่นอน หากมีความจริงใจอยากเห็นบ้านเมืองเกิดความสงบเดินหน้าไปได้ ทุกฝ่ายต้องหาข้อยุติร่วมกัน หากต้องถอยคนละก้าวก็ต้องยอม คงไม่มีใครได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการทั้งหมด เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายถูกกระทำโดยตลอด ความเป็นธรรมมีให้กับเราหรือไม่สังคมน่าจะรู้

ออก ม.44 ปรับปรุงแต่งตั้งตำรวจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 7/2560 เรื่อง การปรับปรุงระบบการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตํารวจ มีเนื้อหาสรุปว่า การแต่งตั้งข้าราชการตํารวจถ้ามิได้ดำเนินการให้ถูกต้องเป็นธรรมแล้ว จะกระทบต่อขวัญ กําลังใจ และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ถ้ามีผู้ใช้การแต่งตั้งเป็นช่องทางเรียกรับผลประโยชน์อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะยิ่งก่อให้เกิดความคับแค้นใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบ อาจเป็นการผลักภาระต่อไปให้แก่ประชาชน กลายเป็นวัฏจักรแห่งการทุจริตในวงราชการ เพื่อให้มีขั้นตอนชัดเจน โปร่งใส ปราศจากการวิ่งเต้น และปลอดจากระบบอุปถัมภ์ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว หัวหน้า คสช. โดยความเห็นชอบของ คสช. จึงมีคําสั่ง ข้อ 1 ให้ยกเลิกความในมาตรา 54 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 แก้ไขเพิ่มเติมโดยคําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 44/2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหา การบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ และให้ใช้ความ ต่อไปนี้แทน

ตั้งกรรมการดูแต่ละระดับ

“มาตรา 54 การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดํารงตําแหน่งตั้งแต่มาตรา 44 (7) ลงมา ให้ ผบ.ตร. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายซึ่งดำรงตำแหน่ง ไม่ตํ่ากว่าผู้บัญชาการเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ดังต่อไปนี้ (1) ให้หัวหน้าส่วนราชการหรือหน่วยงานระดับกองบังคับการ แต่งตั้งคณะกรรมการ กลั่นกรองการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับกองบังคับการ แล้วเสนอต่อหัวหน้าส่วนราชการ (2) ให้หัวหน้าส่วนราชการหรือหน่วยงานระดับกองบัญชาการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรอง การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับกองบัญชาการ พิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในส่วนราชการหรือหน่วยงานนั้น (3) ให้ ผบ.ตร. แต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ เพื่อพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่ได้รับการเสนอตาม (1) หรือ (2) แล้วเสนอต่อ ผบ.ตร.ให้เป็นผู้สั่งแต่งตั้งเพื่อดำเนินการแต่งตั้งต่อไป กรณีที่ผู้สั่งแต่งตั้งเห็นว่ารายชื่อข้าราชการตำรวจตามวรรคหนึ่งผู้ใดไม่เหมาะสม หรือมีข้าราชการตำรวจซึ่งเห็นสมควรดำรงตำแหน่งต่างๆ เพื่อประโยชน์แก่การบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจให้เกิดประสิทธิภาพ ให้ผู้สั่งแต่งตั้งมีอำนาจแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติม การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ แล้วดำเนินการแต่งตั้ง หรือสั่งให้พิจารณาทบทวน การเสนอแต่งตั้งได้ตามควรแก่กรณี

สั่งศึกษาปฏิรูปทั้งระบบ

ข้อ 2 การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่ง ตามมาตรา 44 (7) ถึง (10) ในวาระการแต่งตั้งประจําปี พ.ศ.2559 ให้ดำเนินการตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 21/2559 เรื่อง การปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนกว่าจะแล้วเสร็จ โดยให้นําข้อ 1 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ข้อ 3 การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้กระทําโดยสุจริต เป็นธรรม ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด หากมีเรื่องร้องเรียน หรือมีการเรียก รับให้ หรือสัญญาว่าจะให้ประโยชน์ตอบแทน แลกเปลี่ยนหรือจูงใจในการแต่งตั้งไม่ว่าด้วยประการใดๆ ให้ผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบหรือสอบสวนโดยเร็ว และรายงานผลให้ผู้บังคับบัญชาเหนือชั้นขึ้นไป ให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) กระทรวงยุติธรรม มีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน เกี่ยวกับการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ อีกช่องทางหนึ่ง ข้อ 4 ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศึกษาแนวทางการปฏิรูปตำรวจทั้งระบบ บนพื้นฐานของหลักนิติธรรม แล้วรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ เพื่อเสนอให้คณะกรรมการปฏิรูปกิจการตำรวจที่จะจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 206 ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รับไปพิจารณา ตามหน้าที่ และอำนาจต่อไป ข้อ 5 ในกรณีเห็นสมควรนายกฯ หรือคณะรัฐมนตรี อาจเสนอให้ คสช.แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้ ข้อ 6 คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 20 ก.พ. พ.ศ.2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.

นายกฯถก ป.ย.ป.แก้ทุจริตจัดซื้อ

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป) เป็นประธานการประชุม ป.ย.ป.วงในหรือมินิคาบิเนตว่าด้วยคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ครั้งที่ 2 โดยมีรองนายกฯ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง นาย สมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผอ.สำนักงบประมาณ และนายอำพน กิตติอำพน ผอ.สำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (พีเอ็มดียู) เข้าร่วม เพื่อพิจารณาเรื่องการแก้ไขปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง กระทรวงการคลัง

จ่อออกระเบียบหรือมติ ครม.สกัดฮั้ว

ต่อมาภายหลังการประชุม นายอำพน แถลงว่า นายกฯสั่งการกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง หามาตรการเพิ่มเติมออกระเบียบทำให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อป้องกันการทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง จากมาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบันและให้เป็นสากล ในช่วงที่รอ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุในภาครัฐ ประกาศใช้กลางปีนี้ และรอการกำหนดกฎหมายลูก เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างมีความเป็นธรรม การทำข้อกำหนดของผู้ว่าจ้าง (ทีโออาร์) โปร่งใส ไม่มีล็อกสเปก เป็นธรรมกับผู้เข้าแข่งขัน ไม่เกิดการสมยอมกัน และการจัดซื้อจากผู้ผลิตโดยตรง ไม่ผ่านคนกลาง โดยนายกฯให้เวลาส่งเรื่องให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีวันที่ 24-27 ก.พ. เพื่อกำหนดเป็นวาระเพิ่มเติมเสนอที่ประชุม ครม.ในวันที่ 28 ก.พ.ออกเป็นมติ ครม.หรือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

ด้าน น.ส.สุทธิรัตน์ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 58 กรมบัญชีกลางกำหนดให้เผยแพร่ราคากลางผ่านเว็บไซต์ ให้ทำทีโออาร์และราคากลางชัดเจน ในระบบจะปิดไม่ให้เห็นว่าบริษัทที่มายื่นซองประมูล และหน่วยงานราชการไม่มีโอกาสเห็น จะได้ไม่เกิดการสมยอมกัน และให้ทำสัญญาคุณธรรมและมีผู้สังเกตการณ์ ส่งผลให้ประหยัดงบประมาณไปได้เกือบ 7 หมื่นล้านบาท พร้อมขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ แบ่งเกรดและประเมิน ทำให้ผู้ประกอบการเข้าระบบโปร่งใสมากขึ้น มีบทลงโทษทั้งจำและปรับ นายกฯยังสั่งการให้ผลักดันเปิดข้อมูลโครงการก่อสร้างอื่นๆเพิ่ม

คุมเข้มงบฯดูงาน ตปท.เอาที่จำเป็น

ด้าน ผอ.สำนักงบประมาณ แถลงว่า นายกฯย้ำสำนักงบประมาณให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้มีความพร้อมและโปร่งใส ให้กำหนดการทำทีโออาร์ การประมาณค่าก่อสร้าง สเปก กำหนดแผนงานการเบิกจ่ายงบประมาณ เริ่มทำทีโออาร์ จัดซื้อจัดจ้างเมื่อไหร่ และทำสัญญาเสร็จเมื่อไหร่ เพื่อแสดงความโปรงใส ตั้งงบประมาณ การจัดทำบัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ สิ่งก่อสร้าง ให้เป็นไปตามราคากลาง มาประกอบการพิจารณางบประมาณเป็นไปตามมาตรฐานใน พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ และใช้เป็นใช้มติ ครม.หรือระเบียบสำนักนายกฯไปก่อน และนายกฯให้ดูการตั้งงบประมาณดูงานต่างประเทศและค่าจ้างที่ปรึกษา กำชับให้ตั้งงบประมาณเข้มงวดขึ้น เฉพาะที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น เพื่อปรับลดงบฯทั้งส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ

เปิดช่อง ตปท.ลงทุน 5 พันล้านขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ ในการประชุม ป.ย.ป.นายกฯขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปโครงการใหญ่ๆ ที่มีงบฯการลงทุน 5 พันล้านบาทขึ้นไป สามารถเปิดให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขันได้หรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลกำลังจะมีการทุนโครงการใหญ่ๆเป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ บริษัทใหญ่ๆในประเทศไทยมีไม่กี่บริษัท แค่ 4-5 บริษัทเท่านั้น อย่างโครงการรถไฟฟ้า เมื่อรัฐบาลมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่จำนวนมาก ทำให้ถูกมองได้ว่ารัฐบาลฮั้วผูกขาดกับบริษัทเหล่านี้ และพอถึงเวลาเมื่อได้งานประมูลใหญ่ๆไปมากๆแต่สร้างไม่เสร็จ เสียทั้งงบฯและเวลา แต่เป็นการเปิดโอกาสให้กับบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเข้ามา เพื่อเปิดโอกาสให้ไทยได้เรียนรู้และเกิดการจ้างแรงงานไทย และนายกฯกำชับต้องไปชี้แจงให้เข้าใจว่า ตรงนี้ไม่ได้เป็นการปิดกั้นบริษัทเล็กๆของไทย เพราะการเข้ามาต้องไม่ไปยุ่งกับโครงการระดับล่าง ระดับกลาง ที่ใช้งบประมาณลงทุน 1-2 พันล้านบาท และจะมีกฎเกณฑ์ขึ้นมากำหนดที่ชัดเจน

สปท.สื่อชงปรับใหม่ พ.ร.บ.สื่อ

อีกเรื่อง ที่รัฐสภา พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แถลงความคืบหน้าการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการสื่อสารมวลชน สปท. เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ได้ทบทวนเนื้อหาร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว ตามที่วิป สปท. ให้ความเป็นห่วง โดยเฉพาะโครงสร้างกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติที่มีปลัดกระทรวง 4 คน ร่วมเป็นกรรมการฯ ซึ่งกมธ.เห็นควรให้คงสัดส่วนกรรมการสภาวิชาชีพไว้ที่ 13 คน ตามเดิม แต่มีการเสนอให้ลดโควตาตัวแทนภาครัฐลงจากเดิม ซึ่งมีแนวทางที่เสนอมาหลายรูปแบบเช่น 1.การลดโควตาปลัดกระทรวง จาก 4 คน เหลือ 2 คน แล้วนำโควตาไปเพิ่มตัวแทนสื่อและตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิอย่างละ 1 คน 2.การลดโควตา ปลัดกระทรวง จาก 4 คน เหลือ 2 คน แล้วนำโควตาไปเพิ่มตัวแทนสื่อ 2 คน ทำให้ภาคสื่อมีตัวแทนในสภาวิชาชีพเพิ่มเป็น 7 คน 3.การให้มีปลัดกระทรวงเป็นตัวแทนภาครัฐ 4 คนเท่าเดิม แต่ให้เขียนบทเฉพาะกาลว่า เมื่อมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ปลัดกระทรวงทั้ง 4 คนต้องพ้นหน้าที่ไป แล้วนำโควตาไปเพิ่มให้ตัวแทนภาคอื่นๆ แนวทางทั้งหมดเหล่านี้ กมธ.ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะใช้แนวทางใด โดยจะประชุม กมธ.อีกครั้งในวันที่ 21 ก.พ. เพื่อหาข้อสรุปว่ากรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ 13 คน จะมีสัดส่วนจากภาคใดบ้าง

หั่นโควตา 4 ปลัดกระทรวงเหลือแค่ 2

พล.อ.อ.คณิตกล่าวว่า ข้อเสนอครั้งนี้ เป็นการแสดงเจตนาบริสุทธิ์ใจให้เห็นว่า สปท.สื่อสารมวลชนไม่ได้เสนอโครงสร้างสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติเพื่อไปแทรกแซงการทำงานสื่อ ส่วนเหตุผลที่ยังให้มีตัวแทนภาครัฐในโครงสร้างสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ เนื่องจากภาคราชการกับภาคเอกชนต้องเดินไปด้วยกัน ไม่มีประเทศใดในโลกที่ให้ภาคเอกชน หรือภาคราชการเดินไปเดี่ยวๆ เหมือนทำอาหารต้องใส่หลายๆอย่างให้อาหารอร่อยขึ้น

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน กล่าวว่า แนวโน้มผลการประชุมของ กมธ. ในวันที่ 21 ก.พ. คงจะปรับลดโควตาปลัดกระทรวงในโครงสร้างกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติลงมา โดยเฉพาะปลัดกระทรวงการคลังที่หลายฝ่ายเกรงกัน จะไม่ให้อยู่ในโครงสร้างดังกล่าว จะให้มี สัดส่วนของภาครัฐอยู่ในกรรมการสภาวิชาชีพน้อยที่สุด เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ศาลแพ่งเลื่อนนัดคดี “ปู” ฟ้อง “บิ๊กตู่”

ที่ศาลแพ่ง เมื่อเวลา 09.00 น. ศาลนัดชี้ 2 สถาน เพื่อกำหนดสืบพยานคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นโจทก์ฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ นายอภิศักดิ์ ตันติวงวงศ์ รมว.คลัง นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดโครงการจำนำข้าว นายมนัส แจ่มเวหา อดีตอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง และนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นจำเลยที่ 1-7 เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากกรณีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดโครงการรับจำนำข้าว กระทั่งมีคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหาย 3.5 หมื่นล้านบาทกับกระทรวงการคลัง โดยนายนพดล หลาวทอง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ศาลได้เลื่อนนัดออกไปจากเหตุที่ฝ่ายจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การคัดค้านส่งต่อศาล หลังจากโจทก์ยื่นฟ้องไปเมื่อวันที่ 23 พ.ย.59 และศาลประทับรับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว ศาลนัดพิจารณาอีกครั้งวันที่ 8 พ.ค. เวลา 13.30 น.

“พีระศักดิ์” ขีดเส้น 90 วัน ไล่สอบ 7 สนช.จอมโดดร่ม ถ้าพบลงมติไม่ถึง 1 ใน 3 ในช่วง 90 วันพ้นสมาชิกภาพทันที ทำขึงขังแม้จะยื่นใบลาถูกต้องก็ต้องพิจารณาปมจริยธรรมควบคู่ไปด้วย “พรเพชร” โต้ครหาอนุมัติใบลาง่ายดาย ยันเข้มงวด 21 ก.พ. 2560 00:01 21 ก.พ. 2560 00:28 ไทยรัฐ