วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผ่าประสบการณ์เสียว! คลินิกดัง ทำหน้าเบี้ยว ใครรับผิดชอบ?

เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครก็อยากมีหน้าตาสวยหล่อ และด้วยความก้าวล้ำของนวัตกรรมต่างๆ สรรสร้างให้คุณสวยหล่อได้ภายในพริบตา ทำให้คลินิกเสริมความงามผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ตอบโจทย์คนรักสวยรักงามกันอย่างทั่วถึง แต่ก็มีไม่น้อยที่ผู้รับบริการต้องตกตะลึงในความงามที่ผิดเพี้ยนไปจากในรูปที่คลินิกโฆษณาไว้

วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้รับการเล่าสู่กันฟังจากแฟนๆ ที่อ่านไทยรัฐ ว่า เธอเคยหน้าเบี้ยวจากการฉีดฟิลเลอร์ และร้อยไหม กับคลินิกชื่อดังมาแล้ว เรื่องราวอุทาหรณ์ในครั้งนี้ จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามได้นับแต่บรรทัดนี้...

นางสาวปัญญาธร กรกิจวราสกุล อายุ 25 ปี คือ หนึ่งในผู้รับบริการกับคลินิกชื่อดังย่านห้วยขวาง เธอเล่าให้ฟังว่า ด้วยความที่คลินิกมีมากมายหลายเจ้า ราคาจึงถูกลงตามการแข่งขันในตลาด คลินิกนี้ก็เช่นเดียวกัน บอกชื่อไปคงร้อง “อ๋อ” กันแน่ๆ เพราะมีทั้งโปรโมชั่นพิเศษ แถมการันตีหลังทำว่าหน้าจะเป๊ะปัง จึงเลือกทำที่นี่

เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2559 ที่ผ่านมานั้น เธอไปที่คลินิกดังกล่าวเพื่อร้อยไหม ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา โดยได้รับโปรโมชั่นพิเศษ แถม Meso fat ลดไขมันใต้คาง ลดเหนียง เบ็ดเสร็จค่าใช้จ่ายทั้งหมด 18,000 บาทเท่านั้น

“ก่อนทำหมอใช้น้ำแข็งประคบ โดยเอาน้ำใส่ลูกโป่งและแช่ช่องฟรีชไว้ให้แข็งและเอามาประคบใต้ตา จากนั้น ฉีดฟิลเลอร์ก่อน พอฉีดไปข้างซ้ายเสร็จมาฉีดข้างขวา เวลาฉีดรู้สึกได้เลยว่า หมอใช้เข็มไล่ฟิลเลอร์เข้าไปในตา รู้สึกว่าใกล้เกินไป เลยบอกหมอว่า คุณหมอคะ หยุดก่อนค่ะ มันเหมือนมีอะไรวิ่งเข้าไปในตาหนู หมอก็บอกว่า อ๋อค่ะ มันเป็นปกติค่ะ เพราะว่าเราฉีดใกล้ตา

เราเลยขอหมอดูกระจก มันรู้สึกได้ว่าที่ฉีดฟิลเลอร์เข้าไปมันวิ่งเข้าไปในตาและตรงตาข้างขวาเป็นก้อนขึ้นมา หมอก็บอกว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวกดไล่ ทีนี้พอกดไล่มันก็เลยช้ำ ตรงช่วงใต้ตา เหมือนมันบีบเนื้อคั้นเนื้อเพื่อให้ตัวฟิลเลอร์มันไหลออกมา กลับกลายเป็นว่าพอไปกดไปคั้นมันเยอะเลือดมันก็เลยออก แล้วฟิลเลอร์มันก็ไหลไปตามรอยที่เรากด และกระจายไปทั่ว ดูเหมือนเป็นคลื่น กดยังไงก็ไม่ลง จนมันเริ่มเขียวช้ำ หมอก็เลยเอาตัวที่ฉีดลดฟิลเลอร์มาลดให้ แต่มันก็ยังเป็นก้อนนูนอยู่ ใช้เวลานานพอสมควร จนตาข้างขวาช้ำไปเลย”

นางสาวปัญญาธร เล่าต่อถึงความเจ็บปวดที่สุดระหว่างร้อยไหมก็นอนร้องไห้ไปด้วย ว่า “หลังจากฉีดฟิลเลอร์เสร็จก็ร้อยไหมต่อ โดยวิธีร้อยไหมของหมอใช้มือจับแก้มเราดึงออกมา ไม่ได้ร้อยไปตรงๆ บีบแก้มเพื่อที่จะให้เนื้อเราสอดไหมได้ง่าย จำได้ว่าเพิ่มเงินด้วยเพื่อที่จะให้เป็นเข็มทู่ เขาบอกว่ามันจะลดการเข้าไปทิ่มแทงเส้นเลือด ตอนนั้น ร้อยไปหลายเส้นอยู่ ตลอดเวลาที่ร้อยไหมเรานอนร้องไห้ตลอดเลย เพราะว่ามันเจ็บมาก และเข็มทู่มันจะเข้ายาก ก็เลยทำให้เราเจ็บยิ่งกว่าเดิม นอนทำทั้งน้ำตาเลย”

กระทั่งเวลาผ่านไป 3 สัปดาห์ หน้าของ นางสาวปัญญาธร ยังบวมอยู่ และมีรูปหน้าเบี้ยว จึงกลับไปที่คลินิกเดิมอีกครั้ง เธอเล่าต่อว่า เรื่องร้อยไหมทางคลินิกไม่ได้รับผิดชอบอะไร บอกให้รอจนกว่าจะยุบตัว ส่วน Meso fat บอกเพียงว่า ต้องไปฉีดซ้ำ ซึ่งต้องเสียเงินซื้อโปรโมชั่นใหม่ ส่วนใต้ตาขวาที่บวมจากการฉีดฟิลเลอร์ ฉีดลดส่วนที่บวมให้เท่านั้น

ด้วยความใจร้อนกับโปรโมชั่นลดราคาแรง เธอยอมรับว่าไม่ได้สังเกตหรือตรวจสอบใดๆ ทั้งสิ้น แต่หลังจากรูปหน้าเบี้ยว เธอก็หาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตมากขึ้น โดย นางสาวปัญญาธร เผยว่า “เพิ่งจะสังเกตว่าคลินิกดูหลบๆ ซ่อนๆ ไม่เปิดเผย ส่วนเลขที่ใบอนุญาตหลบอยู่หลังป้าย รวมทั้งใบอนุญาตก็มองไม่ชัด และหมอที่ฉีดฟิลเลอร์และร้อยไหมก็ไม่รู้ว่าเป็นหมอจริงหรือผู้เชี่ยวชาญ เพราะไม่มีข้อมูลบอกเลย เมื่อถามว่าทำไมป้ายชื่อหมอด้านนอกเป็นคนละคน ก็ให้คำตอบว่าไม่เกี่ยวกัน หมอจะเข้าแค่วันอังคาร พอจะขอดูกล่องยาฟิลเลอร์ที่ฉีดให้ไปทางคลินิกก็อิดออดไม่ยอมให้ดู”

ตะลึง! คลินิกเดียวกันเคยเป็นข่าวโดนจับ หลังเปิดคลินิกเถื่อน

สิ่งที่น่าตกใจไปกว่านั้นหลังจากเธอไม่ได้ทำการบ้านเรื่องคลินิกเสริมความงาม ก็เพิ่งมาพบว่า ชื่อคลินิกดังกล่าว เคยถูกกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินคดีมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2559 โดนตั้ง 3 ข้อหา คือ 1.ประกอบกิจการและดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาต 2.ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต (หมอเถื่อน) 3.ขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่ได้ขึ้นทะเบียน ซึ่งเป็นที่ค้างคาใจว่า...เหตุใดจึงยังเปิดให้บริการอยู่ได้?

ทีมข่าว สอบถามไปยัง ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ (สพรศ.) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ถึงเรื่องดังกล่าว โดย ทพ.อาคม ให้ข้อมูลว่า คลินิกดังกล่าวนี้ ได้ถูกดำเนินคดีไปแล้ว เนื่องจากตอนนั้นยังไม่ได้รับอนุญาตให้เปิด จึงเป็นคลินิกเถื่อน แต่หลังจากนั้นทางคลินิกได้มายื่นขออนุญาตดำเนินการอย่างถูกต้องแล้ว แต่ก็จะติดแบล็กลิสต์ในการเข้าไปตรวจสอบถี่ขึ้นอย่างน้อย 3-4 เดือนครั้ง และสุ่มดูว่าผิดมาตรฐานอะไรหรือไม่

หากพบว่าผิดจะดำเนินการทันที เช่น ตรวจสอบเว็บไซต์ ตรวจสอบทางโซเชียลต่างๆ รวมถึงลงพื้นที่ตรวจสอบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่มาใช้บริการคลินิกเสริมความงามด้วย

เสริมสวยจนหน้าเบี้ยว ใครรับผิดชอบ?

สำหรับกรณีของ นางสาวปัญญาธร กรกิจวราสกุล ผู้รับบริการจากคลินิกดังกล่าว สามารถยื่นเรื่องร้องเรียนมาที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (แบบฟอร์มรับเรื่องร้องเรียนกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ) ได้ทันที ว่าได้รับความเดือดร้อนอย่างไร มีความต้องการจะให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรื่องใด หรือต้องการค่าชดเชยค่าเสียหาย โดยจะนำเรื่องเข้าคณะอนุกรรมการที่ดูแลเรื่องร้องเรียน ก่อนเชิญทางคลินิกกับคนไข้มาไกล่เกลี่ยกัน ซึ่งคนไข้จะได้ประโยชน์จากตรงนี้ เพราะได้รับความเสียหายจากทางการแพทย์

นอกจากนี้ ผู้รับบริการสามารถร้องเรียนผ่านทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย แต่เรื่องร้องเรียนก็จะมาบรรจบอยู่ที่ สบส. เช่นเดียวกัน 

“ถามว่าจะเข้าไปตรวจสอบคลินิกดังกล่าวไหม คงต้องเข้าไปตรวจอย่างแน่นอน แต่คนไข้ควรจะได้รับค่าชดเชยหรือค่าเสียหายจากทางการแพทย์ด้วย อย่างไรก็ดี ขอให้คนไข้ยื่นร้องเรียนมาและผมจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายให้อย่างรวดเร็วไม่ค้างเรื่องไว้แน่นอน” ทพ.อาคม กล่าว

อย่างไรก็ดี นางสาวปัญญาธร เตรียมยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เพื่อขอความเป็นธรรมในครั้งนี้ด้วย

ไขข้อกฎหมาย...รู้ไว้ก่อนทำสวย!

ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ (สพรศ.) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ อธิบายข้อกฎหมายน่ารู้สำหรับคนที่คิดจะไปเสริมความงาม...หากคุณเจอสถานการณ์ลักษณะนี้ พึงรู้ไว้ว่า ผิดกฎหมายชัวร์!!!

‘คลินิกไม่แสดงชื่อแพทย์ที่เสริมความงาม’
ใบอนุญาตด้านหน้าคลินิกเป็นแพทย์คนหนึ่ง แต่แพทย์ที่จะเสริมความงามให้กลับเป็นอีกคนหนึ่ง ซึ่งไม่ปรากฎชื่อใดๆ ทั้งสิ้น สรุปใช่แพทย์หรือไม่?

ข้อแรก ผู้รับบริการอย่างเราๆ ต้องขอชื่อแพทย์และเสิร์ชเดี๋ยวนั้นเลย ที่เว็บไซต์ของแพทยสภา ว่า หล่อๆ สวยๆ ที่เห็นตรงหน้าเขาเป็นแพทย์จริงหรือไม่ http://www.tmc.or.th/check_md/

ข้อสอง แม้ว่าจะขึ้นทะเบียนถูกต้องจาก สบส.แล้ว แต่หากใช้ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่แพทย์ จะถือว่าเข้าข่ายหมอเถื่อน มีความผิดตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับ ไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ดำเนินการสถานพยาบาลมีความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 34 (1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 35 (1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แต่หากเป็นแพทย์ตัวจริง แต่ไม่ได้แสดงใบประกอบวิชาชีพที่คลินิก คนที่ผิด คือ ผู้ประกอบกิจการนั้น เนื่องจากว่าตามกฎหมายสถานพยาบาลจะต้องแสดงรายการเกี่ยวกับผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล มีความผิด ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล 2541 มาตรา 32 (2) ผู้รับอนุญาตต้องแสดงรายการเกี่ยวกับผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล ณ สถานพยาบาลนั้น ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

‘คลินิกโฆษณาโอ้อวด’
การโฆษณาโอ้อวด ที่ใช้คำว่า ‘ที่สุด เป็นที่หนึ่ง รายแรก แห่งแรก แห่งเดียว มหัศจรรย์ หนึ่งเดียว โดดเด่น ล้ำเลิศ สุดยอด’

มีความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล 2541 มาตรา 38 วรรคสอง การโฆษณาหรือประกาศด้วยประการใด ๆ ซึ่งชื่อ ที่ตั้ง หรือกิจการของ สถานพยาบาล หรือคุณวุฒิหรือความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล เพื่อชักชวนให้มี ผู้มาขอรับบริการจากสถานพยาบาลโดยใช้ข้อความ เสียง หรือภาพอันเป็นเท็จหรือโอ้อวดเกินความ จริง หรือน่าจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสําคัญเกี่ยวกับการประกอบกิจการของสถานพยาบาล จะกระทํามิได้

ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 38 วรรคสอง ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท นับแต่วันที่ฝ่าฝืนคําสั่งที่ให้ ระงับการโฆษณาหรือประกาศ ทั้งนี้จนกว่าจะระงับการโฆษณาหรือประกาศดังกล่าว

‘ปกปิดผลิตภัณฑ์ที่ใช้เสริมความงาม’
ผู้รับบริการอยากจะขอดูชื่อ ยี่ห้อ หรือตรวจสอบกล่องยาที่แพทย์จะนำมาใช้เสริมความงามให้กับตนเอง แต่โดนแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ปฏิเสธไม่ให้ดู

ผู้รับบริการสามารถอ้าง 'สิทธิผู้ป่วย 10 ประการ' ในการตรวจสอบได้ แต่หากยังอิดออดไม่ยอมให้ดู ผู้รับบริการสามารถขอปฏิเสธไม่รับบริการจากคลินิกดังกล่าวได้ นอกจากนี้ยังผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล 2541 มาตรา 33 รัฐมนตรีโดยคําแนะนําของคณะกรรมการมีอํานาจประกาศกําหนด ชนิดหรือประเภทของการรักษาพยาบาล ยาและเวชภัณฑ์การบริการทางการแพทย์หรือการบริการ อื่นของสถานพยาบาล และสิทธิของผู้ป่วย ซึ่งผู้รับอนุญาตจะต้องแสดงตามมาตรา 32 (3) (อัตราค่ารักษาพยาบาล ค่ายาและเวชภัณฑ์ค่าบริการทางการแพทย์ค่าบริการอื่น และสิทธิของผู้ป่วยที่สถานพยาบาลต้องแสดงตามมาตรา 33 วรรคหนึ่ง)

ก่อนเสริมความงามควรตรวจสอบให้แน่ชัดทั้งคลินิก แพทย์ และยาก่อนทำ เพราะถ้าไม่ระวังคุณอาจหน้าเบี้ยวเหมือนเคสนี้ก็เป็นได้.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

เหตุการณ์อุทาหรณ์ เล่าสู่กันฟังของแฟนไทยรัฐออนไลน์ ที่เพิ่งไปฉีดฟิลเลอร์ ร้อยไหม ที่คลินิกชื่อดังแห่งหนึ่ง จน 'หน้าเบี้ยว' เรื่องนี้ใครจะรับผิดชอบ? 17 ก.พ. 2560 18:22 ไทยรัฐ