วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'มาร์ค' ย้ำปรองดอง ไม่เกี่ยวนิรโทษฯ ชี้รัฐพลาดดันสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

"อภิสิทธิ์" แนะปรองดองยั่งยืน อย่าล้ำเส้นหลักนิติธรรม ย้ำปรองดองเดินหน้าไม่เกี่ยว "นิรโทษกรรม" แนะทำเอ็มโอยูไร้ความหมาย ถ้าไม่ทำจริง เปรียบทหารลั่นไม่ปฏิวัติ ชี้ "บิ๊กตู่" ตัดสินใจพลาด ดันโรงไฟฟ้าถ่านหินสวนทางโลก ย้ำขัดแย้งไม่รู้จบ

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 60 ที่กระทรวงกลาโหม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวภายหลังเข้าแสดงความคิดเห็นต่อคณะอนุกรรมการด้านประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองชุด พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล เป็นประธาน ว่า ในวันนี้มาตอบทั้ง 10 คำถามครบถ้วนทุกด้านว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ สิ่งที่คิดว่าเป็นแนวทางที่จะยั่งยืนในการปรองดอง โดยอยากให้ทุกคนมองเป้าหมายของการปรองดอง คือ การสร้างสังคมประชาธิปไตยที่ยั่งยืน อย่ามองว่าประชาธิปไตยเป็นปัญหา แต่ต้องมองว่าความบกพร่องของการใช้ระบอบประชาธิปไตยของเราในอดีตเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข ดังนั้น ถ้ายึดหลักประชาธิปไตยจริงๆ คือ การเคารพสิทธิ์ของกันและกัน เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม เป็นข้อยุติ ขณะเดียวกันต้องเข้าใจว่าต้องควบคู่ไปกับหลักนิติธรรม รวมถึงการรู้จักการจำกัดการใช้อำนาจที่มีขอบเขตของคนที่มาจากการเลือกตั้ง ทุกอย่างก็จะเดินไปได้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะแปรออกมาได้ว่าจะเน้นปฏิรูปเรื่องใดก่อนหรือหลัง โดยเฉพาะเงื่อนไขในอดีต เช่นการทุจริตคอร์รัปชัน การทำงานของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม องค์กรอิสระ หรือผู้ที่มีหน้าที่ในบ้านเมือง ที่ต้องดูแลเวลาเกิดความขัดแย้งขึ้น ทั้งนี้ ตนได้เสนอว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่ควรจะน้อมนำมาคือ หลักความพอเพียงในการมาทำงานทางการเมือง หลักการพอเพียง คือ พอประมาณไม่สุดโต่ง ซึ่งไม่ว่าผู้มีอำนาจผู้แพ้ผู้ชนะทางการเมืองต้องไม่สุดโต่ง รู้ขอบเขตของการทำงานรวมทั้งการมีเหตุมีผล และทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง นอกจากนี้ ต้องร่วมกันสร้างภูมิคุ้มต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทางการเมือง โดยพรรคได้เน้นเรื่องเหล่านี้ว่าจะสร้างกระบวนการประชาธิปไตยให้ยั่งยืนได้อย่างไร นี่คือหัวใจสำคัญที่เป็นข้อเสนอของพรรค

เมื่อถามว่า ได้เสนอภูมิคุ้มกันอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงหรือการขัดแย้งทางการเมือง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าเราวางกลไกการถ่วงดุลอำนาจให้ดี สถานการณ์จะไม่ลุกลาม ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นถ้าไปตีโจทย์ว่า มีการเลือกตั้งหรือจากการมีระบอบประชาธิปไตย เราจะเข้าใจผิด ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น คือ เมื่อใดที่มีการใช้อำนาจเกินขอบเขต ละเมิดกฎหมาย และสิทธิของผู้อื่นแล้วเกิดความไม่เป็นธรรม ความเดือดร้อนและไม่พอใจขึ้น จะนำไปสู่การเผชิญหน้ากัน ทั้งนี้ ยืนยันว่าการปรองดองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเดินหน้าไปตามกระบวนการยุติธรรม ยกเว้นกรณีประชาชนทั่วไปที่มาชุมนุมแล้วผิดกฎหมายพิเศษ กับความผิดที่เป็นความผิดเล็กน้อย ซึ่งเห็นว่านิรโทษกรรมได้เลย แต่กรณีอื่นๆ สมควรให้กระบวนการยุติธรรมทำงานไปเพื่อเหตุผลหลัก 2 เหตุผล คือ 1. มาถึงวันนี้แนวความคิดที่จะนำผู้อื่นมาศึกษาค้นความจริงทำได้ยากมาก ใครทำผลออกมาไม่ถูกใจก็ไม่ยอมรับ ดังนั้นดีที่สุด คือ คดีขึ้นสู่ศาลให้ศาลวินิจฉัยเองว่า ข้อเท็จจริงคืออะไรในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น 2. เป็นการย้ำว่าสังคมที่จะอยู่กันได้บนความแตกต่างอย่างยั่งยืน ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด ถ้าทำถูกเป็นผิด ผิดเป็นถูก ก็มีแต่จะสร้างปัญหา เพราะถูกเป็นผิดมีแต่อยุติธรรม หรือผิดเป็นถูก คนที่ทำผิดก็ได้ใจ ดังนั้นก็ต้องทำตรงนี้ไป ส่วนกระบวนการที่จะลดหย่อนโทษนั้น มีอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่าใน 10 คน ที่มาเสนอความเห็น มี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย แกนนำ กปปส.อยู่ด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นายสาทิตย์เป็นสมาชิกพรรค ส่วนจะขาดจากการเป็น กปปส.หรือไม่นั้น ไม่ทราบ ต้องไปถาม กปปส.แต่ตนดูจากหัวข้อคำถาม จึงนำคนที่ทำงานอย่าง นายสาทิตย์มาพูดเรื่องสื่อ เพราะเคยร่วมกันทำกฎหมายที่เกี่ยวกับสื่อ เพราะสิ่งที่เคยทำมาจะไม่เป็นปัญหาแบบที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ ตนพิจารณาคนจากเรื่อง เพราะฉะนั้นวันนี้ยืนยันได้ว่าสามชั่วโมงครึ่งตามประเด็นทั้งหมดที่เขียนมา ก็ตั้งใจนำคนที่ทำงานแต่ละด้านมาให้ข้อมูลจริงๆ ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ เขาฟังไปด้วยประมวลไปด้วย และนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอว่า ทางออกควรจะเป็นอย่างไร แต่ไม่ได้พูดชัดว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร ซึ่งได้เตือนว่าอย่าไปผูกติดว่าจะมีข้อตกลง สัตยาบัน หรือสัญญา เพราะสุดท้ายก็ไม่ใช่คำตอบ แม้ลงนามไปแต่ไม่ปฏิบัติตามก็ไม่มีผลอะไร แต่ไม่ลงนามแล้วทุกคนรู้จักอยู่ร่วมกัน นั่นคือความสำเร็จต่างหาก และใครจะรับรองถึงเหตุการณ์และสถานการณ์ในวันข้างหน้า ซึ่งตนได้ยกตัวอย่างไปว่า ที่ผ่านมากองทัพยืนยันไม่รัฐประหาร แต่ถึงวันตัดสินใจรัฐประหาร ตนจะเชื่อว่ากองทัพไม่อยากผิดคำพูด แต่กองทัพก็บอกว่าสถานการณ์เป็นแบบนี้จะให้ทำอย่างไร ซึ่งเหมือนกันการจะมาบอกว่าพรรคการเมืองประชาชนอย่าไปชุมนุม ถ้าอยู่เฉยๆ เขาก็ไม่ชุมนุมแต่มันมีเหตุ และไม่มีกลไกอะไรเลยที่เขาคิดว่าสามารถแสดงออกได้ถึงสิทธิที่จะทำได้ เขาจึงไปชุมนุม ดังนั้นการพูดล่วงหน้าจึงไม่มีประโยชน์

"ดังนั้นต้องมาทำความเข้าใจกันและอยากให้สังคมเข้าใจกัน ผมย้ำไปว่าการปรองดองที่จะเกิดขึ้น จะให้ปรองดองเฉพาะคนที่ให้ข้อมูล หรือนักการเมือง มันไม่มีประโยชน์ ของจริงคือประชาชนและสังคมโดยรวมต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า ต่อไปนี้จะอยู่ร่วมกันอย่างไร เพราะเราคิดไม่เหมือนกัน ผมย้ำไปว่าไม่มีทางทำให้คนคิดเหมือนกัน และเราจะเคารพกันอย่างไรหากคิดไม่เหมือนกัน กรณีการแสดงออกต้องอยู่ในขอบเขต ไม่ใช่ปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังรุนแรง แล้วใช้วิธีการไม่ถูกต้องจนประเทศเดินไม่ได้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. สั่งเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ ว่า เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด ไม่สอดคล้องกับทิศทางของพลังงานในอนาคต ที่มีทางเลือกที่ดีกว่า และสุ่มเสี่ยงต่อการสร้างความเสียหายกับพื้นที่การท่องเที่ยว ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งถือว่าเป็นทุนที่มีค่าสำหรับพื้นที่นั้น และกังวลว่าความขัดแย้งจะไม่ยุติ ส่วนที่ชาวบ้านมาชุมนุมกันนั้นเห็นว่า ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย แต่ความจริงมีทางเลือกที่ดีกว่านี้ และไม่กระทบความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งพรรคได้นำเสนอไปแล้ว แต่เสียดายว่ารัฐบาลไม่ดูทางเลือกให้ครบถ้วนในการวางรากฐานสำหรับอนาคต

"อภิสิทธิ์" แนะปรองดองยั่งยืน อย่าล้ำเส้นหลักนิติธรรม ย้ำปรองดองเดินหน้าไม่เกี่ยว "นิรโทษกรรม" แนะทำเอ็มโอยูไร้ความหมาย ถ้าไม่ทำจริง เปรียบทหารลั่นไม่ปฏิวัติ ชี้ "บิ๊กตู่" ตัดสินใจพลาด ดันโรงไฟฟ้าถ่านหินสวนทางโลก ย้ำขัดแย้ง 17 ก.พ. 2560 16:10 ไทยรัฐ