วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หากปรับเปลี่ยนระบบการบริหาร หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คนไทยที่ใช้สิทธิบัตรทองจะได้อะไร

โดย หมอดื้อ

ในตอนที่แล้ว ศาสตราจารย์อภิวัฒน์ มุทิรางกูร ได้วิเคราะห์สาเหตุที่ โรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง แพทย์ พยาบาลทำงานหนักจนหมดสภาพ ผู้ป่วยที่ใช้สิทธิบัตรทองมีอัตราการตายสูง ภาระงบประมาณบัตรทองที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนใกล้ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ มีสาเหตุมาจากระบบการบริหารของ สปสช. ที่ใช้เงินเป็นศูนย์กลาง และบริหารแบบเหมาโหล หรือเหมือนกันหมด (One rule fits all.)

ปรัชญาการบริหารของ สปสช. ใช้เงินเป็นศูนย์กลางเพื่อเป็นการควบคุมให้แพทย์ต้องทำงานเยอะๆ ไม่เช่นนั้นโรงพยาบาลจะไม่มีรายได้ ส่งผลให้การบริหารการรักษาผู้ป่วยจะคำนึงถึงกติกาที่ สปสช.กำหนดเป็นหลักเหมือนจะดีแต่กลับทำให้ส่งผลเสียได้ เพราะทำให้เกิดแรงจูงใจในการรักษาเกิน เช่น อาจมีการ ผ่าต้อกระจกของผู้ที่ต้อยังไม่สุกเต็มที่ หรือมีการล้างไตทางช่องท้องที่เรียกว่า CAPD ในผู้ป่วยที่ไตวายไม่มาก การรักษาเกินนี้อาจส่งผลทำให้เกิดผลแทรกซ้อนจากการรักษา เพิ่มงานของแพทย์และบุคลากร และสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็น

ส่วนการรักษาแบบเหมาโหล หรือเหมือนกันหมด คือผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคเดียวกันต้องใช้ยาหรือวิธีรักษาชุดเดียวกัน โดยมี สปสช.เป็นผู้จัดหา ข้อเสียของการบริหารแบบนี้คือ ผลการรักษาจะไม่ดี เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ถึงแม้จะเป็นโรคเดียวกันมักจะต้องได้รับการดูแลที่ต่างกันเป็นรายบุคคล เรียกว่า การประกอบโรคศิลปะเพื่อรักษาแบบรายบุคคล หรือ personalized medicine นั่นเอง

เช่น ปัจจุบันมียาขับเหล็กสำหรับผู้ป่วยโลหิตจางธาลัสซีเมียเพื่อป้องกันความพิการจากโรคหลายตัว เมื่อผู้ป่วยแพ้ยาตัวหนึ่งก็สามารถใช้ตัวอื่นแทนได้ แต่คนที่ใช้สิทธิบัตรทองมีสิทธิใช้ตัวที่ สปสช.จัดหาให้เท่านั้นไม่ว่าจะแพ้ยาหรือไม่ก็ตาม

มีข้อมูลวิจัยชัดเจนว่า นโยบายการรักษาแบบเหมาโหลนี้ ส่งผลต่อการรักษาที่ไม่น่าพอใจเลย เช่น ทั้งๆที่การล้างไตสามารถทำได้ 2 แบบ คือ ฟอก เลือดและล้างผ่านทางหน้าท้อง (CAPD) ตามความเหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยไตวายได้รับการล้างไตอย่างทั่วถึง สปสช.ได้กำหนดให้แพทย์ใช้แต่ CAPD เรียกว่า โครงการ CAPD-first ทั้งๆที่หลายท้องที่ในประเทศไทยสามารถทำการฟอกเลือดได้ และค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกัน

ได้มีคุณหมอกฤษณพงศ์ มโนธรรม ทำวิจัย กำลังจะตีพิมพ์ พบว่าใน 1 ปี ผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วย “CAPD–first จะตายถึงร้อยละ 36” ขณะที่ผู้ป่วยสิทธิอื่นหรือผู้ป่วยบัตรทองที่เลือกจ่ายเงินเพื่อรักษาตัวเอง ด้วยการฟอกเลือด จะตายจากภาวะไตวายเพียงร้อยละ 8” ตัวเลขนี้แตกต่างจาก CAPD ในประเทศอื่นที่ทำโดยการ เลือกวิธีรักษาจากแพทย์และผู้ป่วยอย่างมาก

การกำหนดวิธีการรักษาแบบเหมาโหลนี้แทนที่จะเป็นการประหยัดงบประมาณ ยังเป็นการสิ้นเปลืองอย่างยิ่ง เคยมีข่าวว่า สปสช.จัดซื้อวัคซีนหรือยามาแล้วใช้ไม่หมดจนหมดอายุเป็นจำนวนมาก หรือการรักษาแบบ CAPD มีการติดเชื้อทำให้ต้องจัดสรรงบประมาณสำหรับรักษาการติดเชื้อในช่องท้องให้ผู้ป่วยไตวายทุกเดือน เป็นต้น

ควรปรับเปลี่ยนระบบการบริหารหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้คนไทยที่ใช้สิทธิบัตรทอง ได้รับการรักษาแบบรายบุคคลตามสภาพสวัสดิการการรักษาในท้องที่นั้นๆ เช่น ในกรณีผู้ป่วยไตวาย หากอยู่ในพื้นที่ที่มีหมอไตและมีเครื่องมือเพียงพอที่จะสามารถฟอกไตได้ ควรคืนสิทธิในการเลือกวิธีรักษาให้แก่แพทย์และผู้ป่วย

หากยาหรือวิธีการรักษานั้นๆแพงกว่าที่ สปสช.กำหนดราคา ควรคืนสิทธิในการจ่ายสมทบให้แก่ผู้ป่วย (ปัจจุบันหากผู้ป่วยมีความรู้และเลือกวิธีรักษาอื่นต้องจ่ายเองทั้งหมด หรือ สปสช.จะให้โรงพยาบาลรับผิดชอบค่ายาเองทำให้เกิดกรณีโรงพยาบาลขาดสภาพคล่องเพราะรับยามาจากบริษัทแต่ สปสช.ไม่คืนเงินให้เท่าค่าใช้จ่ายจริง เป็นต้น)

หาก สปสช.คืนสิทธิการรักษาแบบรายบุคคลให้แก่แพทย์และผู้ป่วย เชื่อว่าจะเกิดผลดีต่อการรักษาอย่างแน่นอน นอกจากนี้การเลิกการรักษาแบบเหมาโหลก็จะทำให้ลดการสิ้นเปลืองกับงบบริหารจัดการของ สปสช.ลงได้ และยังเป็นการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนจากการซื้อยา เวชภัณฑ์หรือซื้องานบริการได้อีกด้วย

การคืนสิทธิให้คนไทยที่ใช้สิทธิบัตรทองให้ได้รับการรักษาแบบรายบุคคลจะสามารถบริหารจัดการงบประมาณและการควบคุมประสิทธิภาพการรักษาโรคได้หรือไม่อย่างไร โปรดติดตามในบทความต่อไป.

หมอดื้อ

18 ก.พ. 2560 12:14 ไทยรัฐ