วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"นอนกรน-หยุดหายใจ" ขณะหลับ เพิ่มความเสี่ยง เส้นเลือดสมองอุดตัน

“การนอนหลับ” คือ การพักผ่อนที่ดีที่สุด เป็นการทำให้การทำงานของร่างกายเกิดความสมดุลที่มีส่วนช่วยให้สุขภาพแข็งแรง แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ก็คือ บางครั้งพฤติกรรมการนอนที่ผิดปกติโดยที่ไม่รู้ตัวนั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพได้

ดร.นพ.โยธิน ชินวลัญช์ แพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทวิทยา โรคลมชัก การนอนหลับผิดปกติ และโรคความจำถดถอย ศูนย์สมองและระบบประสาทกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ บอกว่า ในรอบ 1 ปี มีผู้ป่วยประมาณ 400-500 คน มาปรึกษาแพทย์ด้วยอาการนอนหลับไม่สนิท นอนกรน หายใจผิดปกติขณะนอนหลับ ภาวะวูบหลับโดยไม่รู้สาเหตุ อาจกล่าวได้ว่า โรคที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับและจำนวนผู้ป่วยที่พบความผิดปกติทางสมองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“อาการของการนอนหลับผิดปกติ หรือที่เรียกว่า Sleep Disorders เหล่านี้พบมากขึ้นเรื่อยๆ และกำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง เพราะถือเป็นภัยเงียบที่เป็นต้นเหตุสำคัญ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆตามมาได้ อาทิ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน โรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น” คุณหมอโยธินบอกและว่า อาการที่อาจเกิดขึ้นจากการนอนหลับไม่เต็มที่ซึ่งพบได้บ่อย เช่น ง่วงและเพลียกลางวัน ประสิทธิภาพความคิด ความจำลดลง ลืมง่าย กลางคืนหลับๆตื่นๆ นอนกรน และหากสังเกตอย่างใกล้ชิดจะพบว่าผู้ที่นอนกรนจะหยุดกรนไป

ชั่วขณะหนึ่ง ช่วงนั้นเองที่มีการหยุดหายใจเกิดขึ้น และเมื่อระดับออกซิเจนในเลือดลดลงถึงระดับหนึ่งจากการหยุดหายใจ ร่างกายจะมีกลไกตอบสนองภาวะนี้ โดยจะทำให้การหลับของคนที่กรนและหยุดหายใจนั้นถูกขัดขวางโดยการตื่นขึ้น โดยจะมีอาการเหมือนสะดุ้งเฮือก หรืออาการเหมือนสำลักน้ำลายตนเอง แล้วกลับมาเริ่มหยุดหายใจใหม่

แพทย์ประจำศูนย์สมองและระบบประสาทกรุงเทพ รพ.กรุงเทพ อธิบายว่า อาการกรนและหยุดหายใจในขณะหลับพบได้ในทุกคน ทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่จะพบบ่อยในผู้ชายและคนอ้วน คนที่มีอายุมากขึ้นจะมีความเสี่ยงต่อการหยุดหายใจขณะนอนหลับมากขึ้นกว่าคนที่อายุน้อย โดยมีสาเหตุการเกิดภาวะดังกล่าวแตกต่างกันออกไป ที่จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวที่ถูกต้องที่สุด ซึ่งจะเป็นแนวทางสำหรับแพทย์ในการพิจารณาให้การรักษาอย่างเหมาะสม

คุณหมอโยธิน อธิบายว่า การตรวจวินิจฉัยการนอนหลับผิดปกติ สามารถทำได้โดยการทำ Sleep Lab เพื่อวินิจฉัยและประเมินระดับความรุนแรงของโรค การตรวจแบบนี้จะประกอบด้วย การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ ใต้คาง และขา การกลอกลูกตา คลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด การตรวจวัดลมหายใจทางปากและจมูก ร่วมกับความสามารถของกล้ามเนื้อหน้าอก

และท้องที่ใช้ในการหายใจ ซึ่งหากพบอัตราการหยุดหายใจมากระดับหนึ่งอาจมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องเป่าลมในทางเดินหายใจส่วนบน ที่เรียกว่า continuous positive airway pressure หรือ CPAP เพื่อเปิดทางเดินหายใจ ช่วยลดอาการหยุดหายใจขณะหลับและอาการกรน

“โดยปกติเวลานอนลิ้นไก่ที่ยาว และโคนลิ้นที่โตจะตกลงมาบังทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบ ลมที่เป่าเข้าไปจะไปถ่างทางเดินหายใจให้กว้างออก ช่วยลดการอุดกั้นทางเดินหายใจ ทำให้ผู้ป่วยไม่กรน และไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ” คุณหมอโยธินบอกพร้อมกับเสริมว่า ปัจจุบันตัวเครื่อง CPAP มีขนาดเล็ก สามารถพกพาไปตามที่ต่างๆได้ การรักษาวิธีนี้ผู้ป่วยควรใช้เครื่อง CPAP ทุกคืน คืนใดไม่ใช้ก็จะมีอาการกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้อีก

นอกจากภาวะการนอนกรนหรือหยุดหายใจขณะนอนหลับแล้ว ดร.นพ.โยธิน บอกว่า ยังมีอาการง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวันทำให้เรียนหรือทำงานได้ไม่เต็มที่ ง่วงนอนในขณะขับรถจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ ซึ่งภาวะง่วงนอนมากผิดปกติเป็นได้จากหลายสาเหตุ

“การง่วงนอนผิดปกติบางครั้งอาจเกิดจากความผิดปกติของสมอง หรืออาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ เช่น โรคลมหลับ หรือ Narcolepsy โดยคนไข้ในกลุ่มนี้จะมีอาการง่วงนอนในเวลากลางวัน ถ้าได้งีบจะรู้สึกสดชื่นขึ้น แต่ไม่นานก็มักจะมีอาการง่วงอีก บางคนในขณะมีอารมณ์ขันอาจมีอาการคอพับ เข่าทรุดหรือความตึงตัวของกล้ามเนื้อลดลงทันทีทันใด ทำให้อ่อนแรงฉับพลันชั่วขณะหนึ่ง หงุดหงิดง่าย อาจเริ่มมีอาการตั้งแต่ช่วงเด็กหรือวัยรุ่นแล้วมีอาการต่อเนื่องมาจนถึงวัยกลางคน” แพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับผิดปกติบอกและว่า นอกจากนี้ยังมีอาการอีกประเภทหนึ่ง คือ ง่วงนอนตลอดเวลาที่เรียกว่า Idiopathic hypersomnia ที่ถึงแม้จะนอนหลับในช่วงกลางคืนเป็นระยะเวลาที่นานพอ และหลับได้ลึกเพียงพอแล้วก็ตาม คนไข้ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้สึกสดชื่นเมื่อได้งีบกลางวัน ซึ่งอาการเหล่านี้ควรต้องพบแพทย์เพื่อได้รับคำแนะนำอย่างถูกต้อง

คุณหมอโยธิน บอกว่า โรคง่วงมากแบบไม่มีสาเหตุ หลับลึก ไม่กรน ไม่ฝัน แต่ยิ่งตื่นยิ่งมีอาการมึน ปวดศีรษะ ซึ่งเมื่อผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้ทำการศึกษาการนอนหลับโดยการตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าสมองแล้วพบว่า จริงๆแล้วคนไข้นอนหลับในขณะที่ตนเองรู้สึกว่ายังไม่หลับ การรักษาโดยการใช้ยาหรือไม่ใช้ยาขึ้นอยู่กับอาการและดุลพินิจของแพทย์ อาจจะใช้เครื่อง Actigraphy ลักษณะเหมือนนาฬิกาเป็นเครื่องมือจับวัดการเคลื่อนไหว ติดตามพฤติกรรมคนไข้ขณะหลับเพื่อแปรผลช่วงหลับตื่น โดยจะสวมเครื่องมือที่ข้อมือข้างที่ไม่ถนัดตลอด 1 สัปดาห์ที่บ้าน และเครื่องมือจะบันทึกการเคลื่อนไหวห่างกันในทุก 1-5 วินาที ข้อมูลที่ได้จะถูกวิเคราะห์เพื่อประเมิน วงจรการหลับ ตื่นร่วมกับการตรวจ sleep test โดยแพทย์จะเป็นผู้วิเคราะห์และอ่านผล เพื่อวางแผนการรักษาในผู้ป่วยแต่ละรายอย่างเหมาะสมต่อไป.

17 ก.พ. 2560 10:22 ไทยรัฐ