วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไขปริศนา สงครามนิวเคลียร์ดึกดำบรรพ์

สิงหาคม ค.ศ.1945 สหรัฐอเมริกาได้หย่อนระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกที่รู้จักกันในชื่อ “เด็กน้อย” (Little Boy) ลงเหนือเมืองฮิโรชิมา ส่งผลให้ประชาชนร่วมหนึ่งแสนสี่หมื่นรายต้องเสียชีวิตอย่างน่าสยดสยอง หลังจากนั้นสามวัน ระเบิดนิวเคลียร์ลูกที่สองในชื่อ “ชายอ้วน” (Fat Man) ก็ถูกหย่อนลงที่เมืองนางาซากิ ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกกว่าแปดหมื่นราย แปรเปลี่ยนเมืองทั้งสองให้กลายเป็นนรกบนดินทันที!

ระเบิดปรมาณูเพิ่งถูกใช้งานหลังจากที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นักฟิสิกส์นามกระฉ่อนคิดค้นสมการหยุดโลก E = mc2 ขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ.1905 เท่านั้นน่ะหรือ!? มีกลุ่มนักสมคบคิดบางท่านบอกว่า สงครามนิวเคลียร์อาจจะเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นหลายพันปีมาแล้ว

จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ วันนี้คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลจะพาท่านไปวิเคราะห์หลักฐานที่กลุ่มนักสมคบคิดเหล่านี้นำออกมาเสนอกันครับ

นักวิทยาศาสตร์ทดสอบระเบิดปรมาณูเป็นครั้งแรกในวันที่ 16 กรกฎาคม 1945 ก่อนหน้าที่จะนำไปใช้จริงเพียงแค่ไม่ถึงเดือน สถานที่ทดสอบคือ รัฐนิวเม็กซิโก (New Mexico) ของสหรัฐอเมริกา ผลลัพธ์ที่ตามมาหลังการระเบิดคือ ผืนทะเลทรายในบริเวณนั้นกลายสภาพเป็นแก้ว (Vitrification) อันเป็นผลมาจากอุณหภูมิที่สูงมากระหว่างการระเบิด

ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือ เมื่อนักโบราณคดีได้ ขุดค้นตามแหล่งโบราณคดีจากอารยธรรมโบราณ ต่างๆของโลก พวกเขาก็พบปรากฏการณ์หินและทรายกลายเป็นแก้วเช่นนี้เกิดขึ้นมากมาย อย่างเช่น ในอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง นักโบราณคดีที่ขุดค้นในแถบหุบเขาแม่น้ำยูเฟรตีสได้พบชั้นดินที่ระบุได้ว่า น่าจะเป็นหลักฐานการอยู่อาศัยของชุมชนเกษตรกรรมที่มีอายุราว 8,000 ปีมาแล้ว ซึ่งระดับชั้นของดินที่ลึกลงไปกว่านั้นก็ปรากฏหลักฐานของกลุ่มชนหาของป่า-ล่าสัตว์ไปจนถึงชุมชนมนุษย์ถ้ำ แต่เมื่อขุดลึกลงไปอีกกลับพบว่า พื้นดินในชั้นนี้เป็นแผ่นแก้วหลอม ละลายสีเขียวที่เย็นตัวแล้ว แน่นอนครับว่า มันต้อง เกิดจากเหตุการณ์บางอย่างที่ผลิตความร้อนได้สูงมากๆ ทว่าเจ้าสิ่งนั้น มันคืออะไรกันแน่!?

นั่นจึงทำให้มีกลุ่มนักสมคบคิดส่วนหนึ่งพยายามเสนอว่า นี่อาจจะเป็นหลักฐานของการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ในสมัยดึกดำบรรพ์หรือไม่ เพราะมันคล้ายคลึงกับทรายที่กลายเป็นแก้วในทะเลทรายของรัฐนิวเม็กซิโกเป็นอย่างมาก ถ้าจะคิดว่ามันเกิดจากฟ้าผ่ารุนแรงในอดีต ก็ดูจะเป็นไปไม่ได้ เพราะรูปแบบของทรายที่หลอมละลายจากความร้อนที่เกิดจากฟ้าผ่านั้นจะแตกแขนงออกไปเหมือนรากไม้มากกว่าที่จะหลอมละลายทั้งแผ่น และถ้าจะบอกว่า มันมีสาเหตุมาจากอุกกาบาต หรือดาวตกที่ระเบิดเหนือพื้นดินจนทำให้เกิดความร้อนมหาศาลก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ไม่ง่ายนัก เพราะว่าไม่มีการค้นพบหลุมที่เกิดจากการระเบิดของอุกกาบาตเลย

อีกหนึ่งหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า บางพื้นที่ของโลกในสมัยโบราณเคยประสบกับปรากฏการณ์ประหลาดที่สร้างอุณหภูมิสูงมากอย่างเป็นปริศนาก็คือ การค้นพบหินที่เรียกว่า “อุลกมณี” (Tektite) ครับ อุลกมณีคือ ทรายที่หลอมละลายจากความร้อนสูงจนกลายเป็นก้อนแก้วผิวขรุขระ บ้างก็เชื่อว่ามันเป็นสะเก็ดดาวที่มาจากดาวตก แต่ล่าสุดนักวิชาการทราบกันแล้วครับว่า อุลกมณีนั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือทรายบนโลกของเราที่หลอมละลายโดยความร้อนจากการระเบิดของอุกกาบาตที่พุ่งเข้ามาชนโลก และเมื่อทรายเหล่านั้นกระเด็นขึ้นไปบนท้องฟ้า มันก็จะเย็นตัวกลางอากาศแล้วตกลงมาบนพื้นโลกในลักษณะของอุลกมณี นั่นจึงทำให้อุลกมณีมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ บางครั้งอุกลมณีก็ถูกค้นพบในบริเวณที่ไม่มีร่องรอยของหลุมอุกกาบาตเลยแม้แต่น้อย

บริเวณแถบประเทศอียิปต์ก็มีหลักฐานของความร้อนลึกลับ ที่เกิดขึ้นในสมัยดึกดำบรรพ์ด้วยเช่นกันครับ ในปี ค.ศ.1932 ได้มีการค้นพบ แผ่นแก้วสีเหลืองอมเขียวขนาดใหญ่ บริเวณทะเลทรายของประเทศลิเบีย ทางตะวันตกของประเทศอียิปต์ ปัจจุบันเรารู้จักหินแก้ว สีสวยงามนี้ในชื่อ “น้ำตาจากสวรรค์” (Tears from Heaven) หรือ “หินแก้วทะเลทรายลิเบีย” (Libyan Desert Glass : LDG) ชนโบราณนำเอา หินแก้วสีเหลืองนี้มาทำมีดและเครื่องมือหลายชนิด นอกจากนั้นแล้ว ในสมัยของยุวฟาโรห์ตุตันคาเมน เมื่อประมาณ 1,300 ปีก่อนคริสตกาล ก็มีการสลักหินน้ำตาสวรรค์เป็นรูปด้วงสการับ (Scarab) เพื่อตกแต่งในเครื่องประดับของพระองค์ด้วยเช่นกันครับ

หนึ่งในแนวคิดที่ได้รับการเสนอกันก็คือ หินแก้วแห่งลิเบียเกิดจากการระเบิดของอุกกาบาตเหนือพื้นดินขึ้นไป ก็คือไม่ได้ตกลงมาชนผิวโลก จึงทำให้ไม่หลงเหลือหลักฐานของหลุมอุกกาบาต ซึ่งกรณีเช่นนี้ก็อาจจะคล้ายคลึงกับการระเบิดอย่างเป็นปริศนาเหนือทังกัสกา (Tunguska) ในประเทศรัสเซีย เมื่อปี ค.ศ.1908 จนทำให้ต้นไม้ล้มระเนนระนาดกว่า 80 ล้านต้น กินพื้นที่กว้างขวางกว่า 2,150 ตารางกิโลเมตร แต่ก็ยังไม่มีใคร ยืนยันได้แน่นอนว่าเคยมีอุกกาบาตระเบิดเหนือทะเลทรายลิเบียในอดีตกาลนานโพ้นมาแล้วหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ นักโบราณคดีค้นพบหลักฐานของหินทรายที่กลายเป็นแก้ว ปรากฏในวัสดุสำหรับสร้างผลงานสถาปัตยกรรมดึกดำบรรพ์หลายชิ้น กระจายตัวอยู่ในฝรั่งเศส ตุรกี และตะวันออกกลาง

ในฝรั่งเศสนั้น นักโบราณคดีพบว่า ป้อมปราการโบราณทางตอนเหนือของประเทศ มีส่วนหนึ่งที่สร้างจากหินแกรนิตที่แปรสภาพไปเป็นแก้ว ส่วนในตุรกีก็มีการค้นพบว่า บางส่วนของนครหลวงแห่งอาณาจักรฮิตไทต์ (Hittite) ที่มีชื่อว่า นครฮัตตูซา (Hattusa) นั้นได้ใช้หินที่กลายสภาพเป็นแก้วมาสร้างในนครด้วย

ในทวีปอเมริกาก็มีหลักฐานของนครโบราณที่ส่วนหนึ่งได้กลายสภาพเป็นแก้วไปด้วยเช่นกัน นครแห่งนั้นคือ ซากเมืองที่ตั้งอยู่ในหุบเขามรณะ (Death Valley) ทางทิศตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ.1850 นักสำรวจชาวอเมริกันนามว่า วิลเลียม วอร์คเกอร์ (William Walker) ได้เข้ามาค้นพบนครปริศนาแห่งนี้ และได้ตั้งข้อสังเกตว่ามันอาจจะโดนความร้อนจากภูเขาไฟเล่นงาน แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีภูเขาไฟอยู่ในบริเวณนั้นด้วยแต่อย่างใด

บางทีคำตอบของเหตุการณ์ระเบิดปริศนาในอดีตอาจจะอยู่ที่ตำนานในพระคัมภีร์ไบเบิลเกี่ยวกับ “ฝนไฟ” ที่พระเจ้าส่งมาถล่มเมืองโซดอมและโกโมราห์ (Sodom & Gomorrah) ตามที่ปรากฏในพระคัมภีร์บทปฐมกาล (Genesis) ก็เป็นได้ เพราะถ้าอ้างตามพระคัมภีร์แล้ว นครทั้งสองแห่งถูกทำลายจนสิ้นด้วยไฟจากสวรรค์ ดังนั้น ถ้ามันเกิดขึ้นจริง พื้นดินในบริเวณนั้นก็ควรจะต้องมีอุณหภูมิที่สูงมากตามไปด้วย

ด้วยว่ายังไม่มีใครให้คำตอบที่แน่ชัดได้ว่าอะไรคือฝนไฟ ทำให้กลุ่มนักสมคบคิดเสนอว่าพระคัมภีร์ส่วนนี้อาจจะพูดถึงอาวุธนิวเคลียร์ในสมัยดึกดำบรรพ์ก็เป็นได้ โดยพวกเขาได้อ้างตำนานที่เล่าเกี่ยวกับภรรยาของโลต (Lot) ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้าว่า ไม่ให้หันกลับไปมองนครในขณะที่กำลังโดนไฟจากสวรรค์ลงมาถล่ม และเมื่อนางขัดขืนคำสั่ง นางจึงต้องกลายเป็นเสาเกลือไป ปัจจุบันนักโบราณคดีทราบว่า นครโซดอมและโก-โมราห์นั้น ตั้งอยู่บริเวณทิศใต้ของทะเลมรณะ หรือเดดซี (Dead Sea) แถบประเทศจอร์แดน บริเวณโดยรอบของเดดซีมีเสาเกลือรูปร่างแปลกประหลาดตั้งอยู่เต็มไปหมด นักสมคบคิดก็ตั้งคำถามขึ้นมาว่า ถ้าเสาเกลือเหล่านี้เป็นเพียงแค่เสาเกลือธรรมดา ก็ควรจะละลายหายไปหลังจากฝนตกเพียงแค่ไม่กี่ครั้ง แต่เสาเกลือหลายเสาริมเดดซีกลับยังอยู่ยงคงกระพันมาถึงทุกวันนี้ นั่นก็เพราะว่ามันแข็งและแน่นกว่าปกติ ซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากการระเบิดของปรมาณูตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ตามที่ปรากฏเหตุการณ์ในพระคัมภีร์ก็เป็นได้

อีกหนึ่งตำนานที่มีบทบาทในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และถูกนำไปอ้างอิงต่อเนื่องหลายต่อหลายครั้งก็คือ เรื่องราวที่ปรากฏในมหากาพย์ “มหาภารตะ” ของอินเดียโบราณ

สิ่งที่นักสมคบคิดเหล่านี้เชื่อมโยงเรื่องเล่าในมหาภารตะเข้ากับสงครามนิวเคลียร์ดึกดำบรรพ์ก็คือ การที่โทรณาจารย์ได้สอนวิชาอาวุธพรหมศิรัส (Brahmasiras) ให้กับอรชุน ซึ่งเจ้าพรหมศิรัสนี่ล่ะครับ คืออาวุธที่ถูกบรรยายเอาไว้ในตำนานว่า มันมีพลังทำลายล้างเหลือคณานับ สามารถเผาผลาญสิ่งมีชีวิตและสัตว์ได้เป็นพันๆตัว มันให้กำเนิดความร้อนมหาศาลจนสามารถทำให้น้ำในทะเลสาบเดือดได้ไม่ยาก เรียกง่ายๆว่า มันสามารถทำลายล้างจักรวาลได้เลยทีเดียวครับ!! นอกจากนั้นแล้ว ผู้ที่รอดชีวิตมาได้ ถ้าไม่ผมร่วงก็จะเล็บหลุด ซึ่งก็ถือได้ว่าสอดคล้องกับผลที่เกิดจากการได้รับกัมมันตภาพรังสีจากอาวุธนิวเคลียร์ด้วยเหมือนกัน

กลุ่มนักสมคบคิดเสนอว่า มีการค้นพบหลักฐานจากอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ (Indus Civilization) ที่รุ่งเรืองอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย แถบประเทศปากีสถาน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของอารยธรรมฮารัปปา (Harappa) ว่าอาจจะเคยเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นในนครโมเฮนโจ-ดาโร (Mohenjo-Daro) ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองเอกของวัฒนธรรมฮารัปปาด้วยก็เป็นได้ครับ

หลักฐานที่นักสมคบคิดใช้เสนอว่าอาจจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นในโมเฮนโจดาโรก็คือ การค้นพบศพจำนวนมหาศาลนอนเหยียดยาวอยู่บนถนน บ้างก็จับมือกันประหนึ่งว่าพวกเขาเสียชีวิตพร้อมกันจากหายนะครั้งใหญ่อะไรบางอย่าง นอกจากนั้น ศพเหล่านี้ยังไม่เน่าเปื่อยและไม่ถูกสัตว์ป่ากัดแทะอีกด้วย

มิหนำซ้ำยังพบว่า ศพเหล่านี้มีกัมมันตภาพรังสีปนเปื้อนอยู่พอๆกับศพที่พบจากการระเบิดที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิอีกด้วย นอกจากนั้นแล้ว นักตรวจสอบจากประเทศรัสเซียก็พบว่า ศพบางร่างมีปริมาณกัมมันตภาพ รังสีสูงกว่าปกติถึง 50 เท่าเลยทีเดียว!!

แต่คำถามสำคัญสำหรับนักวิชาการและนักโบราณคดีก็คือ หลักฐานเหล่านี้น่าเชื่อถือเพียงใด ซึ่งสิ่งที่นักโบราณคดีค้นพบก็คือ หลักฐานทั้งหลายที่กลุ่มนักสมคบคิดเหล่านี้อ้างมานั้น มัน “เก๊” แทบจะทุกอย่างเลยน่ะสิครับ!!

ข้อเท็จจริงแรกที่ถูกเปิดโปงก่อนใครเพื่อนเลยก็คือ เรื่องของมหากาพย์มหาภารตะที่พูดถึงผลของสงครามที่ทำให้เล็บหลุดหรือไม่ก็ผมร่วงนั้น จริงๆแล้วกลุ่มนักสมคบคิดตีความตำนานผิดไปโขเลยครับ เพราะในมหาภารตะไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เอาไว้เลย ถ้าเรื่องที่เกี่ยวกับเล็บหรือผมนั้นมาจากเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับลางร้ายที่กล่าวว่า “บนพื้นถนนคลาคล่ำไปด้วยฝูงหนูซึ่งในยามราตรีมันก็จะออกมากัดกินผมและเล็บของมนุษย์ที่กำลังหลับใหล” นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่นักสมคบคิดเสนอว่า ศพมหาศาลนั้นนอนตายในท่าจับมือกันบ้าง หรือศพไม่ถูกสัตว์ป่ากัดกินนั้น แท้ที่จริงแล้วมีศพที่ถูกค้นพบเพียงแค่ 37 ร่างเท่านั้น ศพทั้งหมดที่ค้นพบถูกฝังอย่างมีแบบแผน และไม่ได้นอนอยู่บนถนนอย่างที่ว่ากัน ศพจึงไม่ถูกรบกวนจากสัตว์ต่างๆยังไงล่ะครับ

ถ้าโมเฮนโจดาโรโดนระเบิดนิวเคลียร์ดึกดำบรรพ์เล่นงานจริงๆแล้วล่ะก็ คงจะจินตนาการได้ไม่ยากว่าบ้านเรือนต่างๆที่สร้างขึ้นจากอิฐสอ-โคลน (Mud-brick) ก็คงถูกระเบิดไปจนไม่เหลือซากแล้ว แต่เราพบหลักฐานของเมืองที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ไม่มีสิ่งใดที่แสดงว่า มันเคยถูกระเบิดครั้งใหญ่ในอดีตเลยแม้แต่น้อย

คำตอบที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สุดเกี่ยวกับความร้อนปริศนาที่หลอมให้หินและทรายกลายเป็นแก้วจนเกิดเป็นอุลกมณีหรือไม่ก็หินน้ำตาจากสวรรค์ก็คือ “อุกกาบาต” ที่ระเบิดเหนือพื้นดินจนเกิดความร้อนมหาศาลนี่แหละครับ มันไม่ได้เป็นผลมาจากระเบิดนิวเคลียร์ใดๆทั้งสิ้น ดังนั้น แนวคิดเรื่องสงครามนิวเคลียร์ดึกดำบรรพ์ จึงเป็นเพียงแค่ทฤษฎีสมคบคิดอันน่าทึ่งที่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะมาสรุปได้ว่ามันเคยเกิดขึ้นจริงในอดีตก็เท่านั้นเองครับ.

โดย :ณัฐพล เดชขจร
ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน

18 ก.พ. 2560 14:32 ไทยรัฐ