วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
หากปรับเปลี่ยนระบบการบริหาร หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คนไทยที่ใช้สิทธิบัตรทองจะได้อะไร

หากปรับเปลี่ยนระบบการบริหาร หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คนไทยที่ใช้สิทธิบัตรทองจะได้อะไร

โดย หมอดื้อ
19 ก.พ. 2560 05:01 น.
  • Share:

ในตอนที่แล้ว ศาสตราจารย์อภิวัฒน์ มุทิรางกูร ได้วิเคราะห์สาเหตุที่ โรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง แพทย์ พยาบาลทำงานหนักจนหมดสภาพ ผู้ป่วยที่ใช้สิทธิบัตรทองมีอัตราการตายสูง ภาระงบประมาณบัตรทองที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนใกล้ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ มีสาเหตุมาจากระบบการบริหารของ สปสช. ที่ใช้เงินเป็นศูนย์กลาง และบริหารแบบเหมาโหล หรือเหมือนกันหมด (One rule fits all.)

ปรัชญาการบริหารของ สปสช. ใช้เงินเป็นศูนย์กลางเพื่อเป็นการควบคุมให้แพทย์ต้องทำงานเยอะๆ ไม่เช่นนั้นโรงพยาบาลจะไม่มีรายได้ ส่งผลให้การบริหารการรักษาผู้ป่วยจะคำนึงถึงกติกาที่ สปสช.กำหนดเป็นหลักเหมือนจะดีแต่กลับทำให้ส่งผลเสียได้ เพราะทำให้เกิดแรงจูงใจในการรักษาเกิน เช่น อาจมีการ ผ่าต้อกระจกของผู้ที่ต้อยังไม่สุกเต็มที่ หรือมีการล้างไตทางช่องท้องที่เรียกว่า CAPD ในผู้ป่วยที่ไตวายไม่มาก การรักษาเกินนี้อาจส่งผลทำให้เกิดผลแทรกซ้อนจากการรักษา เพิ่มงานของแพทย์และบุคลากร และสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็น

ส่วนการรักษาแบบเหมาโหล หรือเหมือนกันหมด คือผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคเดียวกันต้องใช้ยาหรือวิธีรักษาชุดเดียวกัน โดยมี สปสช.เป็นผู้จัดหา ข้อเสียของการบริหารแบบนี้คือ ผลการรักษาจะไม่ดี เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ถึงแม้จะเป็นโรคเดียวกันมักจะต้องได้รับการดูแลที่ต่างกันเป็นรายบุคคล เรียกว่า การประกอบโรคศิลปะเพื่อรักษาแบบรายบุคคล หรือ personalized medicine นั่นเอง

เช่น ปัจจุบันมียาขับเหล็กสำหรับผู้ป่วยโลหิตจางธาลัสซีเมียเพื่อป้องกันความพิการจากโรคหลายตัว เมื่อผู้ป่วยแพ้ยาตัวหนึ่งก็สามารถใช้ตัวอื่นแทนได้ แต่คนที่ใช้สิทธิบัตรทองมีสิทธิใช้ตัวที่ สปสช.จัดหาให้เท่านั้นไม่ว่าจะแพ้ยาหรือไม่ก็ตาม

มีข้อมูลวิจัยชัดเจนว่า นโยบายการรักษาแบบเหมาโหลนี้ ส่งผลต่อการรักษาที่ไม่น่าพอใจเลย เช่น ทั้งๆที่การล้างไตสามารถทำได้ 2 แบบ คือ ฟอก เลือดและล้างผ่านทางหน้าท้อง (CAPD) ตามความเหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยไตวายได้รับการล้างไตอย่างทั่วถึง สปสช.ได้กำหนดให้แพทย์ใช้แต่ CAPD เรียกว่า โครงการ CAPD-first ทั้งๆที่หลายท้องที่ในประเทศไทยสามารถทำการฟอกเลือดได้ และค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกัน

ได้มีคุณหมอกฤษณพงศ์ มโนธรรม ทำวิจัย กำลังจะตีพิมพ์ พบว่าใน 1 ปี ผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วย “CAPD–first จะตายถึงร้อยละ 36” ขณะที่ผู้ป่วยสิทธิอื่นหรือผู้ป่วยบัตรทองที่เลือกจ่ายเงินเพื่อรักษาตัวเอง ด้วยการฟอกเลือด จะตายจากภาวะไตวายเพียงร้อยละ 8” ตัวเลขนี้แตกต่างจาก CAPD ในประเทศอื่นที่ทำโดยการ เลือกวิธีรักษาจากแพทย์และผู้ป่วยอย่างมาก

การกำหนดวิธีการรักษาแบบเหมาโหลนี้แทนที่จะเป็นการประหยัดงบประมาณ ยังเป็นการสิ้นเปลืองอย่างยิ่ง เคยมีข่าวว่า สปสช.จัดซื้อวัคซีนหรือยามาแล้วใช้ไม่หมดจนหมดอายุเป็นจำนวนมาก หรือการรักษาแบบ CAPD มีการติดเชื้อทำให้ต้องจัดสรรงบประมาณสำหรับรักษาการติดเชื้อในช่องท้องให้ผู้ป่วยไตวายทุกเดือน เป็นต้น

ควรปรับเปลี่ยนระบบการบริหารหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้คนไทยที่ใช้สิทธิบัตรทอง ได้รับการรักษาแบบรายบุคคลตามสภาพสวัสดิการการรักษาในท้องที่นั้นๆ เช่น ในกรณีผู้ป่วยไตวาย หากอยู่ในพื้นที่ที่มีหมอไตและมีเครื่องมือเพียงพอที่จะสามารถฟอกไตได้ ควรคืนสิทธิในการเลือกวิธีรักษาให้แก่แพทย์และผู้ป่วย

หากยาหรือวิธีการรักษานั้นๆแพงกว่าที่ สปสช.กำหนดราคา ควรคืนสิทธิในการจ่ายสมทบให้แก่ผู้ป่วย (ปัจจุบันหากผู้ป่วยมีความรู้และเลือกวิธีรักษาอื่นต้องจ่ายเองทั้งหมด หรือ สปสช.จะให้โรงพยาบาลรับผิดชอบค่ายาเองทำให้เกิดกรณีโรงพยาบาลขาดสภาพคล่องเพราะรับยามาจากบริษัทแต่ สปสช.ไม่คืนเงินให้เท่าค่าใช้จ่ายจริง เป็นต้น)

หาก สปสช.คืนสิทธิการรักษาแบบรายบุคคลให้แก่แพทย์และผู้ป่วย เชื่อว่าจะเกิดผลดีต่อการรักษาอย่างแน่นอน นอกจากนี้การเลิกการรักษาแบบเหมาโหลก็จะทำให้ลดการสิ้นเปลืองกับงบบริหารจัดการของ สปสช.ลงได้ และยังเป็นการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนจากการซื้อยา เวชภัณฑ์หรือซื้องานบริการได้อีกด้วย

การคืนสิทธิให้คนไทยที่ใช้สิทธิบัตรทองให้ได้รับการรักษาแบบรายบุคคลจะสามารถบริหารจัดการงบประมาณและการควบคุมประสิทธิภาพการรักษาโรคได้หรือไม่อย่างไร โปรดติดตามในบทความต่อไป.

หมอดื้อ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้