วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ซีไรต์นครคนนอก กวีซาลาเปาช่วยชีพ

กวีรางวัลซีไรต์คนล่าสุด พลัง เพียงพิรุฬห์ เจ้าของรวมบทกวีชุดนครคนนอก เคยมีผลงานชื่อโลกใบเล็ก เข้ารอบ 7 เล่มสุดท้ายของรางวัลซีไรต์มาแล้ว เมื่อปี พ.ศ.2556

พลัง เพียงพิรุฬห์ เป็นนามปากกาของเกริกศิษฏ์ พละมาตร์ พ่อและแม่เป็นชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ พ่อขับรถเมล์ ส่วนแม่เย็บผ้าอยู่แถวโบ๊เบ๊ พลังเกิดในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ.2516

ด้วยอยู่ในกรุงฯ จึงได้ “นั่งเรียงรายริมคลองครำสีดำสนิท กรุงปลดปล่อยชีวิตให้ไหลบ่า เช้าเพิ่งปลิดความง่วงหาวอีกคราวครา เยียวยาปากท้องร้องไม่พอ...”

เส้นทางชีวิตของพลัง เพียงพิรุฬห์ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อาศัยว่าเป็นคนรักในการเรียนรู้ด้วยตนเอง จึงเคี่ยวกรำชีวิต สั่งสมผลึกประสบการณ์กลั่นเป็นบทกวี

“ผมเริ่มเรียนที่โรงเรียนวัดเขมาฯ เมื่อป้ามาจากกาฬสินธุ์ ผมเบื่อๆ กรุงเทพฯเลยตามป้ากลับไปบ้านนอก เรียนมัธยมจบจากที่นั่น แล้วกลับมาเรียนช่างอุตสาหกรรมที่ช่างกลสยาม แล้วไปสมัครงานได้เป็นพนักงานเคลมวินาศภัยที่ภูเก็ต” หลังทำงานบริษัทก็ออกไปทดลองชีวิตทำอย่างอื่นอีก อาทิ ขายกางเกงยีนส์ พนักงานร้านถ่ายเอกสาร และฝึกเขียนผ้าบาติกจนสามารถรับงานได้

ก้าวย่างบนเส้นทางกวี พลังบอกว่า เริ่มราวปี พ.ศ.2540 ช่วงนั้นเศรษฐกิจไทยวิกฤติ หันมามองชีวิตตัวเองพบว่าว่างเปล่าเหลือเกิน จึงเดินเข้าไปในร้านหนังสือพบผลงานชื่อ นาฏกรรมบนลานกว้าง รวมบทกวีซีไรต์ของคมทวน คันธนู วันซื้อไปยังไม่ได้อ่าน แต่หลังจากนั้นเมื่อหยิบมาอ่านก็ต้องอุทานออกมาว่า “แบบนี้มีด้วยหรือ”

ลีลากวีคมทวนก็อย่าง “ไม่มีดอกเทวดาบนฟ้านี้ ป่วยการหมายบารมีมายึดถือ มีแต่ตัวมีแต่ตีนมีแต่มือ ที่จะลงที่จะรื้อที่จะทำ” จากบทกวีชื่อต้านพายุ

“ผมไม่เคยเห็นอย่างนี้มาก่อน สมัยที่อ่านนั่นบอกไม่ได้ว่าทำไมอ่านผลงานของคมทวนแล้วรู้สึกอย่างนั้น แต่ตอนนี้ตอบได้ว่าท่านเก๋าจริงๆ คนเขียนเป็นคนใช้ชีวิต ถ้อยคำมีชีวิต และมีฉันทลักษณ์ที่หลากหลาย ตอนนั้นผมเองก็ยังไม่รู้หรอกว่าเป็นฉันทลักษณ์อะไรบ้าง”

รู้แต่ว่า “อ่านแล้วรู้สึกมีแรงใจบางอย่าง อ่านไปเรื่อยๆ พออยากเขียนก็ไปห้องสมุด คิดว่าจะเขียนต้องรู้เรื่องคำก่อน สมัยผมเรียนรู้แต่กลอนสุนทรภู่ ผมเรียนก็ไม่ฉลาดหรอก ต้องเริ่มเรียนเองใหม่หมด พอเขียนไปได้สักปีสองปี รู้สึกว่าไม่พอใจ เพราะว่าเราเขียนออกมาเป็นฉันทลักษณ์ทื่อๆ ขาดอะไรก็ไม่รู้ จนกระทั่งวันหนึ่งปิ๊งออกมาเลย คิดได้ว่างานของเราไม่มีชีวิต เลยทำอีกแบบหนึ่ง”

นั่นคือ “ใส่ใจลงในถ้อยคำ เลือกคำมาใช้ให้เหมาะสม แล้วส่งไปลงตามนิตยสาร หาดูว่านิตยสารใดบ้างที่รับพิจารณาลงพิมพ์ ผมพยายามส่งอยู่ 1 ปี จนได้ลงในปี 2543 ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ พอดีช่วงนั้นคมทวน คันธนู พิจารณาบทกวีลงพิมพ์อยู่ บทกวีนั้นชื่อ นรกเย้ยหยันสวรรค์รันทด”

การเขียนบทกวี “มีองค์ประกอบหลายอย่าง ถ้าไม่เรียนทางนี้โดยตรงต้องศึกษาด้วยตัวเองทั้งหมด และต้องมีเพื่อน ผมโชคดีที่มีเพื่อนที่ภูเก็ต สมัยเป็นลูกจ้างร้านถ่ายเอกสาร เจ้าของร้านเขาเป็นเพื่อนกับขวัญยืน ลูกจันทร์ เขาบอกว่า มีน้องคนหนึ่งเขียนบทกวี ช่วยเอาไปอ่านให้หน่อย ผมเลยได้รู้จักพี่ขวัญยืนคนแรก แล้วพี่ก็พาไปรู้จักอาจารย์เสน่ห์ และคนอื่นๆ สำหรับผมเพื่อนสำคัญมาก เมื่อผมออกจากเป็นลูกจ้างร้านถ่ายเอกสาร พี่ขวัญยืนเป็นคนให้ที่อยู่อาศัยเพื่อเขียนหนังสือ”

ด้วยแรงบันดาลใจจากผลงานของคมทวน คันธนู พลังบอกว่า “ผมเสี่ยงเลย ไม่ได้วางแผนอะไรเลย ดีว่ามีพี่ๆช่วยอยู่ แต่ก็เกือบตาย ช่วงวิกฤติสุดๆ ซาลาเปา 1 ลูก ผมกินได้ 2 วัน กินไปครึ่งหนึ่งแล้วก็ห่อเก็บไว้กินวันต่อไป ผมทำอย่างนี้อยู่หลายเดือน”

ช่วงปักหลักเขียนบทกวีส่งไปยังนิตยสารอย่างเดียว แม้จะมีผลงานส่งตีพิมพ์ในนิตยสาร แต่รายได้นั้นแทบจะเป็นศูนย์ เพราะกว่าจะเขียนบทกวีแต่ละบท กว่าจะได้รับการพิจารณาลงตีพิมพ์ และกว่าจะได้ค่าเรื่องส่งมาให้ผู้เขียน วงจรนี้อ่อนไหว บอบบาง และไม่อาจควบคุมได้

ซ้ำร้าย “แม้จะได้ลงตีพิมพ์แล้ว เงินค่าบทกวีก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง ผมเขียนส่งไปที่หนังสือทุกเล่มในเมืองไทย ที่มีหน้าบทกวีอยู่ ค่าเรื่องที่ได้บ้างไม่ได้บ้างนั้น ส่วนหนึ่งมาจากผมเองที่ไม่มีสมุดธนาคารให้โอนเงินด้วย และยังเขียนด้วยลายมือ ที่อยู่ก็ยังไม่ชัดเจน”

ท่ามกลางการต่อสู้เพื่อสร้างสรรค์บทกวีนั้น “ผมได้ภรรยาคนแรกเขาอยู่จังหวัดพังงา แต่อยู่กันได้ไม่นานก็เลิก เพราะผมไม่ทำอะไรเลย ตั้งใจแต่เขียนหนังสืออย่างเดียว เลิกกันแล้วผมก็กลับมาภูเก็ตอีก พอดีแม่ป่วยกลับไปดูแลแม่ที่กาฬสินธุ์แล้วก็กลับมาที่ภูเก็ตเหมือนเดิม”

กลับมาคราวนี้ รับเขียนเทียนบนผืนผ้าให้กับร้านค้า “ผมแค่เขียนเทียนอย่างเดียว ไม่ได้ลงสี ทำให้พอมีรายได้บ้าง วันหนึ่งเคยทำได้ 20-30 แผ่น” ระหว่างเขียนเทียนและเขียนบทกวีอยู่นั้น พลังได้พบรักใหม่เป็นชาวสกลนคร แม้พื้นเพเดิมจะใกล้กัน แต่มาเจอกันที่ภูเก็ต “แฟนผมรักหนังสือ แต่งงานกันแล้วทางบ้านเขาก็เข้าใจไม่ได้ขัดข้องเรื่องผมเขียนหนังสือ บ้านเขาทำธุรกิจ เขาบอกผมว่าทำงานไปเลย ไม่ต้องกลัวเรื่องปัญหาใดๆ”

เมื่อนั่งเขียนหนังสือได้โดยไม่ต้องห่วงเรื่องปากท้อง พลังก็สร้างสรรค์ผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างผลงานที่หลั่งไหลออกมาเช่น รวมบทกวีชุด อาศรมพระจันทร์ เรื่องสั้นชื่อ ผู้รับผิดชอบ ที่ได้รางวัลพานแว่นฟ้า, รวมบทกวีชุด ปรากฏการณ์, บทกวีชื่อ วิทยาศาสตร์กถา ได้รับรางวัลชนะเลิศรางวัลนายอินทร์อวอร์ด, เรื่องสั้นชื่อ ปีกแห่งเสรีภาพ ได้รับรางวัลพานแว่นฟ้า และก่อนได้รับรางวัลซีไรต์ รวมบทกวีชื่อ โลกใบเล็ก เข้ารอบ 7 เล่มสุดท้ายรางวัลซีไรต์เมื่อ 2556

สำหรับรวมบทกวีชุด “นครคนนอก” ที่ได้รางวัลซีไรต์ “วาบแรกเลยผมคิดเรื่องคน เลือกเอาคนที่ใกล้ตัวก่อน เริ่มจากเขียนเรื่องคนในอดีตอย่างไม่มีเงื่อนเวลา เขียนไปเรื่อยๆ ได้มากก็มารวบดู พบว่าคนต่างๆ ที่เราเขียนเหมือนคนในเมืองๆหนึ่ง ผมได้ใส่ปรากฏการณ์ ความคิดเข้าไป และทุกเรื่องแก่นของมันไม่ได้หนีไปจากคน”

ดังนั้น “คนนอกของผมก็คือคนอื่น แต่เมื่อนำมาประกอบกันก็คิดได้หลากหลาย เพราะเมืองนี้สร้างมาจากคนนอก”

รางวัลซีไรต์ในสายตาของพลังคือ “ผมไม่คิดไม่ฝันเลย เห็นพี่กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ และแต่ละคนกว่าจะได้รางวัลต้องทำงานหนักกว่าเราหลายเท่า ที่ผมได้อาจเป็นเพราะช่วงจังหวะ ผมเพียงแต่อยากลองสนามดู ผมอยากทำอะไรก็ทำ ส่งไปอย่างไม่รู้ชะตากรรม ไม่รู้ว่ากรรมการเห็นแล้วจะทิ้งหรือเปล่า”

เมื่อได้รางวัลมาแล้ว “เล่มต่อไป ถ้าผมเขียนงานอะไรออกมาห่วย ผมอนุญาตให้ด่าผมได้ ผมไม่ใช่ยอดมนุษย์ที่ไม่เคยเขียนงานห่วย นครคนนอกคงไม่ใช่ผลงานชิ้นที่ดีที่สุดของผม ผมเพิ่งเริ่มต้น ผมจะมีอะไรในสมองที่จะต้องเขียนอีกเยอะ ผมเขียนวรรณกรรมอยู่สามอย่างคือ เรื่องสั้น บทกวี และนวนิยาย ผมจะมีผลงานกวีและนวนิยายออกมาอีกเร็วๆนี้”

สำหรับน้องๆนักศึกษาที่สนใจงานเขียน “ถ้าจะเริ่ม ผมขอบอกว่าต้องสู้สุดใจ สู้สุดประตู อย่างผมเริ่มทำงานอย่างไม่รู้อะไร เมื่อไม่มีอะไรเป็นพื้นฐานมาก่อนเราก็ต้องสู้ ต้องทำจริง เมื่อเราทำจริงไปแล้ว เราจะรู้ว่าเรามีประตู มีช่องทาง งานศิลปะเราต้องเอาจริง” นาทีนี้แล้ว “บนเส้นทางนักเขียน ผมมั่นใจ ผมทดลองทำมาแล้วหลายอาชีพ อาชีพที่มีความสุขที่สุดคือเขียนหนังสือ การเขียนหนังสือทำให้พบอะไรมาก ทำให้มีอิสระ มีสมาธิ สมาธินำไปสู่ความรู้ใหม่ๆ สมาธิสามารถไปทำอะไรได้อีก มากมายในการดำเนินชีวิต และการทำงานศิลปะ”

พ.ศ.2560 แม้จะได้รางวัลซีไรต์แล้ว แต่พลังบอกว่า “จริงๆแล้วผมก็ยังร่อนเร่ แต่ช่วงนี้ไปดูพ่อตาป่วยอยู่ที่สกลนคร ที่นั่นทำธุรกิจขายอะไหล่รถยนต์ ผมไปเป็นยามเฝ้าโกดังเก็บของ พอดีได้อ่านและเขียนหนังสือ หากอยากพักสายตาก็เดินเข้าไปในสวนหลังโกดัง”

พลังคล้ายจะบอกว่า ถ้าจะเป็นกวีไทยแล้ว “เพื่อนเอ๋ย ความฝันถอยหลังไม่เป็น”.

17 ก.พ. 2560 09:49 ไทยรัฐ