วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เมื่อใครๆก็ไป 'ซาปา'

ซาปา..ยามค่ำคืน

สายการบินนกแอร์ เปิดเส้นทางบินตรงจากดอนเมืองสู่ท่าอากาศยานนอยไบ กรุงฮานอย สัปดาห์ละ 4 วัน จันทร์ พุธ ศุกร์ และอาทิตย์วันละ 2 เที่ยว...06.20 น. ตอนเช้า และ 18.20 น. ตอนเย็น

เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์เลยถือโอกาสชวนลุง บก.ของสำนักข่าวหัวเขียวไปเที่ยวตามตะวัน...กันที่เวียดนาม ปักหมุดไว้ที่ 2 เมืองหลักๆ คือ ฮานอย และซาปา

ใช้เวลาบินจากเมืองไทยไม่ถึง 2 ชั่วโมงดี เราก็มาถึงฮานอย ก่อนจะนั่งรถต่อไปยังซาปา ซึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5-6 ชั่วโมง โดยต้องวิ่งผ่านจังหวัดลาวไก (Lao Cai) ก่อน ที่จะไปถึงซาปา ระยะทางเบ็ดเสร็จจากฮานอยถึงซาปา ก็ประมาณ 350 กิโลเมตร

ระหว่างทางเราจึงต้องแวะพักกันที่ลาวไก เพื่อหาอะไรรองท้อง ทริปนี้ คุณหนู...สุริยาภา บุนนาค ผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายสื่อสารองค์กร สายการบินนกแอร์ เลือกร้านชื่อเหมือนหมู่บ้านทำไวน์ในฝรั่งเศสอย่าง Le Bordeaux ให้เราได้ชิมอาหารพื้นเมืองเวียดนาม...ก็งงๆอยู่เหมือนกันว่าร้านชื่อเป็นฝรั่งเศสจ๋าทำไมถึงเสิร์ฟอาหารเวียดนาม แต่ ณ เพลานี้ที่ท้องร้องเป็นเสียงโอเปร่าเสียแล้ว ไม่ต้องตั้งคำถามเยอะน่าจะดีกว่า

และอย่างที่บอก ทริปนกแอร์ทุกทริปมักสร้างทุกขเวทนาให้กับผู้ร่วมทริปด้วยการประเคนอาหารทั้งคาว หวาน จนท้องแทบแตก...สารพัดจัดมาทั้งไก่ ทั้งกุ้ง และอื่นๆอีกมากมายบรรยายไม่หมด เอาเป็นว่าอิ่มสุดๆก็ละกัน

จากร้าน Le Bordeaux ในลาวไก รถวิ่งผ่านไหล่เขาที่สองข้างทางมองเห็นนาขั้นบันได สลับกับภูเขาที่เห็นอยู่ลิบๆ เขาบอกว่า เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาฟานซีปันซึ่งเราจะได้ไปสัมผัสอย่างใกล้ชิดในวันต่อไป

แม้ว่าระยะทางจากลาวไกไปซาปาจะแค่ 35 กิโลเมตร แต่ก็ต้องใช้เวลานานกว่าชั่วโมงเศษๆ เพราะเส้นทางค่อนข้างแอดเวนเจอร์พอสมควร ทั้งแคบ ทั้งคดเคี้ยว แถมยังมีรถบรรทุกวิ่งสวนไปสวนมาตลอด คนขับจึงต้องมีความชำนาญมาก บางคนบอกว่า การเดินทางมาซาปาให้ได้บรรยากาศอีกทางหนึ่งคือการนั่งรถไฟจากลาวไก เป็นรถนอน หรูหราพอ ประมาณ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกเดินทางโดยรถไฟในช่วงกลางคืน เพื่อมาถึงซาปาตอนเช้าตรู่ แต่สำหรับคณะของเราเขาจัดรถบัสให้จะได้ประหยัดเวลา เที่ยวได้มากกว่า...

ซาปา...เป็นเมืองเล็กๆกลางหุบเขา สูงจากระดับน้ำทะเลราว 1,650 เมตร ทำให้เป็นเมืองที่มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี

เมืองซาปาเริ่มเป็นที่รู้จักในช่วงไม่น่าจะเกิน 5 ปีมานี้ หลังจากที่มีคนมาค้นพบความสวยงามของเมืองเล็กๆในหุบเขาที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างแบบยุโรป เพราะเมืองนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวฝรั่งเศสในช่วงที่ยึดครองเวียดนาม ไฮไลต์ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กของเมืองที่ใครมาซาปาก็ต้องไปเช็กอินก็คือ โบสถ์คริสต์ หรือ The Ancient Stone Church เป็นโบสถ์ที่ทำด้วยหิน ว่ากันว่าสร้างโดยชาวฝรั่งเศสในช่วงปี ค.ศ.1895 เป็นสถานที่ประกอบพิธีมิสซาของชาวฝรั่งเศสในวันหยุดสุดสัปดาห์

หน้าตาของโบสถ์ไม่หรูหราแต่เข้มขลังในการเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาอันเก่าแก่ ไกด์ของคณะเล่าว่า สมัยก่อนที่ซาปามีโรงแรมแค่ 5 แห่งเท่านั้น แต่เมื่อมีนักท่องเที่ยวมากขึ้น ทำให้วันนี้มีโรงแรมใหม่ๆผุดขึ้นในซาปามากกว่า 100 แห่ง

เสน่ห์ของซาปานอกจากอากาศที่เย็นตลอดทั้งปีแล้ว ที่นี่ยังมีวิวของ เทือกเขาฟานซีปัน (Fan Si Pan) และนาขั้นบันได ซึ่งถือว่าเป็นซิกเนเจอร์ของซาปาเลยก็ว่าได้

ในซาปามีหมู่บ้านหลักๆที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเยี่ยมเยือนอยู่ 3 หมู่บ้าน คือ เล่าจ๋าย, ตาฟาน และ กั๊ต-กั๊ต สำหรับหมู่บ้านหลังสุด ถ้าอ่านจากภาษาอังกฤษจะเป็นหมู่บ้านแคท-แคท เพราะเขาเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Cat-Cat แต่คนเวียดนามเรียกว่า กั๊ต-กั๊ต เราก็คงต้องกั๊ตตามเขาเพื่อให้ถูกต้อง

เช้าวันที่สองของการเดินทาง เราเริ่มต้นกันที่หมู่บ้านตาฟาน ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้งดำอยู่ติดกับหมู่บ้านเล่าจ๋าย วิถีชีวิตของคนสองหมู่บ้านไม่ต่างกันนัก ส่วนใหญ่ดำรงชีพอยู่ด้วยการทำนา ทำการเกษตร มีนาขั้นบันได ที่ทั้งสูงและสวยตลอดสองข้างทางของหมู่บ้าน หลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้วชาวบ้านที่นี่จะมีอาชีพเสริมคือ ค้าขาย ทั้งหัตถกรรมงานฝีมือ งานแกะสลักหิน ล่าสุด ไกด์บอกว่า อาชีพใหม่ที่มาแรงของชาวบ้านสองหมู่บ้าน คือ เลี้ยงปลาแซลมอน โดยจะขุดบ่อไว้และใช้น้ำที่ไหลมาจากภูเขามาเลี้ยงปลา

มื้อกลางวันวันนี้เขาจัดให้กินอาหารในหมู่บ้านกินกันกลางทุ่งนานั่นละ แต่พูดก็พูดเถอะ อาหารบ้านๆนี่ละรสชาติอร่อยอย่าบอกใคร โดยเฉพาะเมนูเป็ดย่างน้ำผึ้ง การันตีเลยว่าภัตตาคารหลายแห่งสู้ไม่ได้

และแล้วก็ถึงเวลาขึ้นไปชมความสวยงามของฟานซีปันยอดเขาที่สูงที่สุดของเวียดนาม สูงที่สุดในอินโดจีน คือ ประมาณกว่า 3,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นเทือกเขาที่ได้รับฉายาว่า “หลังคาอินโดจีน” ซึ่งต้องนั่งรถกระเช้าข้ามเขาลูกเล็กๆขึ้นไป ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เราก็พิชิตยอดฟานซีปัน...สำเร็จ ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นสุดขั้ว ต้องบอกว่าสุดขั้ว เพราะมันเย็นจริงๆ เย็นจนทั้งหน้า ทั้งมือ ชาไปหมด แต่ก็ถือว่าคุ้มสำหรับวิวที่อยู่เบื้องหน้าเหนือคำบรรยายจริงๆ

อีกวันเราไปอีกเทือกเขาหนึ่ง ชื่อ ว่า “ฮัมรอง” เป็นจุดชมวิวเมืองซาปาแบบพาโนราม่าที่สวยที่สุด...ที่จุดนี้เราสามารถเห็นซาปาได้ทั้งเมืองแบบ 360 องศา ซึ่งต้องบอกว่ามันยอดมาจริงๆ ณ จุดนี้

กลับลงมาจากฮัมรองแวะกินข้าวกลางวันบอกลาซาปาก่อนกลับฮานอย และเพราะความสวยงามที่มองเห็นด้วยตาเช่นนี้นี่เอง ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม...ใครๆถึงอยากไปซาปา...

17 ก.พ. 2560 10:06 ไทยรัฐ