วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขุนนาง-คนดี

ประโยค “ขุนนางกับคนดี” สองสิ่งนี้ เป็นพร้อมกันไม่ได้ คนพูดชื่อ ช่ายจิง มหาเสนาบดี ฮ่องเต้ซุ่งฮุยจง (ประโยคอมตะ ประวัติศาสตร์จีน เหยี่ยนมู่สุ่ย เขียน รำพรรณ รักศรีอักษร แปล สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊คส์)

ช่ายจิงทุ่มเทรับใช้ฮ่องเต้เต็มที่ ช่วงเวลาปฏิรูปหวังอันสือระดมก่อสร้างพระราชอุทยาน รวบรวมหินรูปทรงแปลกตามาจากทั่วแผ่นดินมาตกแต่ง ราษฎรมากมายเดือดร้อน ล้มละลาย

ทุกเงินที่ขูดรีดราษฎรมาได้ ช่ายจิงแบ่งให้ฮ่องเต้แค่ 1 ส่วน ที่เหลือ 9 ส่วนเป็นของตัวเอง

ขุนนางใหญ่ร่ำรวยมหาศาล การกินการอยู่จึงดี...เขาชอบกินนกกระทาตุ๋น เวลาทำต้องใช้พ่อครัวหลายสิบคน เมื่อเขาหันไปชอบนกกระทาทอด ในจวนจึงมีนกกระทาทอดตุนไว้ในห้องครัวใหญ่สามห้อง

หลังช่ายจิงตายไปหลายสิบปี เล่ากันว่า มีคนจ้างพ่อครัวของเขาด้วยราคาแพง สั่งให้ทำซาลาเปา พ่อครัวยิ้มละอายบอกว่า “ข้าทำไม่เป็น” เพราะสมัยที่อยู่ในครัวช่ายจิง “ข้าแค่ทำหน้าที่หั่นต้นหอมเท่านั้น”

คนหั่นต้นหอมหรือ...แล้วยังต้องมีคนนวดแป้ง ปั่นแป้ง หั่นเนื้อ ปรุงรส ก่อไฟ ฯลฯ แค่ทำซาลาเปา ยังมีการแบ่งงานละเอียดชัดเจนอย่างนี้ นี่ไม่ใช่ทำซาลาเปาแล้ว อย่างนี้น่าจะเรียกว่างานศิลปะ

ชีวิตในบ้านขุนนางกังฉิน โอ่อ่าหรูหราสุขสบาย...จึงไม่แปลก ที่ลูกหลานในบ้าน จึงโง่เขลาเบาปัญญา ช่ายจิงเคยถามหลานๆ ตอนกินข้าว “ใครตอบได้ ข้าวมาจากไหน”

“มาจากครกหิน” หลานคนแรกตอบ “มาจากกระสอบ” หลานคนต่อมาว่า

ครั้งหนึ่งช่ายจิงไปตรวจงานเมืองซูโจ อู๋โป๋จวี่เจ้าเมืองต้อนรับดี เขาพอใจช่วยให้ย้ายมาเป็นขุนนางใหญ่ในเมืองหลวง อู๋โป๋จวี่ยังมีสำนึกความเป็นขุนนางดี เมื่อรู้ว่าช่ายจิงฉ้อฉลปล้นแผ่นดิน จึงลืมตัวเผลอโจมตีมหาเสนาบดี

ช่ายจิงโกรธ หาเรื่องสั่งย้ายไปนั่งตำแหน่งเล็กๆที่เมืองหยางโจว

ต่อมาลูกน้องช่ายจิงไปราชการที่หยางโจว อู๋โป๋จวี่ดูแลต้อนรับเมื่อกลับเมืองหลวง เขาไปบอกช่ายจิง “คนคนนี้ใช้ได้ ควรให้กลับมาทำงานในเมืองหลวง”

“เจ้านี่อยากเป็นขุนนาง และอยากเป็นคนดี” ช่ายจิงยิ้มเหี้ยมเกรียม

“ทำไมมันไม่คิดว่า สองเรื่องนี้ไปด้วยกันไม่ได้”

เหตุที่ทำให้อู๋โป๋จวี่ลำบาก ก็เพราะเขาบังเอิญที่สำนึกอยากเป็นคนดี

ต่อมากองทัพจินบุกลงใต้ กองทัพหลวงฮ่องเต้ราชวงศ์ซ่งพ่ายแพ้ ราษฎรไม่พอใจกลิ่นอายความฉ้อฉลอยู่แล้ว ก็ร่วมกันก่อกบฏ ฮ่องเต้ซุ่งฮุยจง สละบัลลังก์ให้ซ่งซิยจง พระโอรส

การเมืองพลิกผัน ช่ายจิงเป็นเป้าหมายในการต่อต้าน ต้องลี้ภัยออกจากเมืองหลวง

เขาเตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้ว รีบเก็บทรัพย์สินเงินทองมหาศาล ขึ้นกองเกวียนตั้งใจลี้ภัยไปหูหนาน

ระหว่างเดินทาง ช่ายจิงเจอปัญหาใหญ่ ชาวบ้านทุกละแวกบ้านที่เดินทางผ่านเกลียดชัง พร้อมใจกันต่อต้าน โรงเตี๊ยมทุกแห่งเต็ม สถานีพักม้าก็ไม่ว่าง กระทั่งข้าว น้ำมัน ผัก ปลา อาหาร ก็ไม่ยอมขายให้

อย่าว่าแต่จะหาอาหารอร่อย จะกินให้อิ่มท้องสักมื้อก็ยังยาก

ในสถานการณ์นั้น ทรัพย์สินเงินทองของช่ายจิง เหมือนคนตายถือแบงก์กงเต๊กมาใช้ในโลกมนุษย์ ซื้ออะไรไม่ได้ เขาผ่ายผอม เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก คร่ำครวญว่า “ไม่นึกว่า ผู้คนจะเกลียดข้าขนาดนี้”

ขบวนกองเกวียนมหาสมบัติของช่ายจิงยังไปไม่ถึงจุดหมาย ประวัติศาสตร์จีน บันทึกว่า

วาระสุดท้ายช่ายจิง หนึ่งในสิบขุนนางโฉด...อดตาย

บางบ้านเมืองสมัยใหม่...เคยมีแต่ข่าวเสนาบดี ติดคุกตาย นอกนั้น พอมีข่าวติดคุกก็หนี ที่ถูกยึดทรัพย์ก็เป็นแค่ข่าว เรื่องแบบว่าจะเอาเป็นเอาตายกันนั้น...ไม่เคยมีใครคิดว่าจะมีจริง.

กิเลน ประลองเชิง

17 ก.พ. 2560 09:18 ไทยรัฐ