วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ถอดรหัสกฎอาเซียน ไข!ปัญหารถเอ็นจีวี

รับมั้ยรับ... ล้มมั้ยล้ม...“รถ เอ็นจีวี 489 คัน”

ที่กรมศุลกากรตั้งข้อสงสัยว่า...เชื่อว่า...จึงกล่าวหาว่า...รถเอ็นจีวีที่ว่านั้นสัญชาติจีนหรือมาเลเซีย...กันแน่

ส่วน ขสมก.จะยกเลิกสัญญาจริงหรือไม่? ขณะที่บริษัทฯผู้ชนะประมูลให้เหตุผลที่มาของความล่าช้านั้น อยู่นอกเหนือความควบคุมของบริษัทฯต้องถือเป็นเหตุสุดวิสัย

บริษัทฯพร้อมส่งมอบรถให้ ขสมก.ตั้งแต่ 2 เดือนที่แล้ว แต่ที่ส่งมอบ ไม่ได้เพราะทุกฝ่ายในบ้านเมือง ตั้งแต่นายกฯ, อัยการฯ มาถึงผู้อำนวยการ ขสมก. ต่างพูดเป็นเสียงเดียวตลอดมาว่า...“ต้องรอความชัดเจนจากกรมศุลกากรก่อนว่าจะให้รถเอ็นจีวีลอตนี้ตีตราสัญชาติใดแน่”

เป็นที่น่าสังเกตเหลือเกินว่า...“เมื่อทุกฝ่ายประสานเสียงกันว่า ต้องรอกรมศุลฯ...แล้วทำไมถึงจู่ๆมากล่าวหาบริษัทฯส่งมอบรถไม่ทันตามสัญญาจะยกเลิกสัญญากันให้ได้

ทำไมถึงไม่ไปเร่งรัดที่กรมศุลฯ หรือว่ากรมศุลฯหมดมุกเตะถ่วง แล้ว จึงโยกไปให้ ขสมก.ใช้มุกยกเลิกสัญญาแทน หวังเปิดประมูลใหม่ ตามใบสั่งใครบางคน”

ชนิด ศุทธยาลัย หรือ อาจารย์ชนิด ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายศุลกากร และกฎระเบียบการค้าเสรีอาเซียน อดีตข้าราชการกรมศุลกากร ตั้งข้อสังเกตและเปิดประเด็นว่า ขสมก.ในฐานะคู่สัญญาก็หลงทิศหลงทางเสี่ยงถูกฟ้อง กรมศุลกากรเองก็ปฏิบัติไม่ถูกต้อง จากที่ได้ตรวจสอบข้อกฎหมายและระเบียบต่างๆพอจะสรุปได้ว่า

กรมศุลกากรหาว่าบริษัทฯผู้นำเข้ามีความผิดฐานสำแดงประเทศแหล่งกำเนิดของสินค้าเป็นเท็จตาม พ.ร.บ.ห้ามนำของที่มีการแสดง กำเนิดเป็นเท็จเข้ามา พ.ศ.2481

ทางบริษัทฯ มีข้อสงสัยว่า ตาม พ.ร.บ.ห้ามนำของที่มีการแสดงกำเนิด เป็นเท็จเข้ามา พ.ศ.2481 มี 3 มาตรา คือมาตรา 3, 4, 5 ครอบคลุมเฉพาะ สินค้าหัตถกรรม แต่ในการแจ้งข้อกล่าวหาไม่ปรากฏคำบรรยายว่า รถยนต์ถือเป็นหัตถกรรมแต่อย่างใด

ที่สำคัญ...เจ้าหน้าที่บางกลุ่มเจตนาเพื่อให้บริษัทฯยอมยกรถเอ็นจีวีที่นำเข้าให้เป็นของแผ่นดินเพื่อแลกกับการระงับคดี ตามวิธีถนัดที่ใช้กันเป็นประจำ

แล้วกรมศุลกากรได้มีการสอบถามหรือตรวจสอบกับประเทศมาเลเซียในฐานะผู้รับรองถิ่นกำเนิดหรือไม่? หากยังมิได้ข้อเท็จจริงว่าประเทศกำเนิดเป็นเท็จ เกรงว่าอาจเป็นการกล่าวหาโดยขาดองค์ประกอบความผิดประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งประเด็นนี้บริษัทฯได้ฟ้องศาลเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมแล้ว

ประเด็นถัดมา...กรณีที่กรมศุลฯกล่าวหาว่าสำแดงเท็จตามมาตรา 99

หากกรมศุลฯเห็นว่าผู้นำเข้ารถเมล์ NGV ไม่ได้รับสิทธิ์ลดอัตรา อากรดังกล่าว กรมศุลฯจะต้องปฏิบัติตามภาคผนวก 1 ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังตามกฎข้อ 18 หรือร่วมตรวจสอบกับประเทศสมาชิกผู้ส่งออกตามกฎข้อ 19

หรือหากมีข้อสงสัยว่ามีการกระทำอันฉ้อฉลที่เกี่ยวข้องกับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (FORM D) ต้องปฏิบัติตามกฎข้อ 24 และหน่วยงาน ผู้มีอำนาจออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด อาจเพิกถอนสิทธิ์เมื่อใดก็ได้ ตามกฎข้อ 12D

แต่ที่สำคัญ...การถอนสิทธิ์ต้องแจ้งเลขาธิการอาเซียนทราบทันที ถ้าไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่ประเทศสมาชิกได้ร่วมตกลงกันไว้อาจก่อให้เกิดความบาดหมางระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ กรมศุลฯต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในภาคผนวก 1 ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ที่ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศได้ลงนามรับรองร่วมกันไว้ เพื่อเป็นเกณฑ์ในการให้สิทธิ์ รวมถึง ตรวจสอบการใช้สิทธิ์ในหมู่ประเทศสมาชิก

อาจารย์ชนิด ย้ำว่า กรมศุลกากรไม่มีอำนาจในการตัดสิทธิ์ หน้าที่ของกรมศุลฯคือ มีหน้าที่ตรวจสอบ...สอบทานการใช้สิทธิ์ที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่สมาชิกอาเซียนได้ตกลงร่วมมือกันไว้ ส่วนการเพิกถอนสิทธิ์ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานผู้มีอำนาจในการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งในที่นี้คือหน่วยงาน MITI ของประเทศมาเลเซีย ไม่ใช่กรมศุลกากรไทย และ/หรือ กรมศุลกากรของประเทศมาเลเซีย

กรณีที่กรมศุลฯกล่าวหาว่า มีการสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากร ตามมาตรา 27

หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าของประเทศมาเลเซีย ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นเอกสารเท็จ และบริษัทฯไม่มีอำนาจหน้าที่ในการออก/ รับรองเอกสารดังกล่าว บริษัทฯเพียงนำเอกสารดังกล่าวมาใช้ในการขอรับสิทธิ์ตามกฎหมายของไทย จึงไม่ใช่ความผิดของบริษัทฯ ในข้อหาเจตนาหลีกเลี่ยงตามมาตรา 27 ที่ถูกกล่าวหา

ประเด็นนี้บริษัทฯก็อยู่ระหว่างการดำเนินการทางด้านกฎหมายกับกรมศุลฯเช่นเดียวกัน

ส่วนกรณีรถเมล์ 99 คันที่ยังอยู่ในอารักขาของกรม ทางบริษัทฯผู้นำเข้าได้ทำหนังสือขอวางประกันเฉพาะค่าภาษีโดยไม่ขอวางประกันค่าปรับ

...เป็นไปตามประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ.2556 ข้อ 4 03 06 05 ซึ่งระบุว่า การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากร สำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากอาเซียน (ATIGA) กำหนดไว้ อีกทั้งกรมศุลฯได้มีประกาศกรมศุลกากร ที่ 240/2559 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการยกเว้นอากร และลดอัตราศุลกากรสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดอาเซียน ในข้อ 5 (7)(7.1) ที่ระบุว่า...

“มีเหตุอันควรสงสัย หรือจำเป็นต้องสอบถามไปยังหน่วยงานที่ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด...ให้ผู้นำเข้าดำเนินการวางประกันให้คุ้มค่าภาษีอากรตามอัตราปกติ โดยไม่ต้องวางประกันค่าปรับ แต่ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่กลับมีคำสั่งให้บริษัทฯต้องวางประกันค่าปรับในอัตรา 2 เท่าของค่าภาษีอากรอาจเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติของกรมศุลกากร”

แต่นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลฯกลับแถลงต่อสื่อมวลชนยืนยันหนักแน่นว่า ระเบียบที่ว่านี้ใช้ไม่ได้ เพราะในกรณีนี้กรมศุลฯพบว่า มีการฉ้อฉลภาษี นั่นหมายความว่า “ท่านกำลังกล่าวหาว่าบริษัทฯได้สมรู้ร่วมคิดกับหน่วยงานภายใต้รัฐบาลมาเลเซียออกเอกสารเป็นเท็จใช่หรือไม่?”

“ท่านรองฯไม่ใช่เด็กๆ พูดอะไรระวังอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” อาจารย์ชนิด ว่า

“ผมสงสัยจริงๆว่า...เพราะสาเหตุใดถึงทำให้เจ้าหน้าที่ต้องลงทุนทำถึงเพียงนี้ ทำให้ ขสมก.ไม่กล้าตรวจรับรถ จนบริษัทฯต้องตกเป็นจำเลยสังคมและได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง”

หาก ขสมก.ยกเลิกสัญญาจริง ต้องบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยคิดจะทำยังไงก็ทำกันง่ายๆ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากๆเพราะผลกระทบและสิ่งที่จะตามมาคือ

ผู้ชนะการประมูลก็คงหนีไม่พ้นต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายกับ ขสมก. ผู้นำเข้ารถเอ็นจีวีต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโรงงานที่มาเลเซีย โรงงานที่มาเลเซียก็ต้องฟ้องกรมศุลกากรไทยที่ปฏิเสธ Form D ทำให้ได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง เสียเครดิตกับคู่ค้าในหลายประเทศ

และเรื่องราวทั้งหลายก็คงไปกองอยู่ตรงหน้าเลขาธิการอาเซียน ซึ่งไม่เป็นผลดีกับประเทศไทยอย่างแน่นอนและอาจลุกลามบานปลายถึงเรื่องมารยาท โดยเฉพาะการละเมิดข้อตกลงการค้าอาเซียน (ATIGA)

ไม่อยากนึกภาพเลยว่า ถ้าหาก “ขสมก.” กับ “กรมศุลกากรไทย” เพลี่ยงพล้ำพลาดท่าแพ้คดี “ค่าเสียหาย” ที่เกิดขึ้น...คงหนีไม่พ้น “เงินภาษี” ของประชาชนคนไทยทั้งประเทศอีกตามเคย.

20 ก.พ. 2560 11:54 ไทยรัฐ