วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดใจเจ้าของตึกร้างระฟ้า 'สาธรยูนีค' อนุสรณ์ 20 ปี วิกฤติต้มยำกุ้ง

ตั้งตระหง่าน ระฟ้า ท้าพิสูจน์
จุดดึงดูด ชาวไทยเทศ ทั่วเขตขัณฑ์
ลืออาถรรพณ์ สร้างไม่เสร็จ เหตุใดกัน
ตึกร้างนั้น ชื่อโจษจัน ‘สาธรยูนีค’

หากบรรยายถึงตึกร้างที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโรมัน สูงเสียดฟ้า กว่า 50 ชั้น ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก ‘ยูนีค ทาวเวอร์’ ตึกร้างที่สูงที่สุดในประเทศไทย และตึกนี้ ‘โด่งดัง’ ไปไกลทั่วโลก ด้วยฉายาที่เรียกขานกันว่า ‘Ghost Tower’ แม้ชื่อจะฟังดูน่ากลัว แต่กลับดึงดูดทั้งคนไทยและต่างชาติให้ขึ้นมาพิชิตยอดตึกสูงที่มีวิวทิวทัศน์งดงามที่สุดแห่งหนึ่ง

แต่น้อยคนนัก ที่จะรู้ถึงที่มาที่ไป...ทำไมถึงร้าง ทำไมไม่สร้างต่อให้เสร็จ แม้กระทั่ง ทำไมไม่ขายให้จบๆ กันไป หลากหลายคำถามถูกเล่าผ่าน ‘พรรษิษฐ์ ต่อสุวรรณ’ กรรมการบริหารบริษัท สาธรยูนีค จำกัด ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่มารับช่วงต่อจากคุณพ่อ ‘อ.รังสรรค์ ต่อสุวรรณ’ สถาปนิกเบอร์ต้นของเมืองไทย เจ้าของตึกระฟ้าแห่งนี้

นายพรรษิษฐ์ เริ่มเล่าว่า 1,800 ล้านบาท คือ เงินลงทุนโครงการทั้งหมดของสาธรยูนีค โดยได้งบมาจาก 3 ส่วน ได้แก่ เงินลงทุนของบริษัท สาธรยูนีค จำกัด เงินจากการขายพรีเซลส์ลูกค้า ซึ่งเปิดขายโครงการไม่ถึงเดือนก็ประสบความสำเร็จ ด้วยราคาขายขณะนั้นอยู่ที่ตร.ม. ละ 25,000 บาท (ปัจจุบัน ตร.ม. ละ แสนกว่าบาท) ทำให้ขายได้ถึง 90% ส่วนอีก 10% ที่เหลือเป็นเพนท์เฮาส์ และช็อปด้านล่าง ซึ่งรอขายหลังจากมีลูกค้าเข้ามาอยู่ และเงินก้อนสุดท้าย มาจากการเซ็นสัญญากู้เงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไทยเม็กซ์ จำกัด (มหาชน) ด้วยจำนวนเงิน 640 ล้านบาท โดยจะแบ่งจ่ายให้เป็นงวด

แต่แล้ว ‘สาธร ยูนีค’ ก็เกิดสะดุดขึ้นมาในปี 2536 อ.รังสรรค์ ต่อสุวรรณ พ่อของนายพรรษิษฐ์ ถูกตั้งข้อหาในคดีจ้างวานฆ่านายประมาณ ชันซื่อ ประธานศาลฎีกาในขณะนั้น เนื่องจากเป็นหัวเรือใหญ่ของบริษัทมีชื่อไปเกี่ยวข้องในคดีจ้างวานฆ่า จึงทำให้สถาบันการเงินชะลอการปล่อยเงินกู้ เพราะเกรงว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้น แต่หลังจาก อ.รังสรรค์ ถูกขังหลายเดือนจนได้รับการประกันตัว สถาบันการเงินก็ปล่อยเงินกู้ต่อไป แต่อย่างไรก็ดี ปัจจุบันศาลได้ยกฟ้องคดีนี้แล้ว

หลังจากนั้น ปี 2540 สถาบันการเงินหลายที่ปล่อยกู้ให้กับบริษัทสาธรยูนีค ได้ปิดตัวลงจากวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง จากสาเหตุหนี้สินท่วม จนรัฐบาลเล็งเห็นว่า หากปล่อยไว้จะล้มเป็นโดมิโน่ จึงจำเป็นต้องตัดมะเร็งทิ้ง พร้อมกับขอเงิน IMF มาช่วย เมื่อสถาบันการเงินถูกปิด บ.สาธรยูนีค จึงถูกตัดเงินที่ให้กู้ไปโดยปริยาย

รัฐปิดตา เจ้าของธุรกิจไร้ที่พึ่ง เลือกจบปัญหาด้วยชีวิต

นายพรรษิษฐ์ เล่าต่อว่า แม้สถาบันการเงินจะปิดไปแล้ว แต่สามารถฟ้องผู้ที่รับสิทธิ์ต่อได้ ก็คือ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน แต่ก็ยากลำบากตรงที่ทุกสิ่งทุกอยากถูกยำรวมกันเป็นแกงโฮะ โดยตามกฎหมายที่รัฐบาลเขียนขึ้นมาจะต้องตรวจดูบัญชีก่อน แยกหนี้ดี หนี้เสีย แต่รัฐไม่ทำ กลับเอาบริษัทที่มีปัญหาทั้งหมดมายำรวมกัน และแบ่งขายทอดตลาด จัดประมูลและลดราคาให้ด้วย พอเอกชนประมูลเสร็จเพิ่งมาดูกฎหมายว่า ต้องเป็นบริษัทกองทุนรวมประมูลและจะได้ละเว้นภาษี ซึ่งแทนที่รัฐจะยกเลิกการประมูล แต่กลับบอกผู้ที่ประมูลได้ ให้ไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกองทุนรวมมาสวมสิทธิ์แทน

นอกจากนี้ ครั้นจะไปฟ้องหน่วยงานของรัฐก็ถูกตัดตอน แต่ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการยุติธรรมมีเอี่ยวในเรื่องนี้ แต่เพราะพวกเขาไม่อยากรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะถ้าเปิดรับ ปัญหาจะแห่มาเป็นสึนามิ และต้องรื้อแก้ไขใหม่ระบบเศรษฐกิจจะพังทั้งหมด

“การที่คุณไม่ได้รับความยุติธรรม โดยรัฐซึ่งเปรียบเสมือนพ่อแม่คุณ แต่พ่อแม่คุณหักหลังคุณเอง ยัดเยียดเอาบาปให้คุณ เอาความชั่วร้ายทั้งหมดให้คุณ และบอกว่าคุณน่าจะต้องตาย คุณต้องล้มละลาย นี่ไงคนที่ล้มเขาถึงฆ่าตัวตายกันตอนปี 40” นายพรรษิษฐ์ กล่าวอย่างเจ็บปวด

ลูกค้าก้มกราบเท้า “คืนเงินผมเถอะ”

ผู้สื่อข่าวถามชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านหน้าว่า “ปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด?” นักธุรกิจหนุ่ม ยิ้มแห้งๆ ก่อนตอบว่า “เคยมีลูกค้าเป็นคุณลุง วัย 70 ปี ซื้อคอนโดให้ลูกเป็นโครงการนอกเมือง เขาเป็นเจ้าหนี้เราแค่เแสนเดียว อยู่ๆ มาหาผมแล้วลงไปคุกเข่ากราบเท้าผม แกพูดว่า ขอเงินแสนเดียวคืนเถอะ จะเอาไปให้ลูก ผมอึ้ง...น้ำตามันล้นแต่ร้องไห้ไม่ออก รีบลงไปคุกเข่าตามและบอกไปว่า คุณลุงอย่าทำแบบนี้เลยครับ ผมทำอะไรไม่ได้จริงๆ จะให้ผมตายก็ได้ แต่ถ้าผมคืนเงินให้ลุง เจ้าหนี้ที่เหลือก็จะมาฆ่าผมแน่ๆ ว่าทำไมคุณลุงได้พวกเขาไม่ได้

นอกจากนี้ ก็เคยมีแบบชี้หน้าด่าว่า พ่อแม่มึงโกงกูหรอ หรือชาวเน็ตที่คอมเมนต์ด่าในโซเชียลมีเดียว่า พวกมึงเป็นภาระของประเทศ ตึกนี้เมื่อไหร่จะทุบทิ้งสักที เป็นภาระทัศนอุจาดของประเทศ เอาไว้ก็ประจานประเทศ เป็นตราบาปของประเทศ ผมอ่านตลอดนะ หรือบางทีมาแบบขอร้อง เป็นป้าแก่ๆ มาขอเงินคืน บางทีผมก็พูดไม่ออก มันจุกไปหมด”

อย่างไรก็ดี แม้ว่านายพรรษิษฐ์ จะอยากควักเงินในกระเป๋าสตางค์ตัวเองชดใช้ให้กับเจ้าหนี้ แต่ก็ยอมรับอย่างตรงๆ ว่า “ผมไม่มีปัญญาเลยครับ เพราะว่าถ้าให้คนนี้ คนต่อๆ ไปก็จะมาเยอะมาก ไม่ใช่แค่โครงการสาธรยูนีค เท่านั้น แต่ยังมีโครงการอื่นๆ อีกมาก แค่เฉพาะเจ้าหนี้โครงการสาธรยูนีค ประมาณ 500 ราย และต้องคืนให้เขาเต็มจำนวนทั้งหมดประมาณ 700 กว่าล้านบาท”

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เคยมีลูกค้ายื่นฟ้องร้องบ้างไหม? กรรมการบริหาร บ.สาธรยูนีค ตอบว่า “เคย แต่น้อยมากมีเพียง 10% เท่านั้น และเคยฟ้องจนถึงศาลฎีกา ซึ่งจะมีการยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาด และต้องวางเงินประกัน แต่ผู้ฟ้องก็ต้องถอย เพราะมูลค่าของตึกสูงมาก และส่วนใหญ่คดีก็จบแล้ว”

ปณิธาน อ.รังสรรค์ ต้องการคืนเงินลูกค้าให้ได้มากที่สุด

เป็นคำถามที่ใครๆ ต่างก็อยากรู้ว่า ตึกร้างสูงที่สุดในประเทศไทย...ทำไมยังอยู่? ลูกชายเจ้าของตึกร้างชื่อดัง ให้คำตอบว่า คุณพ่อของเขา คือ อ.รังสรรค์ เจ้าของตึก มีความเชื่อว่า ตึกนี้มีคุณค่า สามารถขายได้ในราคาพอที่จะเยียวยาทุกคน และคุณพ่อของเขาเป็นคนที่รักในชื่อเสียงของตัวเอง ถึงแม้ว่าจะถูกกระทำจนชื่อเสียงป่นปี้ แต่ก็ยังมีความสุขและรักในชื่อเสียงของตัวเองเสมอ ที่สำคัญ อ.รังสรรค์ มีความรู้สึกว่า หากไปเดินตลาดและเจอคนมาด่าว่าไปโกงเงิน คงรับไม่ได้ จึงตั้งปณิธานว่า จะต้องคืนเงินแก่ลูกค้าทั้งหมดเท่าที่จะสามารถหามาให้ได้ ซึ่งก็คือ เงินต้น ทั้งหมด

ดังนั้น วิธีการแก้ปัญหาในเรื่องนี้ก็คือ คำนวณเงินที่เป็นหนี้ทั้งหมด ทั้งเจ้าหนี้ที่เป็นลูกค้า เจ้าหนี้ผู้รับเหมาก่อสร้าง และเจ้าหนี้สถาบันการเงิน ซึ่งสถาบันการเงินรายใหม่คิดดอกเบี้ยเต็ม และตั้งราคาขายไว้ที่ 3,000 ล้านบาท

“โอกาสลดราคามี แต่มันไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของผม ที่อยากขายเร็วๆ ก็ลดให้ได้ แต่ตึกนี้มันมีเจ้าหนี้เยอะ และราคาก็ไม่ได้ตั้งจนเว่อร์ เพราะมันมีลิสต์เป็นหลักฐานอยู่แล้ว เช่น สถาบันการเงินเรียกราคานี้ เนื่องจากฟ้องบริษัทสาธรยูนีคมาและเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยเต็มที่ 20 ปี ตัวเลขมันอยู่ในคดี เขาก็เรียกตามนี้” นายพรรษิษฐ์ ชี้แจง

10 กว่าปี มีคนสนใจซื้อตึกนับร้อยราย

นายพรรษิษฐ์ กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลาที่ดูแล บ.สาธรยูนีค มา 15 ปี มีคนมาดูตึกดังกล่าวนับร้อยรายทั้งผู้ลงทุนในประเทศและต่างชาติ หากเป็นผู้ลงทุนในประเทศที่ต้องการตึกนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะว่าตึกนี้มีชื่อเสียงใครสานต่อจนสำเร็จก็มีโอกาสที่จะติดอันดับในวงการอสังหาริมทรัพย์ได้ แต่สุดท้ายก็สู้ราคาไม่ไหว หรือดีไซน์ไม่ตรงตามที่ต้องการ เพราะคอนโดปัจจุบันเน้นห้องเล็ก แต่สาธรยูนีคเป็นห้องขนาดใหญ่สไตล์ยุค 80-90

ขณะที่ ผู้ลงทุนต่างประเทศ มีทั้งเจ้าชายจากซาอุดีอาระเบีย หรือกลุ่มผู้ลงทุนจากอเมริกา แต่เป็นอันต้องคลาดกันมาโดยตลอด เพราะปัญหาที่ไม่สามารถแสดงสถานะทางการเงินได้ หรือมีปัญหาเรื่องการนำเงินเข้ามาในประเทศ ต้องยืดเยื้อเวลาทำสัญญาต่อ แต่พอยืดเวลาก็จะมีคนมาเสียบตลอด ทำให้ทุกวันนี้ หากจะทำสัญญากับใครต้องดูให้มั่นใจก่อนว่า ผู้ลงทุนมีความสามารถพอที่จะซื้อตึกนี้ได้ เพราะหากทำสัญญากันไปเรื่อยๆ แล้วยังไม่พร้อมวางเงิน ก็จะทำให้พลาดโอกาสจากผู้ลงทุนรายอื่นๆ ที่สนใจตึกนี้

ไร้โอกาสสร้างต่อเอง! คาดใช้เงินลงทุนอย่างน้อย 1.2 พันล้านบาท

มีโอกาสไหมที่จะพัฒนามันขึ้นมาใหม่ด้วยน้ำมือเราเอง? ลูกชายเจ้าของตึกร้างสาธร ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่มีโอกาสแน่นอนครับ” พร้อมให้เหตุผลว่า ราคาซื้อขายเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตร.ม. ละ 25,000 บาท ลูกค้าจองไป 90% แล้ว ถ้าสร้างตึกนี้เสร็จและส่งมอบให้ทุกคนได้ตามสัญญาเดิม บ.สาธรยูนีค จะได้เงินมาแค่ 600 ล้านบาท

ขณะที่ ปัจจุบันค่าก่อสร้างตึกนี้ต่อให้เสร็จ จะต้องใช้เงินขั้นต่ำ 1,200 ล้านบาท แต่หากต้องการให้เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว จะต้องใช้เงิน 2,000 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมกับถามผู้สื่อข่าวกลับมาว่า “สถาบันการเงินที่ไหนจะให้กู้ทั้งๆ ที่รู้ว่า ขาดทุนแน่ๆ”

ปัดร่วมลงทุนสร้างต่อ แจงให้บุคคลที่สามเข้ามาทำแทน

หากจะใช้วิธีกู้เงินมาคืนลูกบ้านให้ครบ แล้วหาผู้ร่วมลงทุนเพื่อสานต่อจนแล้วเสร็จ ทำได้หรือไม่? กรรมการบริหาร บ.สาธรยูนีค ส่ายหน้าปฏิเสธแทนคำตอบ ก่อนอธิบายต่อว่า “เคยมีคนมาเสนอให้คืนเงินลูกบ้าน และเขาจะร่วมลงทุนกับผม เพื่อสร้างตึกนี้ให้เสร็จ แต่ผมปฏิเสธไป โดยให้เหตุผลที่ว่า ลูกบ้านเขาไม่เอา เขาจะเอาห้อง ทำไมเขาถึงต้องรอ 20 ปี ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ดอกเบี้ยสักสลึงเดียว ในขณะที่ผมเอาตึกนี้ไปทำกำไรเข้ากระเป๋าตัวเองอย่างมหาศาล

เพราะว่า ผมจะต้องขาย ตร.ม. ละแสนกว่าบาทอยู่แล้ว ทำไมเขาถึงจะต้องได้รับเงินเท่าเดิม มันไม่ยุติธรรม ฉะนั้น สถานการณ์ในตอนนี้และในอนาคต ผมกับลูกบ้านจะต้องหยิบเงินแล้วเดินออกไปพร้อมกัน แล้วให้คนอื่นเขาทำต่อ ผลประโยชน์อยู่กับคนอื่นไม่เกี่ยวกับเรา เราแค่ได้เงินคืนเราก็พอใจแล้ว”

บทเรียน ‘สาธร ยูนีค’ จากวิกฤติต้มยำกุ้ง

“เมื่อสมัย 20 ปีที่แล้ว ผมอายนะ ผมรู้สึกว่า ครอบครัวผมไปโกงอะไรใครหรือเปล่า จนกระทั่งผ่านมาก็ค่อยๆ เรียนรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถือว่าเป็นมหาลัยที่ดีให้ผมได้รู้เช่นเห็นชาติ” นายพรรษิษฐ์ เกริ่นก่อนอธิบายต่อ

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิกฤติครั้งนี้ คือ รัฐบาลหลายๆ รัฐบาลก็ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเข้มข้น คนที่รักษากฎหมาย คนที่เป็นผู้รักษาความยุติธรรมกลับเอามือซุกหีบ เอาทุกสิ่งทุกอย่างหมกไว้ใต้พรม แล้วคิดว่า เดี๋ยวคนพวกนี้คงตายไปกันเอง...

นอกจากนี้ ตนยังได้เรียนรู้วิธีการในการจบปัญหาอย่างถูกกฎหมาย และชอบธรรม ไม่ว่าจะเป็น ‘การขายหุ้น’ ขายให้กับบุคคลที่สาม พอซื้อหุ้นไปก็เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูโดยศาลล้มละลาย โดยมีวิธีการมากมายที่ทำให้การลดหนี้ลงจาก 100 บาท หรือ 5 บาท โดยคำพิพากษา และมีหลายโครงการที่ใช้วิธีนี้

หรือ ‘การขายทอดตลาด’ ที่กรมบังคับคดี บ.สาธรยูนีค ซึ่งเป็นพันธะติดอยู่กับลูกบ้าน มีสัญญาซื้อขายกันอยู่ก็ต้องล้มละลายไป หนี้สินทั้งหมดก็สูญ แต่นายพรรษิษฐ์ ยืนยันว่า เหตุการณ์ข้างต้นจะไม่มีวันเกิดขึ้นแน่ ตราบใดที่ยังมีพ่อแม่และตัวเขาดูแลบริษัทนี้อยู่

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันสอนให้ผมเป็นคนโกง...แต่พ่อกับแม่ผมดึงไว้ เอาเชือกมัดคออยู่ ถามว่าอึดอัดไหม มันก็อึดอัดจนชิน แต่ถ้าทำตามทางของธุรกิจผมก็รอด ครอบครัวก็รอด แต่ถูกลูกค้าประณาม ขณะเดียวกัน ถ้าจะทำให้ถูกตามทำนองคลองธรรมก็จะถูกคนอีกกลุ่มด่าทอว่า...โง่ ไม่ยอมทำตามวิถีทางธุรกิจ คุณเป็นผมคุณจะทำอย่างไร?”

เศรษฐกิจไทยวันนี้ เหมือน ‘มะเร็ง’ ไม่รู้ว่ามี รอวันลามทั่วร่างกาย

เศรษฐกิจในวันนี้ จะเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 40 หรือไม่? นายพรรษิษฐ์ มองว่า เมื่อปี 40 เป็นเหมือน ‘Heart Attack’ อยู่ๆ ก็เป็นแบบฉับพลันขึ้นมา แต่ก็สามารถทำบอลลูน หรือบายพาสจนรอดตายมาได้ แต่ตอนนี้ คือ ‘มะเร็ง’ ซึ่งอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันเกิดขึ้น และจะค่อยๆ แสดงอาการออกมา ซึ่งแค่นี้อาจจะรักษาได้ หายจากมะเร็งได้ แต่ถ้าไม่หายมันจะค่อยๆ ลามไปยังส่วนอื่นของร่ายกายเรื่อยๆ จะช้าหรือเร็วก็ไม่อาจทราบได้

“ผมคิดว่า มันจะเป็นหนักกว่าเดิมเยอะ เพราะว่า สิ่งที่รัฐบาลหลายๆ รัฐบาลทำ คือ การตั้งกฎหมายขึ้นมาเองแล้วละเมิดกฎหมาย เพราะตัวเองมีอำนาจใหญ่โต ขนาดกฎหมายที่ตั้งขึ้นมาเองยังไม่สามารถที่จะทำได้เลย และเป็นทุกรัฐบาลไม่ใช่แค่เพิ่งจะมาเป็นด้วย” เจ้าของตึกร้างระฟ้า ทิ้งท้าย

นี่คือบทเรียนของผู้ชายที่ชื่อพรรษิษฐ์และครอบครัวต่อสุวรรณได้รับจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ในครั้งนี้

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตกงาน ขายตัว ฆ่าตัวตาย! ครบ 20 ปี 'ต้มยำกุ้ง' ศก.ไทยจะซ้ำรอยเดิมหรือไม่?

หากบรรยายถึงตึกร้างที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโรมัน สูงเสียดฟ้า กว่า 50 ชั้น ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก ‘ยูนีค ทาวเวอร์’ ตึกร้างที่สูงที่สุดในประเทศไทย 20 ก.พ. 2560 19:19 ไทยรัฐ