วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บิ๊กป้อม-ผบ.ทบ.ปกป้อง ‘7สนช.’โดดร่ม มีภารกิจเยอะ

พท.บี้‘บิ๊กติ๊ก’ออก-คืนเงิน

“บิ๊กป้อม” กางปีกป้อง 7 สนช.ขาประจำโดดประชุม ชี้เป็นเหตุบังเอิญลาในช่วงลงมติ ก.ม. แจงบางคนเป็น ผบ.เหล่าทัพมีภารกิจเยอะ แนะ “พรเพชร” สอบสวนให้ชัดเจน ชี้คนสวมหมวกหลายใบ ทำงานหลายหน้าที่ ก็ยังทำได้ดี ผบ.ทบ.วอนให้ความเป็นธรรมคนงานเยอะ อย่าหยิบยกแค่งานบางส่วนมาเป็นประเด็นโจมตี พท.บี้ “บิ๊กติ๊ก” ไขก๊อกพร้อมคืนเงินเดือน “ประวิตร” ย้ำทหารไม่มีส่วนได้เสียปรองดอง ยืนกรานไม่มีเรื่องนิรโทษ-อภัยโทษ พท.เผยได้รับจดหมายเชิญร่วมวงปรองดองแล้ว ถึงคิว “มาร์ค” นำทีม ปชป.ถก แนะขีดเส้นจำกัดอำนาจนักการเมือง ย้ำอีกปรองดองไม่ใช่การนิรโทษ ชี้ลงสัตยาบันไม่สำคัญเท่ากับรู้จักการอยู่ร่วมกันบนความคิดต่าง ชทพ.เสนอแก้ขัดแย้งให้สะเด็ดน้ำ พร้อมแก้ระบบ 2 มาตรฐาน ไม่ต้องรีบร้อนเลือกตั้ง

ยังเป็นประเด็นเขย่าคนในแม่น้ำ 5 สาย กระทบไปถึงรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กรณีที่โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) เปิดเผยผลสำรวจเกี่ยวกับการเข้าประชุมของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่ามี สนช. อย่างน้อย 7 คน ขาดประชุมเป็นประจำ จนอาจทำให้ขาดการเป็นสมาชิกภาพ โดยหนึ่งในนั้นมีชื่อของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องชายนายกรัฐมนตรีอยู่ด้วยนั้น

“บิ๊กป้อม” ป้อง 7 สนช.ขาดประชุม

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. เวลา 09.30 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสโจมตีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 7 คน ที่ขาดการประชุม ตามการเปิดเผยของโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ว่า จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นประเด็นอะไรเลย สมาชิก สนช.ที่เป็นข่าวทั้ง 7 คน ลาอย่างถูกต้องตามระเบียบทุกอย่าง คิดว่าระหว่างที่ลาได้มีการลงคะแนนในแต่ละมาตรา บางวันที่ สนช.บางท่านลาไปมีการลงคะแนนเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เรื่องดังกล่าวจึงนำจุดนี้มาเป็นประเด็นแล้วโจมตี ส่วนตัวได้สอบถามไปยังนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. แล้ว และเสนอ ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้ชัดเจนว่า ที่ขาดการลงคะแนนมีสาเหตุมาจากอะไร เพราะคนที่ลาประชุมเป็นผบ.เหล่าทัพ บางครั้งมีงานและภารกิจในกองทัพ แต่ที่สภามีกฎหมายเข้าที่ต้องพิจารณาแต่ละมาตรา จึงทำให้ไม่ได้ลงคะแนนหลายๆครั้ง

สวมหมวกหลายใบก็ทำหน้าที่ได้ดี

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการโจมตีถึงจริยธรรม สนช.ว่าสวมหมวก 2 ใบจนปฏิบัติหน้าที่ สนช.ไม่ได้ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ตนยืนยันว่าทำได้ แถมทำได้ดี ได้สอบถามนายพรเพชรแล้ว กรณีที่โจมตี พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา สมาชิก สนช. อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม นั้น เห็นว่าท่านก็ทำงานให้กับตนทุกเรื่องๆ เขาไม่มีเจตนา เมื่อถามว่า สมาชิก สนช. ส่วนใหญ่สวมหมวกหลายใบ ทำไมไม่เลือกทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง พล.อ.ประวิตรตอบว่า ตนก็สวมหมวกหลายใบ ทำทุกอย่าง ทั้งไอยูยู คลองลาดพร้าว ได้ทำทั้งนั้น อย่าไปเจาะจงเขาเลย เพราะเขามีความจำเป็นจะต้อง ลาไปทำงานสำคัญ รวมทั้งไปเปิดการฝึกซ้อมรบ ส่วนที่มองว่า เป็นข้าราชการประจำแล้วไปซ้ำซ้อนกับการเป็น สนช.นั้น ตอนนี้สถานการณ์ไม่ปกติ ถามว่าปกติจะเอาทหารมาเป็น สนช.หรือไม่ ถ้าเหตุการณ์ไม่ขัดแย้ง ทหารจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ในช่วงนี้เป็นหน้าที่ที่เราต้องเข้ามาช่วยกัน เพื่อให้เกิดความปรองดอง

ผบ.ทบ.วอนเห็นใจหน้าที่เยอะ

ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในแห่งราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. กล่าวถึงกรณีการโจมตี สนช.ขาดประชุมว่า ต้องเรียนว่าสถิติการลงมติของ สนช.เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น การหยิบยกประเด็นมาโจมตีว่าอันนี้ลงคะแนนเท่านี้แล้ว แสดงว่าไม่มาประชุม คงไม่ใช่ อย่างตนบางวันไปนั่งประชุมทั้งวัน มีโหวตลงคะแนนแค่ 2 ครั้ง แต่บางช่วงลาไปรับแขกต่างประเทศแค่ 2 ชั่วโมง ก็ลงคะแนนไป 50 ครั้ง จะเอาตรงนี้ขึ้นมาชี้วัดว่าคนนี้ไม่เข้าประชุมไม่ได้ ทั้งนี้สมาชิก สนช.มาจากการแต่งตั้ง และมีหน้าที่ประจำอยู่แล้ว บางส่วนก็ต้องแบ่งเวลาไปประชุม หากดูจากสถิติมีการลงชื่อเข้าประชุมในแต่ละวันเกิน 200 คน แต่บางคนอาจจะหาเวลามาประชุมแล้วก็ต้องออกไปทำงานอื่น ในช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม อยากให้แยกแยะและให้ความเป็นธรรม โดยที่ไม่เอาตัวนี้มาคิดกันแล้วบอกว่าไม่ได้เรื่อง และนำเอา สนช.ไปเทียบกับสภาผู้แทนราษฎร ก็มีความแตกต่างกันอยู่ ในการประชุมบางครั้ง สภาผู้แทนราษฎรเข้าประชุมน้อย เพราะลงพื้นที่ดูแลมวลชน แต่ สนช.เข้าประชุมมากกว่าเนื่องจากไม่ต้องลงพื้นที่พบปะมวลชน ต้องขอความเป็นธรรมด้วย

พท.บี้ “บิ๊กติ๊ก” ไขก๊อกคืนเงินเดือน

ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีมีผู้ร้องให้สอบจริยธรรม สนช. 7 ราย ที่ไม่มาแสดงตนเพื่อลงมติในการประชุม สนช.เกินจำนวนที่กำหนดว่า กรณีไม่มาแสดงตนเพื่อลงมติในการประชุม สนช.เกินจำนวนที่กำหนด แต่รับค่าตอบแทนเต็มจำนวน ถือเป็นลักษณะพฤติกรรมหนึ่งของการทุจริตหรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้นดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันปีนี้จะตกต่ำลงไปอีกมาก โดยเฉพาะ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องชายนายกรัฐมนตรี สังคมจับตาในหลายพฤติกรรมของท่านและครอบครัวมาโดยตลอด ซึ่งนายกฯ จะชี้แจงว่าเป็นเรื่องส่วนตัวคงฟังไม่ขึ้น เพราะท่านตั้งน้องชายมารับตำแหน่ง สนช.กินเงินเดือนจากภาษีอากรของประชาชน สังคมคลางแคลงว่าทำไมมีเวลาเตะตะกร้อ เต้นแอโรบิก แต่ทำไมน้องชายไม่มีเวลาแม้แต่จะไปประชุม หากไม่มีเวลาทำงานก็ให้ลาออกและคืนเงินเดือนให้ประชาชน เพื่อเปิดทางให้ผู้ที่มีความพร้อมเข้ามาทำงานแทน

“บิ๊กป้อม” ยันทหารไม่ได้เสียปรองดอง

ส่วนความคืบหน้ากระบวนการสร้างความปรองดองที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ วันเดียวกันที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง กล่าวถึงกรณีกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมเมื่อปี 53 คัดค้านไม่ให้ทหารเป็นตัวตั้งในการเดินหน้าสร้างความปรองดองว่า คงไม่ใช่ กลุ่มดังกล่าวเข้ามายื่นหนังสือในเรื่องของคดีความ ไม่ได้คัดค้านเรื่องการปรองดอง และทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ชุมนุมตั้งแต่ปี 52 เป็นต้นมา ก็ทำตามคำสั่งของรัฐบาล ส่วนที่มีความเป็นห่วงว่าทหารมีส่วนได้ส่วนเสียนั้น ยืนยันว่าไม่มี ถามว่าทหารจะได้อะไรจากการเดินหน้าปรองดองครั้งนี้ ก็ไม่ได้อะไร แต่ทหารต้องไปยืนตามถนน 12 ชั่วโมงยืนตากแดด เห็นใจกันบ้างหรือไม่

ย้ำไม่มีนิรโทษกรรม-อภัยโทษ

“เคยพูดไปแล้วกระบวนการปรองดองจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม การนิรโทษกรรม การอภัยโทษ รวมถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านมา เราถามว่าในปัจจุบันนี้จนถึงอนาคตเราจะอยู่กันอย่างไรให้เกิดความปรองดองและสันติสุข สามารถนำประเทศเดินต่อไปข้างหน้าได้ ถือเป็นคนละขั้นตอน อย่าเอาไปปนกัน ในส่วนของญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมก็สามารถยื่นหนังสือได้ ผมก็ส่งเรื่องไปที่ศาลอัยการและบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพราะทหารก็ทำอะไรไม่ได้” พล.อ.ประวิตรกล่าว เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยออกมาระบุว่า ยังไม่ได้รับหนังสือเชิญ พล.อ.ประวิตรตอบว่า คงจะไปถึงเร็วๆนี้ การจัดส่งมีการเรียงลำดับตัวอักษร ขอให้แจ้งไปทางพรรคเพื่อไทยว่าได้รับหนังสือแน่นอน เราเชิญทั้ง 70 พรรค

กองทัพประสานปรองดองทุกพื้นที่

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ในฐานะประธานอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง กล่าวถึงการดำเนินการสร้างความปรองดองภายหลังที่นักการเมืองทยอยเข้ามาให้ข้อเสนอแนะว่า การดำเนินการแบ่งเป็น 2 ส่วนในส่วนของคณะอนุฯ ที่มีตนเป็นประธาน การดำเนินการยังไม่ไปถึงจุดนั้น วันนี้ตนเข้าประชุมร่วมกับแม่ทัพภาคทั้ง 4 กองทัพภาคในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ภาคเพื่อทำรายละเอียดลงไปสู่จังหวัดต่างๆ ว่าจะดำเนินการในห้วงไหน อย่างไร โดยจะนำข้อมูลจากคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อความปรองดอง และคณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ใน 10 ประเด็นมาเป็นแนวทางในแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัด ขณะนี้เราเริ่มดำเนินการแล้ว ทหารจะเป็นผู้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดโดยประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัด ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ องค์กรเอกชน ทุกภาคส่วน และตัวแทนพรรคการเมืองที่อยู่ในพื้นที่ก็จะเชิญมาเสนอความคิดเห็น ตลอดถึงกลุ่มนักศึกษาก็สามารถเข้ามาเสนอความคิดเห็นได้

พท.เผยได้รับ จม.เชิญหารือแล้ว

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้รับจดหมายเชิญเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น จากกระทรวงกลาโหมเรียบร้อยแล้วเมื่อเวลา 12.15 น. วันที่ 17 ก.พ. โดยผู้นำส่งมาจากสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ชื่อ ร.ท.เดชา ดีเด่น ทั้งนี้ สำนักเลขาฯจะประสานงานให้คณะผู้บริหารและแกนนำของพรรคทราบและจะมอบหมายและจัดนัดหมายคณะบุคคลจำนวน 10 ท่าน เพื่อหารือแนวทางการคุยเรื่องการปรองดองและทาง ออกของประเทศ และเพื่อประสานงานกับสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมเพื่อนัดหมายวันพบปะหารือร่วมกันต่อไป

ถึงคิว ปชป.ถกปรองดอง “มาร์ค” นำทีม

เมื่อเวลา 12.30 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง กล่าวภายหลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรคเดินทางเข้าหารือพูดคุยกับคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และข้อเสนอแนะตามกรอบ 10 ประเด็น ที่คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) กำหนดว่า วันนี้ถือเป็นวันที่ 4 ที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากบรรดาพรรคการเมือง โดยวันนี้เป็นคิวของพรรคประชาธิปัตย์ โดยก่อนหน้านั้นได้เชิญพรรคประชากรไทย พรรครวมพลัง พรรคไทยมหารัฐพัฒนา พรรคชาติไทยพัฒนา

“คงชีพ” เผยภาพรวมราบรื่นมีสาระ

พล.ต.คงชีพกล่าวว่า สำหรับบรรยากาศการพูดคุยภาพรวมทั้งหมดได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี พรรคการเมืองเตรียมข้อมูลมาเป็นอย่างดี เปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็น และพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ มีข้อสรุปข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน กระบวนการปรองดองจำเป็นต้องมีการเรียนรู้และทำความเข้าใจไปด้วยกัน ขอให้เปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันไม่วิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่ไม่เห็นด้วยโดยไม่มีค่าต่อสื่อสาธารณะที่จะกลายเป็นเงื่อนไขอุปสรรคของการเดินหน้าปรองดอง ทั้งนี้ ต้องขอเวลาให้คณะทำงานได้รวบรวมความคิดเห็นทุกพรรคการเมืองอย่างครบถ้วน ขอให้เชื่อมั่นว่าเราจะทำให้ดีที่สุด สำหรับในวันที่ 20 ก.พ. เวลา 13.00-16.00 น. จะเชิญพรรคประชาธรรม พรรคประชาธิปไตยเพื่อประชาชน พรรคประชาสามัคคี และในวันที่ 21 ก.พ. เวลา 13.00-16.00 น. จะเชิญพรรคปฏิรูปไทย พรรคพลังคนกีฬาและพรรคเพื่อชีวิต มาแสดงความคิดเห็น

“มาร์ค” แนะจำกัดอำนาจนักการเมือง

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ในวันนี้มาตอบทั้ง 10คำถามครบถ้วนทุกด้านว่าสิ่งสำคัญที่สุด คือ สิ่งที่คิดว่าเป็นแนวทางที่จะยั่งยืนในการปรองดอง คือการสร้างสังคมประชาธิปไตยที่ยั่งยืน อย่ามองว่าประชาธิปไตยเป็นปัญหา แต่ต้องมองว่าความบกพร่องของการใช้ระบอบประชาธิปไตยของเราในอดีตเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข ดังนั้น ถ้ายึดหลักประชาธิปไตยจริงๆ คือการเคารพสิทธิของกันและกัน เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม ควบคู่ไปกับหลักนิติธรรม รวมถึงการรู้จักการจำกัดการใช้อำนาจที่มีขอบเขตของคนที่มาจากการเลือกตั้ง ทุกอย่างก็จะเดินไปได้ ได้เสนอว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่ควรจะน้อมนำมาคือหลักความพอเพียงในการมาทำงานทางการเมือง หลักการพอเพียงคือพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่ว่าผู้มีอำนาจ ผู้แพ้ ผู้ชนะทางการเมืองต้องไม่สุดโต่ง รู้ขอบเขตของการทำงาน นอกจากนี้ ต้องร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทางการเมือง ถ้าเราวางกลไกการถ่วงดุลอำนาจให้ดี สถานการณ์จะไม่ลุกลาม

ย้ำปรองดองไม่ใช่นิรโทษกรรม

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเดินหน้าไปตามกระบวนการยุติธรรม ยกเว้นกรณีประชาชนทั่วไปที่มาชุมนุมแล้วผิดกฎหมายพิเศษ กับความผิดที่เป็นความผิดเล็กน้อย กรณีนี้เห็นว่านิรโทษกรรมได้เลย แต่กรณีอื่นๆสมควรให้กระบวนการะยุติธรรมทำงานไปเพื่อเหตุผลหลัก 2 เหตุผล คือ 1.มาถึงวันนี้แนวความคิดที่จะนำผู้อื่นมาศึกษาค้นความจริงทำได้ยากมาก ใครทำผลออกมาไม่ถูกใจก็ไม่ยอมรับ ดังนั้น ดีที่สุด คือคดีขึ้นสู่ศาลให้ศาลวินิจฉัยเองว่าข้อเท็จจริงคืออะไรในเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น 2.เป็นการย้ำว่าสังคมที่จะอยู่กันได้บนความแตกต่างอย่างยั่งยืน ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด ถ้าทำถูกเป็นผิด ผิดเป็นถูก ก็มีแต่จะสร้างปัญหา เพราะถูกเป็นผิดมีแต่อยุติธรรม หรือผิดเป็นถูก คนที่ทำผิดก็ได้ใจ ดังนั้น ก็ต้องทำตรงนี้ไป ส่วนกระบวนการที่จะลดหย่อนโทษนั้นมีอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญ

ลงสัตยาบัน-เอ็มโอยูไร้ประโยชน์

“ได้ฝากเตือนว่าอย่าไปผูกติดว่าจะมีข้อตกลง สัตยาบัน หรือสัญญา เพราะสุดท้ายก็ไม่ใช่คำตอบ แม้ลงนามไปแต่ไม่ปฏิบัติตามก็ไม่มีผลอะไร แต่ถ้าไม่ลงนามแล้วทุกคนรู้จักอยู่ร่วมกัน นั่นต่างหากคือความสำเร็จ ใครจะรับรองถึงเหตุการณ์และสถานการณ์ในวันข้างหน้า ผมได้ยกตัวอย่างไปว่า ที่ผ่านมากองทัพยืนยันไม่รัฐประหารแต่ถึงวันตัดสินใจรัฐประหาร ผมเชื่อว่ากองทัพไม่อยากผิดคำพูด แต่กองทัพก็บอกว่าสถานการณ์เป็นแบบนี้จะให้ทำอย่างไร ซึ่งก็เหมือนกันการจะมาบอกว่าพรรคการเมือง ประชาชนอย่าไปชุมนุม ถ้าอยู่เฉยๆเขาก็ไม่ชุมนุม แต่มันมีเหตุ และไม่มีกลไกอะไรเลยที่เขาคิดว่าสามารถแสดงออกได้ถึงสิทธิที่จะทำได้ เขาจึงไปชุมนุม ดังนั้น การพูดล่วงหน้าจึงไม่มีประโยชน์ การปรองดองที่จะเกิดขึ้น จะให้ปรองดองเฉพาะคนที่ให้ข้อมูล หรือนักการเมือง มันไม่มีประโยชน์ ของจริงคือประชาชนและสังคมโดยรวมต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า ต่อไปนี้จะอยู่ร่วมกันอย่างไร เพราะเราคิดไม่เหมือนกัน แต่จะเคารพกันอย่างไร กรณีการแสดงออกต้องอยู่ในขอบเขต ไม่ใช่ปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังรุนแรง แล้วใช้วิธีการไม่ถูกต้องจนประเทศเดินไม่ได้” นายอภิสิทธิ์กล่าว

ชทพ.จี้สางขัดแย้งไม่รีบเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่พรรคชาติไทยพัฒนา นายวราวุธ ศิลปอาชา พร้อมด้วยนายภราดร ปริศนา-นันทกุล นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ อดีต ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา แถลงข่าวถึงการเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เมื่อวันที่ 16 ก.พ. โดยนายวราวุธกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่ต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งให้หมดไป เพื่อให้อีก 10 ปีข้างหน้าจะได้ไม่ต้องมาคุยเรื่องปรองดองกันอีก จึงไม่ต้องรีบเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามการเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการฯไม่ใช่มติพรรค เป็นความเห็นส่วนตัว เพราะยังมีคำสั่ง คสช.ที่ยังไม่ให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม ซึ่งนายธีระ วงศ์สมุทร หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้เสนอความเห็นตามหลัก 4 ด้าน คือ การสร้างความปรองดองต้องอาศัย หลักนิติธรรม คุณธรรม โปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยต้องมีความจริงใจในการทำงาน

แนะใช้นิติธรรม-แก้ 2 มาตรฐาน

ด้านนายภราดรกล่าวว่า ในอดีตจะเห็นปัญหาเรื่องตรากฎหมาย เกิดข้อผิดพลาดเคลือบแคลงเรื่องสองมาตรฐาน ดังนั้น การสร้างความปรองดองต้องอาศัยหลักนิติธรรมและหลักคุณธรรมควบคู่กัน การดำเนินการต้องไม่สองมาตรฐาน การออกกฎหมายหรือระเบียบต้องเท่าเทียมเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และให้ประชาชนรู้สึกถึงความมีส่วนร่วม เปิดกว้างให้แสดงความคิดเห็น และมีความยืดหยุ่น ขณะที่นาย สิริพงศ์กล่าวว่า แนวทางเรื่องความเหลื่อมล้ำ พรรคได้เสนอเรื่องที่ทำกินเพื่อเกษตรกร โดยจำเป็นต้องมีเจ้าภาพหลักเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน การจัดเก็บภาษีที่ต้องบริหารจัดการนำประโยชน์มาสู่คนส่วนใหญ่ ตลอดจนการจัดการน้ำและไฟฟ้า การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ส่วนนายกรวีร์กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้น มีบรรยากาศแลกเปลี่ยนที่ดี ดีใจที่รัฐบาลเป็นเจ้าภาพหลัก พรรคพร้อมสนับสนุนทุกรูปแบบ และตั้งความหวังกับ ป.ย.ป. เชื่อความ คสช.จะสร้างความปรองดองได้สำเร็จ

คนไทยซัดรัฐเอียงไร้มาตรฐาน

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวว่า การปรองดองคงไม่เกิด เพราะการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลยังสองมาตรฐาน ขณะที่กลุ่มหนึ่งสามารถชุมนุมสร้างความวุ่นวายได้ ล่าสุดกลุ่มผู้ต่อต้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ เดินทางมาชุมนุมประท้วงที่หน้าทำเนียบรัฐบาล สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของ คสช.และรัฐบาลที่มีอำนาจอยู่ในมือ แต่ไม่มีมาตรการใดจัดการ เข้าข่ายความผิดทั้ง พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะและประกาศ คสช. การปล่อยให้ทำผิดกฎหมายซึ่งหน้าแบบนี้ ตั้งข้อสังเกตว่าเหมือนเกรงใจหรือรู้เห็นเป็นใจหรือไม่ ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งไม่สามารถจัดกิจกรรมใดๆได้เลย จัดกิจกรรมเมื่อไหร่ก็ถูกจับทันที ดังนั้นขอเรียกร้องให้ คสช.และรัฐบาลดำเนินการกับผู้ที่กระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาดด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่เช่นนั้นอย่าหวังว่าประเทศไทยจะเกิดความสามัคคีปรองดอง

ส่งงานยุทธศาสตร์นายกฯต้น เม.ย.

วันเดียวกัน ที่ห้องประชุมวายุภักษ์ 4 กระทรวงการคลัง นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการ ป.ย.ป. เป็นประธานประชุมเชิงปฏิบัติ (Preparation workshop) อบรมหลักสูตรการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ป.ย.ป.ระดับปลัดกระทรวง โดยมีปลัด 17 กระทรวงเข้าร่วม หลังการประชุมนายสุวิทย์เปิดเผยว่า เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์นำสู่กลยุทธ์ที่ชัดเจน เพื่อจัดทำแผนงานที่เน้นยืดหยุ่นสอดคล้องการเปลี่ยนของโลก ได้ปรับทัศนคติใหม่ให้เชื่อมั่นคนไทยเป็นที่ 1 ได้ และระดมความเห็นผลักดันวาระการพัฒนาคนไทย การปฏิรูปและพัฒนาระบบกลไกการบริหารจัดการภาครัฐ จากนี้ปลัดกระทรวงต้องร่วมกันทำเวิร์กช็อปกับรองอธิบดีและทีมอย่างเข้มข้น เพื่อให้ได้ผลสรุปนำเสนอนายกรัฐมนตรีต้นเดือน เม.ย.

นายกฯชี้ ป.ย.ป.ฝ่าสารพัดอุปสรรค

ค่ำวันเดียวกัน เวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ถึงการทำงานของป.ย.ป.ว่า อยู่ในขั้นรวบรวมผลงานที่รัฐบาลและคสช.ปฏิบัติไปแล้วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ป.ย.ป.นำงานที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำมารวบรวมกันให้ชัดเจนขึ้น หลายอย่างต้องทำแผนงาน โครงการ ทำโรดแม็ป ทุกคนต้องหยุดเรื่องเก่าแล้วทำเรื่องใหม่ให้ได้ ประชาชนต้องเห็นใจ เพราะที่ผ่านมาอาจจะขาดการดูแลที่ดีเพียงพอ วันนี้เข้ามาแก้ไข แน่นอนว่าต้องเจอปัญหามากมาย อาจจะไม่ถูกใจหลายคนเพราะด้วยกฎหมายและวิธีการใหม่ๆ งานค่อนข้างล้นมือ แต่ได้จัดทำยุทธศาสตร์ไว้ล่วงหน้า และทำงานไปสู่ผลสัมฤทธิ์ให้ดีที่สุดทั้ง 4 คณะ เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลในอนาคต

แนะทุกฝ่ายต้องปรับตัวลดขัดแย้ง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนเรื่องการปรองดอง มันอยู่ที่คน บังคับได้หรือไม่ ถ้าไม่อยากปรองดอง ตนไม่รู้จะช่วยอย่างไร ทุกคนต้องช่วยกันเองบ้างเพื่อประเทศชาติโดยรวม หลายอย่างเป็นความขัดแย้งทางการเมือง การเลือกตั้ง ถ้ายังเป็นแบบนี้อยู่ชาติจะสงบหรือไม่ ประชาชนไปคิดเอาเอง ท่านต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ตนพยายามปรับตัวเองอยู่แล้ว การปรองดองคือต้องหันหน้าเข้าหากัน วันนี้ตนก็เสี่ยงกับกองกฎหมาย กับการตรวจสอบต่างๆ วันหน้า ฝากข้อคิดเรื่องการสร้างความเข้าใจในกระบวนการ ประชาธิปไตยว่า ต้องมีกรอบของรัฐ ประชาชน ปวงชน เมื่อใดก็ตามที่ถูกละเมิด แล้วรัฐควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ ประชาชนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย แสดงว่าประชาธิปไตยเวลานั้นมีปัญหา กำลังไปสู่ อนาธิปไตย และเราจะทำอย่างไร ที่จะไม่ไปถึงจุดนั้น กฎหมายมีเส้นแบ่งอยู่แล้ว ถ้ารู้สึกว่าเราทำเกินไปต้องหยุด การประท้วงการสร้างความรุนแรงเกิดขึ้นทุกรัฐบาล ต้องใช้เจ้าหน้าที่ดูแล ต้องไม่ใช้อาวุธ แต่ที่ผ่านมาควบคุมสถานการณ์ไม่ได้

กระตุ้น ผวจ.ยังทำงานไม่ทันใจ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า แม่น้ำทั้ง 5 สายทำงานอยู่ตลอด 2 ปี อยากให้ช่วยกันติดตามข้อเท็จจริงรอบด้าน ครบทุกมิติ และอยากให้ให้ความเป็นธรรม ให้กำลังใจกับรัฐบาล ข้าราชการ และ คสช. ขณะนี้ เสร็จไป 100 เรื่องแล้ว หลายเรื่องมีการบูรณาการแก้ไขปัญหา โดยได้เร่งดำเนินการตามลำดับความเดือดร้อนมากไปหาน้อย ส่วนการปฏิรูประบบราชการ ต้องคำนึงถึงกรอบยุทธศาสตร์ เพราะบางประเด็นทำในระยะสั้นไม่ได้ เนื่องจากสถานการณ์โลก ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขณะเดียวกันการแก้ปัญหาระดับพื้นที่ที่ต้องสร้างความเข้าใจให้มากขึ้น เราจะทำงานสื่อสาร 2 ทาง จากล่างขึ้นบนและจากบนลงล่าง ในพื้นที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง อยากให้ผู้ว่าฯเร่งรัดพัฒนาตนเอง วันนี้ก็ทำเยอะแล้ว แต่ยังไม่ทันใจร้อนของตน ขณะที่ผู้นำหรือผู้บังคับบัญชาต้องเปลี่ยนวิธีคิด วิธีสั่งการ ประเมิน ดูแลการขับเคลื่อนให้รวดเร็ว

หงุดหงิดโดนสื่อจวกไร้ผลงาน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ขออนุญาตกล่าวถึงสื่อ มีสื่อบางฉบับ บางคอลัมน์ บางสำนักพิมพ์ หรือสื่อโทรทัศน์บางช่องมักเสนอข่าว เขียนข่าวในเชิงดูถูกดูแคลนการทำงานของแม่น้ำ 5 สายของรัฐบาล อาจเขียนด้วยความสะใจ ไร้ข้อเท็จจริง เป็นไปไม่ได้หรอกที่รัฐบาล คสช.และองค์กรที่เกี่ยวข้องไม่มีผลงาน ไม่ปฏิบัติใดๆ เรื่องการปฏิรูปอยากให้สังคมพิจารณาอย่างเป็นกลาง สื่อที่ขาดจรรยาบรรณมีส่วนน้อย เป็นแบบมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ เรากำลังระดมความเห็น กำลังศึกษา หลายเรื่องเสร็จไปแล้ว ทหารไม่ได้คิดทำเองหมด ภาคเอกชน ข้าราชการก็ร่วมมือกัน บ้านเมืองสงบขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยสอดคล้องกับสังคม เรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน กฎหมายเขียนชัดว่ามีความผิดทั้งผู้ให้และผู้รับ ถ้าไม่มีพยาน ไม่มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษก็ดำเนินคดีกับผู้รับได้ยาก ดังนั้นสื่อควรช่วยพิจารณาว่าจะช่วยแก้ปัญหาอย่างไร อย่าเอาแต่โจมตี

อัยการรับสำนวน ป.ป.ช.ชี้มูล “ปึ้ง”

วันเดียวกัน นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ชี้มูลความผิดทางอาญา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกออกหมายจับในคดีร่วม นปช.ก่อการร้ายและคดีอื่นๆ ซึ่งขัดต่อระเบียบข้อบังคับกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548 ข้อ 21 (2) (3) และ (4) ว่า สำนักงาน ป.ป.ช.ได้ส่งสำนวน มาให้ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุดแล้ว เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ซึ่งนายภาณุพงษ์ โชติสิน อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต กำลังทำรายงานเสนออัยการสูงสุด ทราบเรื่องเป็นคดีสำคัญแล้ว ขณะเดียวกันก็จะได้ตั้งคณะทำงานพิจารณาสำนวน ซึ่งอัยการจะพิจารณาให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วในเวลาตามขั้นตอนต่อไป

สนช.นัดถอดถอนนัดแรก 9 มี.ค.

ขณะเดียวกัน ที่รัฐสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 กล่าวระหว่างการประชุมสนช. ว่า เมื่อวันที่ 15 ก.พ. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ได้รับเรื่องจาก ป.ป.ช.ให้ดำเนินการ ถอดถอนนายสุรพงษ์แล้ว ตามข้อบังคับการประชุม ให้ประธาน สนช.นัดประชุมนัดแรก โดยบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วนภายใน 30 วัน โดยจะครบกำหนดวันที่ 16 มี.ค. ดังนั้น ประธานสนช.จึงนัดประชุมนัดแรกวันที่ 9 มี.ค. เพื่อให้ ป.ป.ช.ในฐานะผู้กล่าวหาแถลงเปิดสำนวนคดี และนายสุรพงษ์ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาได้แถลงคัดค้านโต้แย้งคำแถลงเปิดสำนวน พร้อมกับพิจารณาคำขอเพิ่มพยานหลักฐานใหม่

บี้กรมสรรพากรเก็บภาษีนายกฯ

วันเดียวกัน ที่กรมสรรพากร นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึงนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ขอให้ตรวจสอบการเสียภาษีการขายที่ดินของบิดา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ว่าเสียภาษีการขายที่ดินถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ โดยนายเรืองไกรกล่าวว่า จากการตรวจสอบการขายที่ดินดังกล่าว ขอตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทที่ซื้อที่ดินได้ออกค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย จำนวน 16 ล้านบาทให้หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นเงินดังกล่าวถือเป็นเงินได้ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะที่เป็นผู้อนุบาลบิดาตามคำสั่งศาลได้เสียภาษีให้ครบถ้วนแล้วหรือไม่ ถ้ายัง ต้องเสียภาษีและเบี้ยปรับเงินเพิ่มรวมเป็น 18 ล้านบาทเศษ เป็นหน้าที่ของนายประสงค์ที่จะต้องตรวจและประเมินภาษีการขายที่ดินดังกล่าวใน 15 วัน ถ้าไม่ดำเนินการจะถูกดำเนินคดีเหมือนอธิบดีฯคนก่อนๆ ที่ไม่ยอมทำหน้าที่เก็บภาษี

สนช.ออก ก.ม.ดัดหลังคนโกงภาษี

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสนช.ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณา ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ที่เกี่ยวกับเรื่องอาชญากรรมภาษีอากรที่มีลักษณะร้ายแรง ให้เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่น่าสนใจมีในมาตรา 3 บัญญัติว่า กรณีที่ผู้กระทำความผิด หลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกงภาษีอากรตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป หรือส่งจำนวนภาษีอากรที่ขอคืนโดยความเท็จ ฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน ตั้งแต่ 2 ล้านบาทต่อปีภาษีขึ้นไป กระทำเป็นกระบวนการเครือข่ายสร้างธุรกรรมอันเป็นเท็จหรือปกปิดเงินได้พึงประเมินหรือรายได้ เพื่อหลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกงภาษี มีพฤติกรรมปกปิด ซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ให้ถือว่าความผิดดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วย ปปง.เมื่ออธิบดีกรมสรรพากร โดยคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองความผิดทางภาษีอากร พบข้อมูลที่เข้าข่ายความผิดมูลฐานตรวจ ให้ส่งข้อมูลให้ ปปง.ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วย ปปง.ต่อไป ภายหลังสมาชิก สนช.อภิปรายสนับสนุนอย่างกว้างขวาง จึงมีมติเสียงข้างมาก 167 ต่อ 3 งดออกเสียง 10 เห็นชอบให้ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

“พิชัย” เย้ย “สมคิด” ยังไม่เลิกขายฝัน

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ตามที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ พยายามจะขายฝันว่าปีนี้เศรษฐกิจจะดี การลงทุนจะมากเป็นประวัติศาสตร์ จึงอยากให้ตอบคำถามดังนี้ 1. เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้ว ดีตามที่นายสมคิดออกมาระบุหรือไม่ ถ้าไม่ได้ดีตามที่ยืนยันจะรับผิดชอบอย่างไร 2.ยอดที่ได้ขอส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว และที่ได้มีการลงทุนจริงเป็นเท่าไหร่ ทำไมแบงก์ชาติถึงบอกว่าการลงทุนจากต่างประเทศในปี 59 ถึงลดลง 63 เปอร์เซ็นต์ 3.ที่นายสมคิดจะเดินทางไปสหรัฐฯเพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุน จะหวังความสำเร็จได้ขนาดไหน อีกทั้งสหรัฐฯเองก็เร่งให้ไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยจากการฝึกคอบร้าโกลด์ ที่ผ่านมา 4.การจะปรับประเทศไทยเป็นไทยแลนด์ 4.0 ต้องใช้เทคโนโลยี เช่น หุ่นยนต์ มาทดแทนการจ้างงาน ซึ่งจะทำให้คนตกงานเพิ่มขึ้น รัฐบาลได้เตรียมพร้อมในเรื่องดังกล่าวอย่างไร 5.อนาคตจะเป็นอย่างไรถ้ายังมีการเจริญเติบโตที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก การส่งออกไม่เพิ่มขึ้น และการลงทุนหดหาย ซึ่งแปลว่าปัจจุบันเป็นการกินบุญเก่าใช่หรือไม่ 6. การที่รัฐบาลพยายามที่จะเก็บภาษีเพิ่มหลายทางในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่เป็นแนวทางที่ถูกหรือไม่ ทำให้ดูเหมือนว่ารัฐบาลกำลังถังแตกหรือไม่

ขโมยปืน ตชด.ไม่เกี่ยวการเมือง

ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการจับกุมกลุ่มคนที่ขโมยอาวุธปืนจากตำรวจตระเวนชายแดนอุดรธานี ที่ถูกควบคุมอยู่ที่มณฑลทหารบก ที่ 11 (มทบ. 11) ว่า จับมาแล้วจำนวน 11 คน เมื่อถามว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวนำอาวุธปืนไปขายหรือมีการเชื่อมโยงกับกลุ่มอื่นๆหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า เขาเอาปืนไปขายไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มทางการเมือง

แอมเนสตี้ชวนเขียน จม.ร้องรัฐไทย

วันเดียวกัน สำนักเลขาธิการใหญ่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ออกปฏิบัติการด่วน เชิญชวนผู้สนับสนุนที่มีอยู่กว่า 7 ล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะออสเตรเลีย แคนาดา ฝรั่งเศส เนปาล สวีเดน ลักเซมเบิร์ก เบลเยียม เวเนซุเอลา โปแลนด์ ร่วมกันเขียนจดหมาย อีเมล แฟกซ์ และโทรศัพท์ถึง ผบช.ภ. 9 และอัยการจังหวัดปัตตานี เพื่อเรียกร้องให้สั่งไม่ฟ้องและถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาททางอาญา และกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์กับนายสมชาย หอมลออ น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และ น.ส.อัญชนา หึมมิน๊ะ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งให้แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ให้ยกเลิกโทษอาญาต่อความผิดฐานหมิ่นประมาท การรณรงค์ดังกล่าวจะมีไปถึงวันที่ 30 มี.ค. ขณะที่ทั้งสามคนจะเดินทางไปรายงานตัวอีกครั้งที่สถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานีวันที่ 21 ก.พ.

“บิ๊กป้อม” กางปีกป้อง 7 สนช.ขาประจำโดดประชุม ชี้เป็นเหตุบังเอิญลาในช่วงลงมติ ก.ม. แจงบางคนเป็น ผบ.เหล่าทัพมีภารกิจเยอะ แนะ “พรเพชร” สอบสวนให้ชัดเจน ชี้คนสวมหมวกหลายใบ ทำงานหลายหน้าที่ ก็ยังทำได้ดี ผบ.ทบ.วอนให้ความเป็นธรรม... 18 ก.พ. 2560 00:06 ไทยรัฐ