วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กฎหมาย“กระชับ”พวกเดียวกันฟันกันไม่ลง ยุติธรรมไม่มี ปรองดองไม่มา

ยึดมั่นในศีล สมาธิ ปัญญา ตั้งมั่นในความดี

ความสามัคคีพร้อมเพรียงแห่งชนผู้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่ ยังความเจริญวัฒนาถาวรให้สำเร็จ

“คำสอนมงคล” จากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ประทานโอวาทและให้พรคณะรัฐมนตรี นักการเมือง ข้าราชการ ประชาชนทั่วไป ที่เดินทางเข้าถวายสักการะ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

โดยเฉพาะการประทานกำลังใจรัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ในการทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติต่อไปด้วยความระมัดระวัง ไม่ตกอยู่ในความประมาท

มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ อย่าผูกติดลุ่มหลง

ซึ่งก็ตรงกับที่ “นายกฯลุงตู่” บอกเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่แล้ว ตนเองก็ไม่เคยคิดที่จะอยู่ไปตลอดนานเท่านาน ทุกอย่างถือเป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องทำ

“ผู้นำ” ไม่ยึดติด ย้ำความจำเป็นกับภารกิจชั่วคราว

ตามสถานการณ์ห้วง “เปลี่ยนผ่าน” ที่ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงสำคัญไปทีละเปลาะ

และที่ดำเนินไปต่อเนื่องก็คือกระบวนการตามปฏิทินโรดแม็ป คสช.ที่อยู่ในช่วงรอการประกาศบังคับใช้รัฐธรรมนูญใหม่

ตามปฏิทินงานล่าสุดที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ไล่เรียงขั้นตอนคร่าวๆ จะต้องเอารัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯถวาย เมื่อถวายแล้วทรง ลงพระปรมาภิไธย ซึ่งตอนนั้นก็จะมีเวลา 90 วัน แล้วต่อจากนั้นก็ไปอีกกว่าจะมีการเลือกตั้ง

โดยกะว่าจะเลือกตั้งได้ในอีก 1 ปีข้างหน้า

ในขณะที่กระบวนการปฏิรูปก็มีความชัดเจนในเรื่องของรูปแบบโครงสร้างคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

โดยเฉพาะคณะกรรมการชุดต่างๆที่ได้รับการตอบรับจากคนดังๆระดับชั้นนำของประเทศ ทั้งนักวิชาการ นักธุรกิจ นักการเมือง ฯลฯ เข้าร่วมในภารกิจประวัติศาสตร์ของประเทศไทย

ครบองค์ประกอบ พร้อมเดินหน้าในขั้นต่อไป

แต่ไฮไลต์หลักๆตอนนี้น่าจะโฟกัสไปที่คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่กำลังเปิดให้พรรคการเมืองต่างๆเข้าร่วมสะท้อนความคิดเห็นผ่านคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น

เป็นความต่อเนื่องของกระแสปรองดองที่ออกมาเป็นข่าวรายวัน

กระตุ้นบรรยากาศในโหมดความพยายามฟื้นสามัคคี

ในอารมณ์แบบที่พี่ใหญ่อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการฯ เริ่มมีรอยยิ้มเล็กๆ

ออกลีลาโชว์สัญลักษณ์ “มินิฮาร์ต” ปลุกคนไทยให้รักกัน

เพราะสถานการณ์กำลังเดินไปตามเส้นทางที่ทหาร “นำร่อง” ให้ปรองดอง

เอาเข้าจริง คสช.แทบไม่ต้องออกแรง ถึงเวลานักเลือกตั้งอาชีพทุกป้อมค่ายรีบกระโดดเข้าร่วมวงพูดจาภาษาดอกไม้ ไม่มีอาการแข็งขืนเหมือนที่พูดปลุกเร้ากองเชียร์

ตั้งแง่ต่อรองปรองดองท่านั้นท่านี้

ทั้งๆที่จับไต๋กันได้ โดยวิสัยนักการเมืองใครจะไม่อยากลงสนามเลือกตั้ง

ถึงจะปรองดองภาคบังคับยังไงก็ดีกว่าดึงดันขัดแย้ง เปิดทางให้ทหารลากยาว อดอยากปากแห้งต่อไป

แทบจะไม่เหลือเรี่ยวแรงเล่นการเมืองกันแล้ว

นี่คือเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ปรองดองรอบนี้มีเค้าความเป็นจริงมากกว่ารอบแรกๆที่ล่มปากอ่าวตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มต้นออกตัว

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่โหมดปรองดองกำลังคืบหน้าอย่างเห็นเนื้อเห็นหนัง มันก็ยังมีปรากฏการณ์ร้อนๆที่แทรกคิว

ขึ้นมากระตุกดีกรีร้อนๆ ทางการเมือง

กับเรื่องเก่าค้างปีที่มีการเขี่ยเชื้อไฟให้ปะทุขึ้นมา

ไม่ว่าจะเป็นฉากบู๊ๆ สถานการณ์ซีเรียส ตามการประกาศของหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ควบคุมเป็นพื้นที่พิเศษ เปิดทางให้กำลังตำรวจ ทหาร ปิดล้อมพร้อมบุกเข้าค้นภายในวัดพระธรรมกาย เพื่อหาตัว “ธัมมชโย” เจ้าสำนักใหญ่

ในฐานะผู้ต้องหาตามหมายจับคดีฟอกเงิน

เป็นจังหวะการเดินหน้า “หักดิบ” หลังจากเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ปฏิบัติการล้มเหลวมาแล้วหลายรอบเพราะถูกขัดขวางจากเหล่าสาวก

เจออิทธิฤทธิ์โล่มนุษย์ของสำนักจานบินต้องถอยร่น ปล่อยสถานการณ์ยืดเยื้อจนกลายเป็นปมคาราคาซังที่โยงกับประเด็นทางการเมืองแตกขั้ว แตกสี

พัวพันไปเกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้ง “สังฆราช”

แต่บรรยากาศรอบนี้ รัฐบาล คสช.เล่นเร็ว ทหารเอาจริง ระดมพลเต็มอัตราศึก ทำให้โล่มนุษย์ตั้งหลักรับกันไม่ทัน ต้องเปิดทางแต่โดยดีให้เจ้าหน้าที่บุกเข้าค้นอาณาจักรธรรมกาย

ในเครื่องหมายคำถาม “ธัมมชโย” อยู่ในวัดหรือหนีออกไปแล้ว

และในสถานการณ์ต่อเนื่องกับเรื่องวัดพระธรรมกาย ก็เป็นปมร้อนกรณีการไล่ “ยึดทรัพย์” นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ และเครือข่ายข้าราชการ ตามคำสั่งทางปกครองจากคดีทุจริตการขายข้าวแบบจีทูจีกับรัฐบาลจีนในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย

ตามเงื่อนไขที่จะโยงไปถึงคิวของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่อยู่ในชะตากรรมเดียวกัน จากผลทางคดีกรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายมหาศาล

สถานการณ์บีบให้อดีตผู้นำหญิงจนตรอกเข้าไปทุกขณะ

โดยจังหวะล้อกันเลย กับปฏิบัติการลุยเช็กบิลคดีการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร ที่พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จ่อเรียก “หนุ่มโอ๊ค” นายพาน-ทองแท้ ชินวัตร บุตรชายอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เพื่อเค้นสอบเพิ่ม

เพื่อพิจารณาจะสั่งฟ้องหรือไม่

หลังจากก่อนหน้านี้ ดีเอสไอมีการสรุปสำนวนความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาบางส่วนที่พบพยานหลักฐานชัดเจนในข้อหาฟอกเงินไปบ้างแล้ว 5–6 ราย รวมถึงมีการแจ้งข้อกล่าวหากับอดีตผู้ บริหารธนาคารกรุงไทย ซึ่งถูกศาลตัดสินพิพากษาจำคุกไปก่อนหน้านี้ด้วย

“ลูกโอ๊ค” กล่องดวงใจ “นายใหญ่” ก็อยู่ในอาการไม่ปลอดภัย

น้องสาว ลูกชาย เครือข่าย “ทักษิณ” โดนต้อนเข้ามุมอับ

แน่นอนมันเป็นคดีเก่าค้างปีที่ต้องเดินหน้าตามกระบวนการกฎหมาย

แต่อีกนัยหนึ่ง โดยจังหวะที่ความคืบหน้าทางคดีแทรกคิวขึ้นมาพอดีในสถานการณ์ที่กระบวนการปรองดองกำลังเดินหน้าพูดจาในส่วนของป้อมค่ายการเมือง ขั้วขัดแย้งที่มีฤทธิ์ร้อนแรง

มันก็มองได้ถึงยุทธการ “ทุบ” ไป เจรจาไป

ทำให้เกมการต่อรองปรองดองของฝ่าย “ทักษิณ” อ่อนโทนลงตามชนักที่ปักหลัง

ทหาร คสช.กุมสภาพปรองดองภาคบังคับไว้ได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้ามันไม่บังเอิญมีปมฉาวที่ถูกขุดขึ้นมาทดสอบ “มาตรฐานยุติธรรม”

ตามสถานการณ์บั่นทอนเครดิตความชอบธรรมของขั้วอำนาจรัฐบาลทหาร คสช.

กรณีของ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกลาโหม น้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ กับข่าวฉาวรอบล่าสุดโดนแฉประจานการขาดประชุมสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

394 วัน จาก 400 วัน แต่กินเงินเดือนกับเบี้ยประชุมเต็ม

เป็นสถานการณ์ที่ตอกย้ำซ้ำปมลูกชายประมูลงานกับหน่วยงานทหาร และภรรยาใช้ ฮ.กองทัพไปงาน ที่จบไปตามบทสรุปของคนในรัฐบาล คสช.

แต่กระแสความแคลงใจของสังคมไม่ได้จบไปด้วย

ตามสถานะชัดเจนว่า “บิ๊กติ๊ก” คือ “บ่อน้ำมัน” ตำบลกระสุนตกที่ทำให้พี่ชายอย่าง “นายกฯลุงตู่” ต้องพลอยโดนแรงกระแทกเสียอาการทรงตัวมาอย่างต่อเนื่อง

เจอย้อนคอหอยเรื่องของญาติพี่น้อง ซ้ำรอย “ตระกูลชิน”

กระแสแรงถึงขั้นเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้ พล.อ.ปรีชาลาออก สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ปกป้องน้องฟังไม่ขึ้น

ว่าแต่เขา อิเหนาก็รักน้องไม่แพ้กัน

หรือแม้แต่ปมสินบนโรลส์รอยซ์ที่ไล่ไปไล่มา คนที่อยู่ในข่ายรับสินบนมากสุดเป็นยุคคาบเกี่ยวรัฐบาล รสช.ที่มีอดีตบิ๊กทหารใหญ่นั่งเป็นใหญ่ในรัฐบาลและการบินไทย

สุดท้ายการไล่ตรวจสอบก็ชะงักลงดื้อๆ

ตามปรากฏการณ์มันก็เห็นกันตำตา ฝ่ายคุมเกมอำนาจกระชับกฎหมายไล่บี้ฝ่ายตรงข้าม

แต่พวกเดียวกัน ฟันกันไม่ลง

โดยรูปการณ์มันก็เป็นอะไรที่อย่างมากก็ได้แค่ปรองดองภาคบังคับ ยากจะเกิดสามัคคีตามธรรมชาติ

ตราบใดที่ยุติธรรมไม่มี ปรองดองก็ไม่มา.

“ทีมการเมือง”

18 ก.พ. 2560 10:22 ไทยรัฐ