วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ความสุขเล็กๆแต่ยิ่งใหญ่ ของ วิชา พูลวรลักษณ์

ไม่มีใครในอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลก ที่ไม่รู้จัก “วิชา พูลวรลักษณ์” เจ้าพ่อธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ไลฟ์สไตล์อันดับหนึ่งของเอเชีย ผู้ก่อตั้งเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป นอกจากจะโด่งดังในฐานะผู้ปฏิวัติวงการโรงภาพยนตร์เมืองไทยสู่ระบบมัลติเพล็กซ์สุดทันสมัยเป็นรายแรกของประเทศ ในยุคที่ฝรั่งเข้ามากลืนกินธุรกิจทุกอย่าง เขายังได้รับการยกย่องเป็นนักธุรกิจต้นแบบของเมืองไทย ที่สร้างแรงบันดาลใจมิรู้จบให้เดินตามรอย

อุตสาหกรรมโรงหนังเมืองไทยเปลี่ยนโฉมหน้าไปเยอะไหม

ผมว่าเปลี่ยนไปเยอะมาก เพราะไลฟ์สไตล์คนเปลี่ยน ถ้าเป็นสมัยก่อนก็นิยมโรงใหญ่โรงเดียว แต่ยุคนี้ต้องเป็นโรงหนังแบบมัลติเพล็กซ์ แถมมัลติเพล็กซ์ยังไม่พอ ต้องเป็นฟูลฟอร์แมต ต้องมีโรงวีไอพี มี 4DX, IMAX และ Screen X ต้องเป็นมากกว่าโรงหนัง สมัยก่อนเป็นแบบ 35 มม. ตอนนี้ก็เป็นดิจิทัล และหลายที่เราเริ่มใส่เลเซอร์เข้าไปแล้ว ผมคิดว่าเทคโนโลยีเข้ามาทำให้ธุรกิจหนังไม่ตาย ครั้งหนึ่งมีการพูดกันว่าโรงหนังจะตาย เพราะคนจะอยู่บ้านดูโฮมเอนเตอร์เทนเมนต์ผมเพิ่งกลับจากดูไบ คนที่นั่นดูหนังมหาศาล เด็กตัวเล็กๆดูหนังเต็มโรงเลย ของเราเฉพาะ “เมเจอร์ รัชโยธิน” ขายตั๋วหนังได้ล้านกว่าใบต่อปี เรามีโรงหนัง 670 สกรีนทั่วประเทศไทย ขายตั๋วได้ 30 ล้านใบต่อปี ก็ต้องบอกว่าโรงหนังทั่วเอเชียบูมหมด ในประเทศจีน ปีที่แล้วปีเดียว เกิดโรงหนังใหม่ 7,000 สกรีน และมีโรงหนังทั้งประเทศ 40,000 โรง คือโรงหนังเปิดเยอะขึ้น หนังได้เงินเยอะขึ้น ฮอลลีวูดก็มีเงินไปทำหนังดีๆมากขึ้น เดี๋ยวนี้หนังฮอลลีวูดเรื่องหนึ่งลงทุน 200-300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คุณตีตั๋ว 200 บาท แต่ได้ดูหนังเหมือนเข้าโรงแรม 6 ดาว

“คุณวิชา” เข้ามาทำโรงหนังในยุคไหน ยุคเฟื่องฟู หรือยุคตกต่ำ

ผมเข้ามาในยุคที่ฝรั่งครองเมือง ก่อนปี 1997 เป็นยุคที่โกลเบิลไลเซชั่นเข้ามาเมืองไทย ห้างสรรพสินค้าเริ่มบูม สมัยนั้นมีห้างขนาดใหญ่คือ ซีคอนสแควร์, ฟิวเจอร์พาร์ค, เซ็นทรัล และเดอะมอลล์ ขึ้นพร้อมกัน ช่วงนั้นเองหลายๆธุรกิจฝรั่งได้เข้ามายึด และหนึ่งในธุรกิจที่ฝรั่งยึดคือโรงหนัง ตอนนั้นออสเตรเลียนและอเมริกาเข้ามาเมืองไทย จากคุณพ่อที่เคยเป็นเจ้าพ่อโรงหนังอันดับหนึ่งก็ถูกกลืนหมด เพราะฝรั่งเอาโรงหนังมัลติเพล็กซ์คอนเซปต์ใหม่เข้ามาเปิดในห้างสรรพสินค้าทีเดียว 10 โรง มันก็เหมือนสึนามิที่กวาดทุกอย่างไปหมด ฝรั่งยึดทั่วเอเชียเลย

แล้วเราสู้ฝรั่งยังไง ถึงตีธุรกิจโรงหนังกลับคืนมาได้

หลังจากโดนฝรั่งบุก คุณพ่อก็เลิกทำโรงหนังไปเลย ผมสร้างแบรนด์ใหม่ชื่อว่า “เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์” แยกตัวออกจากกงสีมาทำคนเดียว ตอนนั้นอายุ 31 ปี เพิ่งแต่งงาน แต่งงานปุ๊บก็ออกมาลุยธุรกิจของตัวเองเลย ตอนที่เราทำไม่มีใครเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จ เพราะคอนเซปต์ใหม่มาก สร้างเป็น “สแตนด์อโลน เอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” ที่มีครบครันทั้งโรงภาพยนตร์ ศูนย์การค้า และความบันเทิงหลากหลายสไตล์ โดยเปิดสาขาแรกที่ปิ่นเกล้า สู้กับเครืออีจีวีของฝรั่ง ที่อยู่ในห้างฯเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ลงทุนสาขาแรกไป 500-600 ล้านบาท ปรากฏว่าประสบความสำเร็จมาก ได้รับเสียงตอบรับดี เลยขยายสาขามาเปิดที่เอกมัย, รัชโยธิน และเมเจอร์ รังสิต พอขึ้นโรงหนังทีเดียว 3-4 แห่ง ทางอีจีวีก็ยอมแพ้กลับบ้านไป ผมคิดว่าเราชนะเพราะเข้าใจคนไทยมากกว่า แทนที่จะทำ 12 โรงเหมือนกัน เราทำแค่ 8 โรง แต่มีโรงใหญ่ 2 โรง คนอยากดูจอใหญ่บิ๊กสกรีน นอกจากนั้น เรายังมีเอนเตอร์เทนเมนต์อื่นๆครบ ทั้งร้านอาหาร, เกม, คาราโอเกะ, โบว์ลิ่ง และไอซ์สเกต

ตอนนี้ “เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์” สยายปีกเติบโตไปขนาดไหน

หลังจากเราประสบความสำเร็จ ก็เอาเมเจอร์เข้าตลาดหลักทรัพย์ คราวนี้เติบโตแบบดับเบิลเลย โดยปัจจุบัน ธุรกิจของเรามีด้วยกัน 4 โมเดลในการขยายคือ เปิดแบบสแตนด์อโลน, เข้าไปอยู่ในศูนย์การค้าใหญ่ๆ เช่น พารากอน และเอ็มควอเทียร์, ขยายไปต่างจังหวัดไปกับห้างฯเทสโก้ และบิ๊กซี ขยายไม่ต่ำกว่า 300-400 สกรีน และโมเดลสุดท้ายคือขยายไปอยู่กับไลฟ์สไตล์มอลล์ จับมือกับสยามฟิวเจอร์ เปิดในโครงการเอสพลานาด และเจอเวนิว ทุกวันนี้เมเจอร์ไม่ได้ทำแค่โรงหนังอย่างเดียว ยังมีธุรกิจอีกเยอะมาก เราครองส่วนแบ่งตลาดโรงหนัง 70% ในเขมรกับลาว และยังมีโรงหนังในอินเดียด้วย ผมคิดว่าโรงหนังของเราไม่เป็นรองใครในโลกแน่นอน

ทำยังไงให้มีไฟในการทำงานตลอดเวลา

ทำอะไรต้องมีแพสชั่น ต้องสนุกกับสิ่งที่ทำ ถ้าวันไหนตื่นขึ้นมาแล้วไม่อยากไปทำงาน ผมคงต้องเกษียณตัวเอง แพสชั่นของผมคือการมีครอบครัว การมีลูกๆทำให้เรามีพลังมหาศาล อยากทำทุกอย่างเพื่อลูก แรงผลักดันที่ทำให้ผมแยกจากกงสีออกมาทำธุรกิจเองก็เพราะมีลูก และอยากสร้างครอบครัวของเราให้มั่นคง ผมโชคดีที่ได้ทำงานที่สนุกเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ของคน มีเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาเสมอ ผมเป็นคนอ่านหนังสือพิมพ์เยอะมาก อ่านแล้วจะตัดเก็บไว้ ขีดเส้นใต้เรื่องที่ชอบ และส่งให้แผนกต่างๆอ่าน ธุรกิจเราเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ เป็นเรื่องคนรุ่นใหม่ เป็นอะไรที่สนุกและหยุดนิ่งไม่ได้ ทำให้ต้องมีพลังและสนุกกับมันตลอด

อีก 5 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมโรงหนังจะพัฒนาไปทิศทางไหน

อุตสาหกรรมโรงหนังในเมืองไทยยังเล็กมาก เมื่อเทียบกับจีน และเกาหลีใต้ คนเกาหลีมี 50 ล้านคน แต่ขายตั๋วปีละ 200 กว่าล้านใบ ของเราทั้งประเทศขายตั๋วไม่ถึง 40 ล้านใบ ถามว่าเราพอใจหรือยัง ผมว่ายังนะ สิ่งที่อยากเห็นคือ ภายในปี 2020 เราอยากทำโรงหนังให้ได้ 1,000 สกรีน ทั้งในไทย และพม่า-เขมร-ลาว ผมคิดว่าอุตสาหกรรมหนังไทยยังเล็กอยู่ คนดูหนังไทยน้อย เพราะโรงหนังมีไม่ครบทุกจังหวัด อีก 5 ปีข้างหน้า ผมอยากเห็นหนังไทยเป็นสินค้าส่งออก มาร์เกตแชร์หนังไทยตอนนี้อยู่ที่ 20% ผมอยากเห็นหนังไทยโตขึ้น 50% และเปิดฉายพร้อมกันทีเดียว 10 ประเทศ

อะไรคือเคล็ดลับทำให้ “เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์”ครองความเป็นหนึ่งทุกยุค

ผมบอกทุกคนเสมอว่า เราต้องทำให้โรงหนังเนี้ยบได้มาตรฐานเหมือนโรงแรม 5-6 ดาว ที่สำคัญคือเซอร์วิสและเทคโนโลยี ทุกวันนี้ซื้อตั๋วโรงหนังเมเจอร์ไม่ต้องเข้าคิวแล้ว อีกหน่อยจะเป็นโมบายทิคเกตติ้งหมดจ่ายผ่านมือถือ แล้วเข้าโรงหนังได้เลย เราจะถามตัวเองตลอดว่าลูกค้าต้องการอะไร ลูกค้าพูดถึงเรายังไง มันถึงเกิดอะไรใหม่ๆขึ้นมากมายมหาศาล เพราะเราไม่เคยหยุดนิ่ง

ทำไม “คุณวิชา” เน้นเสมอว่า เป็นนักธุรกิจมีหน้าที่ต้องตอบแทนคืนสังคม

ความสำเร็จในชีวิตไม่ใช่เรื่องของธุรกิจเงินทอง เพราะเงินไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องรู้จักทำประโยชน์เพื่อแผ่นดินไทย ผมอยากให้นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแล้ว หันมามองคนอื่นๆในสังคม ใครมีศักยภาพทางไหนก็ช่วยทางนั้น นักธุรกิจมีหน้าที่สร้างธุรกิจ สร้างงาน และเสียภาษีให้รัฐเพื่อนำไปพัฒนาประเทศ ขณะเดียวกัน ก็มีหน้าที่ต้องตอบแทนคืนสังคมด้วย สมัยก่อนใครขอให้ทำกิจกรรมอะไรที่เป็นกุศลผมก็ช่วยหมด เพราะยังไม่มีมูลนิธิ กระทั่งเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ผมไปซื้อกิจการแมคโดนัลด์ ไทยแลนด์ จึงเข้าไปสานต่อ “มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์” อย่างเต็มตัว คราวนี้ลุยใหญ่เลย มูลนิธิของแมคโดนัลด์มุ่งเน้นทำเชลเตอร์เฮาส์ สร้างบ้านพักพิงติดกับโรงพยาบาลเพื่อให้ผู้ปกครองที่มาเฝ้าผู้ป่วยเด็กมีที่พักอาศัย ผมเอาทีมไปสร้างบ้านพักพิงเพื่อครอบครัวผู้ป่วยเด็ก ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี เร็วๆนี้จะสร้างบ้านพักพิงเพิ่มอีก 2 แห่ง ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ และโรงพยาบาลศิริราช นอกจากเชลเตอร์เฮาส์แล้ว เรายังทำโครงการหน่วยรถบริการเคลื่อนที่ ร่วมกับสภากาชาดไทย มูลนิธิสงเคราะห์เด็ก และแว่นท็อปเจริญ โดยเอาหน่วยรถบริการเคลื่อนที่ออกไปตรวจวัดสายตาและตัดแว่นให้เด็กๆด้อยโอกาสทั่วประเทศ ตอนนี้หันมาเน้นเรื่องฟันด้วย โดยเอาหมอฟันไปกับสภากาชาดไทย เพื่อรักษาฟันให้เด็กๆในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ผมยังตั้งมูลนิธิเมเจอร์แคร์ เมื่อปี 2555 เพื่อช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตน้องๆผู้พิการ และผู้สูงอายุที่ด้อยโอกาสในสังคม โดยนำน้องๆด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ เข้าชมหนังในโรงภาพยนตร์ของเมเจอร์ ขณะเดียวกัน ก็ได้ไปสร้างห้องหนังเพื่อการเรียนรู้ตามโรงเรียนต่างๆในชนบท เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้นอกห้องเรียน โดยผ่านการฉายภาพยนตร์ การ์ตูน และสารคดีสร้างสรรค์

ทุกวันนี้ อะไรคือความสุขของมหาเศรษฐีหมื่นล้านชื่อ “วิชา พูลวรลักษณ์”

เงินไม่ใช่ทุกอย่าง ไม่ว่ามีเงินเท่าไหร่ ชีวิตผมก็ไม่เคยเปลี่ยน ผมยังชอบกินร้านสีฟ้า และกินบะหมี่ปูในฟู้ดคอร์ตกับภรรยาอย่างมีความสุข ผมยังสนุกกับการตื่นเช้ามาออกกำลังกาย ตีเทนนิส และว่ายน้ำ แล้วก็มาทำงาน ไม่ใช่รวยแล้วยังไงไม่เข้าออฟฟิศเหรอ...คงไม่ใช่!! ปรัชญาของผมคือ ทำอะไรต้องทำให้ดีที่สุด ทำให้สุดชีวิต ถ้าทำแล้วไม่ดีอย่าทำ ผมเป็นคนละเอียดมาก ทำอะไรก็ต้องเดอะเบสต์เท่านั้น ทุกวันนี้ทำธุรกิจไม่ได้คิดถึงเรื่องเงินแล้ว หลายธุรกิจที่ได้เงินแต่ไม่อยากทำผมก็ไม่ทำ ผมไปเข้าคอร์สเตรียมตัวตายมาสองครั้งแล้ว ผมเชื่อว่าคนจะแฮปปี้ที่สุดต้องมีกู้ดรีเลชั่นชิพ ฉะนั้นเวลาและเฟรนด์ชิพมีค่ามากกว่าเงิน.

ทีมข่าวหน้าสตรี

ไม่มีใครในอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลก ที่ไม่รู้จัก “วิชา พูลวรลักษณ์” เจ้าพ่อธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ไลฟ์สไตล์อันดับหนึ่งของเอเชีย ผู้ก่อตั้งเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป นอกจากจะโด่งดังในฐานะผู้ปฏิวัติวงการโรงภาพยนตร์เมืองไทยสู่ระบบ 18 ก.พ. 2560 12:46 ไทยรัฐ