วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปชป.กดดันบิ๊กติ๊ก ไขก๊อกเซ่นโดดร่ม เจ้าตัวพ้อ-ขออยู่สงบ คิวชทพ.ถกปรองดอง

ป.ย.ป.เดินเครื่องจับ ขรก.ผู้บริหารระดับสูงทำเวิร์กช็อปถอดรหัสยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี “ธีระ-เสี่ยตือ” นำทีมชาติไทยพัฒนาเข้าถกปรองดอง “สุวัจน์” ประกาศหนุนรัฐบาลเดินถูกทาง มั่นใจทำสำเร็จ ชูอภัยซึ่งกันและกัน “มาร์ค” ไม่สบายใจหวั่นเถียงกันจนล่ม ค้านเร่งคืนอำนาจทุกอย่างต้องสมบูรณ์ก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง เพื่อไทยติง “บิ๊กตู่” อย่าหันหลังต้องยอมรับมีเอี่ยวปมขัดแย้งเพราะอดีตเคยเป็นผู้นำทหาร จี้ค้นหาความจริงคดี 91 ศพ แม่เหยื่อชุมนุมปี 53 ออกโรงค้าน คสช.ไม่เหมาะเป็นเจ้าภาพ “ศรีสุวรรณ” ร้อง สนช.สอบกรณีไอลอว์แฉ 7 สนช. โดดร่มไม่ลงมติตามข้อบังคับผิดจริยธรรม กระทุ้งให้โชว์สปิริตไขก๊อก “บิ๊กติ๊ก” ครวญขออยู่อย่างสงบ จะมาเอาอะไรกันหนักหนา มือกฎหมาย ปชป.แนะลาออกเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของพี่ชาย “เรืองไกร” ตอด “นายกฯตู่” ข้องใจเงินขายที่ดิน เล็งยื่นสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลัง

เวทีสร้างความสามัคคีปรองดองของอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองของพรรคการเมืองตามแนวทางของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เชิญพรรคการเมืองแสดงความคิดเห็นยังคงเดินหน้าต่อ ขณะที่เครื่องยนต์อีกตัวของ ป.ย.ป.ได้เร่งเครื่องจัดเวิร์กช็อปติวเข้มข้าราชการผู้บริหารระดับสูงไว้รองรับแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีควบคู่กันไป

ป.ย.ป.จับ ขรก.ติวเข้มยุทธศาสตร์ชาติ

เมื่อวันที่ 16 ก.พ.นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เปิดเผยว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Preparation workshop) เพื่ออบรมหลักสูตรการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ให้กับผู้บริหารระดับสูง ระดับปลัดกระทรวง รองปลัด อธิบดีและผู้ว่าราชการจังหวัดในวันที่ 17 ก.พ.นี้จะเป็นการประชุมระดับปลัดกระทรวง ภายหลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะประธาน ป.ย.ป.มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จัดทำหลักสูตรเป็นการซักซ้อมความเข้าใจการทำงาน ป.ย.ป.ภายหลังประชุมเวิร์กช็อป ป.ย.ป.กับปลัดกระทรวง ไปเมื่อวันที่ 1 ก.พ.เพื่อให้กระทรวงบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวงกันมากขึ้น

เชิญซีอีโอมือหนึ่งแชร์ประสบการณ์

นายสุวิทย์กล่าวว่า ถือเป็นการประชุมเพื่อถอดรหัสวาระ 10 ประเด็นยุทธศาสตร์และนโยบายระดับบัญชาการของนายกฯในยุทธศาสตร์ 20 ปีข้างหน้า และตนได้เชิญนายกานต์ ตระกูลฮุน อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ สมาชิกสนช.และอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ถือเป็นซีอีโอระดับประเทศและทำงานอยู่ในประชารัฐอยู่แล้ว มาช่วยให้มุมมองว่า การทำงานในระบบราชการภาครัฐ กับความคาดหวังของเอกชนคืออะไร เป็นการแชร์ประสบการณ์ภาคเอกชนว่า เวลาขับเคลื่อนองค์กรเขามียุทธศาสตร์อย่างไร แก้ไขปัญหาอย่างไร การทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นอย่างไรในมุมมองเอกชน การขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงของโลก และในบริบทของภาครัฐที่ประเทศต้องมีวิสัยทัศน์ ปฏิรูปและปรองดอง

ประเมินผลงานพิจารณาขั้น

นายสุวิทย์กล่าวด้วยว่า จากนั้นวันที่ 2 มี.ค.จะเป็นการประชุมเปิดหลักสูตรการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำงาน เปลี่ยนทักษะการขับเคลื่อนกระทรวง การทำงานร่วมกับคนอื่นในรูปแบบใหม่ เพื่อสอดรับการขับเคลื่อนการทำงานของรัฐบาลในนามป.ย.ป.และเมื่อปรับการทำงานของระดับปลัดกระทรวงแล้ว จะลงไปในระดับอธิบดี รองอธิบดี หรือคนที่กำลังจะขึ้นมา เมื่อถามว่า ตรงนี้จะมีการประเมินผลการทำงานด้วยหรือไม่ นายสุวิทย์ตอบว่า แน่นอน โดยเฉพาะระดับรองลงมาจากปลัดกระทรวง จะเป็นการพิสูจน์ว่าทำงานได้ดีพอจะเป็นเบอร์หนึ่งของกระทรวงนั้นๆที่จะขึ้นมาหรือไม่ เพราะคนที่จะมีสิทธิเป็นปลัด อธิบดี อนาคตต้องเป็นคนมีวิสัยทัศน์และขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ไม่ใช่มองแค่งานตัวเองมีอยู่ แต่จะทำงานคนอื่นเพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ ปฏิรูปประเทศอย่างไร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับหลักสูตรการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ที่มีการกำหนดปฏิทินประชุมเชิงปฏิบัติการระดับต่างๆแล้ว ยังมีการกำหนดให้เสนอผลงานและประเมินผลงานแบ่งเป็นรอบ 3 เดือน 6 เดือน และรอบ 12 ปี

“ธีระ” นำทีม ชทพ.ถกปรองดอง

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เป็นประธานประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยมีตัวแทนจากพรรคไทยรวมพลัง พรรคไทยมหารัฐพัฒนา และพรรคประชากรไทย เข้าแสดงความคิดเห็น จากนั้นเวลา 13.30 น. ตัวแทนจากพรรคชาติไทยพัฒนา ประกอบด้วย นายธีระ วงศ์สมุทร หัวหน้าพรรคฯ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล นายนิกร จำนง ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคฯนายวราวุธ ศิลปอาชา นายชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีต ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา เข้าแสดงความเห็น ภายหลังการหารือไม่ได้มีการแถลงผลการหารือแก่สื่อมวลชนแต่อย่างใด

ชพน.ชูให้อภัย–เลือกตั้งตามโรดแม็ป

ที่บ้านพักราชวิถี ซอย 22 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา พร้อมด้วย นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรค แถลงถึงข้อเสนอแนะของพรรคชาติพัฒนาหลังจากที่ไปแสดงความเห็นกับคณะกรรมการเตรียมความพร้อมสามัคคีปรองดอง ที่กระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยนายวรรณรัตน์กล่าวว่า พรรคเสนอสร้างความปรองดองก่อนการเลือกตั้งภายใต้หลักการของความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ด้วยการให้อภัยซึ่งกันและกัน ควรจัดการเลือกตั้งตามโรดแม็ป ทุกพรรคตกลงร่วมกันลงสมัครรับเลือกตั้งและยอมรับผลการเลือกตั้ง หลังจัดตั้งรัฐบาลทุกพรรคควรร่วมมือทำงานโดยคำนึงถึงประโยชน์ประเทศเป็นสำคัญไม่สร้างเงื่อนไขนำไปสู่ทางตันทางการเมือง ควรเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงแก่ผู้กระทำผิดฐานทุจริตโดยศาลพิเศษที่พิจารณาคดีทุจริตเพียงอย่างเดียวด้วยความรวดเร็วเพื่อให้เกิดความเกรงกลัวเท่าเทียม ส่วนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ควรมีทิศทางความยืดหยุ่น ปรับตัวทันต่อสถานการณ์ แข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน ทำประชาพิจารณ์ให้เป็นที่ยอมรับก่อนประกาศใช้

“สุวัจน์” เชื่อปรองดองสำเร็จ

นายสุวัจน์กล่าวว่า พรรคเห็นด้วยและยินดีให้ความร่วมมือกับรัฐบาลที่เริ่มต้นในสิ่งที่ถูกต้องตรงปัญหาระดมความเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อให้การสร้างความปรองดองสำเร็จต่อไป พรรคการเมืองต่างๆควรหันหน้าเข้าหากัน พรรคมีข้อเสนอ 7 ข้อ คือ 1.ทุกพรรคต้องลงสมัครรับเลือกตั้ง 2.ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด 3.ต้องช่วยกันคัดคนดีๆมีความรู้ความสามารถมาทำงานให้ประชาชน รวมถึงเสนอนโยบายที่เหมาะสมยั่งยืนในการพัฒนาประเทศ 4.ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชนด้วยการยอมรับผลการเลือกตั้ง 5.เมื่อจัดตั้งรัฐบาลต้องทำงานร่วมกันตามบทบาทหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน 6.อยากให้ทุกพรรคลืมอดีต ความขัดแย้งแล้วคิดถึงส่วนรวมลดเงื่อนไขต่างๆและ 7.หากในอนาคตเกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองใดๆวิธีที่ดีที่สุดคือนำประเด็นความขัดแย้งมาอยู่ในเวทีสภาผู้แทนราษฎรตามหลักการประชาธิปไตย และมีความมั่นใจว่าการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอย่างเป็นทางการสามารถนำผลไปปฏิบัติการปรองดองมีโอกาสสำเร็จสูงมาก

“มาร์ค” ให้โอกาส ป.ย.ป.ทำงาน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการจะเข้าหารือแสดงความเห็นกับคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) ว่า ควรจะให้โอกาสป.ย.ป.ในการทำเรื่องนี้ ถ้าไม่ให้โอกาสเลยก็ไม่มีทางสำเร็จ แต่ถ้าให้โอกาสแล้วคนในสังคมยังไม่สามารถที่จะตกผลึกได้ก็เป็นสิ่งที่เราคงต้องยอมรับและหาวิธีการแก้ไขกันต่อไป แต่ที่เห็นแล้วไม่ค่อยสบายใจว่า ถ้าบรรยากาศเป็นการถกเถียงกันเป็นการมาตำหนิกันตั้งแต่ต้นมันจะไม่สำเร็จอีก ถ้าไปบอกว่าวิธีสร้างความปรองดองคือรีบคืนอำนาจแล้วเลือกตั้ง คงไม่ใช่ ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ปัญหาความล้มเหลวหรือความขัดแย้งที่มันเกิดขึ้นในอดีตช่วงที่มีการเลือกตั้ง มันต้องมาพูดกันให้ชัดว่า จะแก้กันอย่างไร การเลือกตั้งไม่ใช่ตัวปัญหา แต่ผู้เล่นที่อยู่ในระบบไปสร้างปัญหา

ชี้เลือกตั้งสุจริตเป็นธรรมลดขัดแย้ง

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า สิ่งที่จะดำเนินการก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยราบรื่น คือการทำให้การเลือกตั้งเกิดความขัดแย้งน้อย ต้องเป็นการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม ถ้าสวนทางกันก็เป็นเงื่อนไขความขัดแย้งแน่นอน จึงต้องย้อนมาดูว่า ก่อนการเลือกตั้งเราจะทำอย่างไรที่จะช่วยกันให้เรามั่นใจได้ว่า การเลือกตั้งนั้นมันสุจริต เที่ยงธรรม กฎ กติกาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง การหาเสียง บทบาทของพรรคการเมือง รูปแบบของการหาเสียง ปัญหาที่ตอนนี้ทั่วโลกเจอเรื่อง Fake News เรื่องการปลุกระดมผ่านโซเชียลมีเดียจะแก้กันอย่างไร หลังการเลือกตั้งย้ำว่าจะเป็นผู้ชนะ หรือผู้แพ้ ต้องรู้หน้าที่ตัวเอง รู้ขอบเขตของการแสดงบทบาทของตัวเอง ถึงจะเป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งได้

หวังทุกอย่างเสร็จก่อนเข้าคูหา

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนรูปแบบการพูดคุยให้ความเห็นของพรรคจะเลือกคนในพรรคว่าใครจะตอบเรื่องไหนครบทั้ง 10 ประเด็น 10 คน รวมทั้งตนด้วย ข้อเสนอแนะอื่นๆตนจะชี้ให้เห็นว่าระบบการเมืองตรงไหนบ้างที่เป็นปัญหา องค์ประกอบของส่วนต่างๆที่นำมาสู่ความขัดแย้งก็หนีไม่พ้นไปแตะคำถามอื่นๆด้วย ทั้งบทบาทสื่อ บทบาทองค์กรอิสระ บทบาทเจ้าหน้าที่ของรัฐ คือหลายองค์ประกอบในการทำงานว่า ทำไมที่เราพูดว่า เลือกตั้งเป็นประชาธิปไตยแล้วมันล้มเหลวเกิดขึ้นจากอะไร เมื่อถามว่า หากผลลัพธ์หรือสิ่งที่ ป.ย.ป.เคาะออกมาไปเอื้อพรรคพรรคใดพรรคหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ถ้าอย่างนั้นก็ไม่สำเร็จ เชื่อว่าคงไม่ทำกันอย่างนั้น ในกระบวนการนี้แม้จะไม่มีเอ็มโอยู หรือข้อตกลง สัญญา แต่ทำความเข้าใจในสังคมว่า ต่อไปนี้เราจะอยู่ด้วยกันแบบนี้ แล้วเราอยู่แบบนั้นจริง อันนั้นต่างหากคือความสำเร็จ ซึ่งควรจะต้องสำเร็จหรือเสร็จก่อนการเลือกตั้งเพื่อทำให้เกิดความมั่นใจว่า เมื่อมีการเลือกตั้งแล้วบ้านเมืองจะไม่กลับไปวุ่นวายแบบเดิม

พท.จี้ “บิ๊กตู่” ยอมรับมีส่วนขัดแย้ง

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ระบุว่าจะไม่มีการนิรโทษกรรมนั้นก็ไม่ว่าอะไร แต่การที่ศาลตัดสินคดีคนตาย 91 ศพ ว่าเป็นการยิงมาจากฝั่งเจ้าหน้าที่ และญาติคนเสียชีวิตยื่นเรื่องให้ พล.อ.ประยุทธ์ตรวจสอบ ก็ต้องค้นหาว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และอย่าลืมว่าขณะนั้น พล.อ.ประยุทธ์เป็นรอง ผบ.ทบ. ต่อไปถ้าประเทศเป็นประชาธิปไตย คดีความเรื่องนี้ก็ต้องว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนการที่ พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า ต้องยึดอำนาจไม่ให้คนตีกันนั้น ถ้าเป็นการใช้กองกำลังสันติวิธีก็ไม่จำเป็นต้องรัฐประหาร ดังนั้น สิ่งสำคัญใน 10 หัวข้อก็ต้องยอมรับความจริงว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นหนึ่งในตัวละครที่มีส่วนได้ส่วนเสียของความขัดแย้งกับประชาชนที่รักประชาธิปไตย และขอให้ทหารกลับกรมกอง เชื่อว่า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.เป็นทหารอาชีพ จะไม่เป็นทหารการเมืองทำรัฐประหาร แต่อยากถามว่า เมื่อไหร่ทหารการเมืองที่ยึดอำนาจมาจะคืนอำนาจให้ประชาชน เพราะตรงนี้เป็นมูลเหตุหลักในการคอร์รัปชัน ตรวจสอบไม่ได้เพราะจะโกงงบประมาณได้อย่างไรถ้าไม่ใช่คนมีอำนาจ

เสนอดึงองค์กรอิสระร่วมแจม

นายวรชัยกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ขอถามว่า การตั้งคนมาเป็น สนช.รับเงินเดือนสองทาง ไม่น้อยกว่าคนละ 2-3 แสนบาทนั้น เป็นความขัดแย้งหรือไม่ เพราะเอาเงินภาษีประชาชนไปจ่ายพรรคพวกเพื่อนฝูง สนช.เคยโหวตหรือตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ ทำงานคุ้มกับภาษีประชาชนหรือเปล่า อีกทั้งบรรดาองค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมเริ่มต้นบิดเบือน สองมาตรฐาน ซีกหนึ่งผิดตลอด อีกซีกดองเรื่องไว้ หรือศาลรัฐธรรมนูญมีปัญหาหรือไม่ ทั้งที่ต้องพูดให้ครอบคลุม ทุกองค์กรมีส่วนได้ส่วนเสีย แต่ไม่มีการเชิญหรือพูดถึงองค์กรเหล่านี้ในกระบวนการปรองดอง มีแต่พรรคการเมือง

“อำนวย” ขอล้างไพ่องค์กรอิสระ

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเดินหน้าสร้างความปรองดองว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากการทำงานขององค์กรอิสระ เช่น หน่วยงานตรวจสอบมุ่งดำเนินการแต่เรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ ขณะที่เรื่องเก่าที่ค้างอยู่ไม่มีความคืบหน้า คณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็ไม่จัดการเลือกตั้งอย่างเต็มที่ เหล่านี้ล้วนเป็นตัวกระตุ้นความขัดแย้งในสังคม เมื่อจะเดินหน้าปรองดองควรโละคณะกรรมการในองค์กรอิสระที่มีอยู่ทั้งหมด แล้วคัดสรรเข้ามาใหม่ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้เกิดบรรทัดฐานการทำงานเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ประเทศจะได้เดินไปข้างหน้าไม่ต้องวนกลับมาสู่ความขัดแย้งเหมือนเดิม

“แม่น้องเกด” ค้านปรองดองใต้เงา คสช.

เมื่อเวลา 12.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม กลุ่มญาติได้รับการสูญเสียจากเหตุการณ์สลายชุมนุมทางการเมืองในปี 2553 นำโดยนายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ และนางพะเยาว์ อัคฮาด เข้ายื่นหนังสือคัดค้านกระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดองตามแนวทางของ คสช.ถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ผ่าน พล.ต.ยุทธนินทร์ บุญนาค เลขานุการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม โดยเห็นด้วยที่จะมีการสร้างความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ ให้อภัยกันระหว่างประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติทางการเมือง มีการค้นหาความจริงและเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการปรองดอง แต่ไม่เห็นด้วยที่จะให้ทหารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างวิกฤติทางการเมืองยึดอำนาจเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการเข้ามาทำหน้าที่ในคณะกรรมการสร้างความปรองดองชุดนี้เพราะจะทำให้สังคมมีข้อกังขาว่าไม่อาจสร้างความปรองดองได้จริง ควรเชิญกลุ่มประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียมาร่วมพูดคุยก่อนพรรคการเมือง และควรให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้เริ่มกระบวนการปรองดองมากกว่า

“ศรีสุวรรณ” ยื่นสอบ 7 สนช.โดดร่ม

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 16 ก.พ.นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านนายพงศ์กิตติ์ อรุณภักดีสกุล รองเลขาธิการวุฒิสภา ให้ตรวจสอบจริยธรรมสมาชิก สนช. 7 คน กรณีมีพฤติการณ์เข้าข่ายขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 มาตรา 9 (5) โดยนายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การกระทำของสมาชิก สนช.7 คน เข้าข่ายรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 มาตรา 9 (5) กรณีไม่มาแสดงตนเพื่อลงมติในการประชุม สนช.เกินจำนวนที่กำหนด การที่ประธาน สนช.ระบุว่า ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า สนช. 7 คน ยื่นหนังสือลาอย่างถูกต้องนั้น ไม่แน่ใจว่าเป็นการทำหนังสือย้อนหลังหรือไม่ และต้องดูว่าเป็นการผิดข้อบังคับการประชุมหรือไม่ เพราะการร่วมลงมติในที่ประชุม สนช.ไม่ถึง 1 ใน 3 ในระยะเวลา 90 วัน ถือเป็นตัวอย่างไม่ดีในยุคปฏิรูป ต้องเสียสละเวลามาทำงานเพื่อพัฒนาประเทศโดยเฉพาะการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ หากมีพฤติการณ์ไม่มาร่วมประชุม ประชาชนจะพึ่งใครได้เป็นการผิดจริยธรรม

กระทุ้งให้โชว์สปิริตไขก๊อก

นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ไม่ใช่แค่ สนช. 7 คน เท่านั้นที่มีปัญหา หากตรวจสอบ สนช.คนอื่นๆ อาจพบว่ามีพฤติการณ์ไม่ต่างจาก สนช.ทั้ง 7 คน ดังนั้นหากใครไม่เข้าร่วมประชุมในการลงมติ ขอให้ยื่นใบลาออกจาก สนช. เพราะเป็นการกินเงินภาษีของประชาชน ยังมีคนมีความรู้ ความสามารถ พร้อมเข้ามาทำหน้าที่แทนมากมาย อยากให้ สนช. 7 คน แสดงสปิริตลาออก และคืนเงินเดือนให้ประชาชน ข้ออ้างว่ามีภารกิจมากจนลงมติไม่ได้นั้น ฟังไม่ขึ้น อย่าอ้างสวมหมวกหลายใบ ถ้าขาด 1-2 ครั้ง ยอมรับได้ แต่ไม่ใช่ขาดมากมายหลายครั้ง ไม่รู้ว่ามีบางคนแอบไปทำธุระส่วนตัวหรือไม่ เชื่อว่าหลังจากที่ตนมายื่นเรื่องร้องเรียนครั้งนี้ นายพรเพชรคงจะนำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการจริยธรรม สนช. เพื่อตรวจสอบพฤติการณ์ สนช. 7 คน เรื่องนี้นายพรเพชรต้องพิจารณาด้วยว่าการกระทำดังกล่าวมีความเหมาะสมหรือไม่ หากยังยอมรับว่าการลาดังกล่าวมีความถูกต้อง จะไปยื่นต่อ ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบนายพรเพชร ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในสัปดาห์หน้า

“ครูหยุย” พร้อมตั้งแท่นสอบ

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ กรรมการสอบจริยธรรม สนช. กล่าวว่า กรณีมีผู้ร้องให้สอบจริยธรรม สนช.7 รายนั้น เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้องของคำร้อง จะตั้งอนุกรรมาธิการตรวจสอบว่าเข้าองค์ประกอบ หรือมีมูลหรือไม่ หากมีมูลจะสอบสวนต่อไป หรือหากพบสมาชิกทำผิดกฎระเบียบมีขั้นการลงโทษ ตั้งแต่การตัดเงินประจำตำแหน่ง ไปจนถึงการพ้นสมาชิกภาพ ส่วนที่มองว่า สนช.ตรวจสอบกันเองอาจไม่มีความโปร่งใสหรือเข้าข้างกันเอง เราทำไปตามกติกา เมื่อถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์อยากให้แก้ไขข้อบังคับการประชุมที่ให้ลาลงมติได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง นายวัลลภตอบว่า ข้อบังคับการประชุม สนช.ถือว่ามีความเคร่งครัด เข้มงวดกว่าทุกยุคทุกสมัย แต่คิดว่าเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ ถ้านักวิชาการ หรือนักการเมืองจะเสนอให้เปลี่ยนแปลงควรเอารายละเอียดกฎเกณฑ์ของสภาฯวันนี้ไปดูเทียบเคียงเสียก่อน หากเห็นช่องว่างให้เสนอมาได้ เสนอมาลอยๆ สนช.ก็ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไรตรงไหน

“บิ๊กติ๊ก” ตัดพ้อเอาอะไรกันหนักหนา

ขณะที่ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา สมาชิก สนช. ซึ่งเป็น 1 ใน 7 สนช.ที่ไอลอว์ออกมาเปิดข้อมูลการไม่ลงมติที่ประชุม สนช.จนอาจขาดความเป็นสมาชิกสภาพว่า เรื่องนี้ทุกอย่างตนได้ชี้แจงไปหมดแล้ว ทั้งเรื่องใบลา และรายละเอียด ก็ได้พูดคุยกับนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ไปหมดแล้ว เชื่อว่าเรื่องนี้ไม่มีปัญหาอะไร เพราะได้แสดงหลักฐานการลา และการร่วมประชุมชัดเจนหมดแล้ว เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า จะออกมาแถลงข่าวชี้แจงอย่างเป็นทางการด้วยตัวเองหรือไม่ พล.อ.ปรีชาตอบว่า “ตอนนี้พี่เกษียณแล้ว ขออยู่อย่างสงบเถอะ จะมาเอาอะไรกับพี่หนักหนา”

“วิรัตน์” แนะให้ลาออกเพื่อนายกฯ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สนช.ทั้ง 7 คน ต้องคำนึงถึงคุณธรรมจริยธรรม ไม่ใช่ผิดหรือไม่ผิดกฎหมายอย่างเดียว แม้นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ยืนยันว่า สมาชิก สนช.มีสิทธิลาได้ไม่จำกัดหากส่งใบลาตามระเบียบข้อบังคับ แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องการคนที่ทุ่มเทเวลา มีจิตใจรักชาติ รักแผ่นดิน พร้อมขับเคลื่อนงานไปข้างหน้า โดยเฉพาะ พล.อ.ปรีชา มีศักดิ์เป็นน้องชายนายกฯ สังคมจับตาพฤติกรรมจะส่งผลกระทบถึงตัวนายกฯแน่ ทางที่ดีต่อไปนี้ควรทำงานทุ่มเทเวลาให้เต็มกำลังหรือถ้าไม่มีเวลาก็ควรลาออกไปเพื่อไม่ให้กระทบภาพลักษณ์ที่ดีของพี่ชาย และเป็นอุทาหรณ์กับ สนช.คนอื่น หากไม่แก้ไขจะเป็นชนวนให้ฝ่ายไม่หวังดีหยิบยกมาเล่นงานนายกฯ กระจายข่าวแพร่ไปยังสื่อต่างประเทศทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล

“เรืองไกร” กังขาเงินนายกฯขายที่

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการตรวจสอบการขายที่ดินของบิดา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.พบว่า การขายที่ดินดังกล่าวสูงกว่าราคาประเมินประมาณ 402 ล้านบาทเศษ โดยนายกฯแสดงรายละเอียดสัญญาซื้อขายว่ามีราคาขายที่ 600 ล้านบาทในการยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. แต่จากการตรวจสอบงบการเงินของบริษัทผู้ซื้อ พบต้นทุนซื้อที่ดิน 623 ล้านบาทเศษ เมื่อคำนวณหักค่าธรรมเนียมและค่าอากรมีตัวเลขปริศนาเกินมาอีก 16 ล้านบาทเศษ เมื่อนำที่ดินแต่ละแปลงมาคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายจะได้ตัวเลข 16 ล้านบาทเศษ จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่า บริษัทผู้ซื้อบันทึกต้นทุนรวมค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายของผู้ขายเข้าไปด้วย น่าเชื่อต่อไปว่าบริษัทผู้ซื้อได้ออกภาษีหัก ณ ที่จ่ายแก่ผู้ขายด้วย ถือเป็นเงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้าประมาณ 5.23 ล้านบาทเศษ บวกเงินเพิ่มหรือดอกเบี้ยร้อยละ 1.5 ต่อเดือน คำนวณถึงเดือน มี.ค.60 จะอยู่ที่ประมาณ 2.82 ล้านบาท ถ้ามีคนร้องให้สรรพากรตรวจสอบต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่า รวมทั้งสิ้นแล้วนายกฯจะต้องจ่ายเงินเพิ่มประมาณ 18.51 ล้านบาท ดังนั้นจะไปยื่นเรื่องให้อธิบดีกรมสรรพากรตรวจสอบในวันที่ 17 ก.พ.นี้

“บิ๊กตู่” งดจ้อพานักลงทุนชมตึกไทยฯ

เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล คณะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการลงทุน เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ภายหลังการหารือระหว่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ นำคณะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการลงทุนเดินจากตึกสันติไมตรีไปยังตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อเดินผ่านกลุ่มผู้สื่อข่าวที่บริเวณทางเชื่อมตึก พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้หยุดให้สัมภาษณ์ใดๆ เพียงแต่หันมากล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เขามาลงทุนบ้านเรา 30 กว่า ประเทศ เดี๋ยวพาเขาเยี่ยมชมบ้านก่อนนะ” ก่อนเดินเลี่ยงขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไป

“มาร์ค” ชี้ “บุญทรง” ยังร้องศาลได้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณียึดทรัพย์คดีข้าวจีทูจีจากผู้ที่เกี่ยวข้องว่า บอกตรงๆว่ายังไม่ค่อย 100 เปอร์เซ็นต์กับสถานะทางกฎหมายในตอนนี้ เรื่องการยึดทรัพย์เข้าดำเนินการตามกฎหมายตามเวลาที่รัฐเสียหายแล้วผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงไม่ไปฟ้องแพ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถทำได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับศาล วิธีที่เขาทำคือ เขาทำโดยออกคำสั่งทางปกครอง เมื่อออกคำสั่งทางปกครองผู้ที่เห็นว่าได้รับผลกระทบจากคำสั่งทางปกครอง สามารถไปฟ้องศาลปกครองได้ แต่ศาลปกครองวินิจฉัยไปแล้วกรณีของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ เป็นการวินิจฉัยในประเด็นว่าสมควรที่จะทุเลา คือคุ้มครองชั่วคราวกันหรือไม่ ซึ่งศาลพูดในทำนองว่า ยังไม่มีประเด็นจะต้องให้คุ้มครองชั่วคราว เพราะยังไม่ได้ทำอะไร ฉะนั้น สิทธิของนายบุญทรง รวมไปถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในทางศาลก็ยังมีอยู่ ถ้าเกิดสมมติว่าไปดำเนินการอะไร แล้วท่านเหล่านี้เดือดร้อนก็ชอบที่จะไปร้องศาลเพื่อแก้ไขได้

แนะ รบ.มองโลกใช้ไฟฟ้าถ่านหิน

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่เอกสารราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทยให้ผู้นำชุมชนเกณฑ์คนหมู่บ้านละ 20 คนไปสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ศาลากลาง จ.กระบี่ว่า นายกฯเพิ่งขอร้องคนที่จะไปคัดค้านว่าไม่ให้มาชุมนุมที่หน้าทำเนียบฯ แล้วทำไมทางการจะระดมเสียเองอย่างนั้นหรือ และขอย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่ลำพังในโลก ดูกระแสโลกด้วย ทำไมจะต้องผลักดันเรื่องถ่านหิน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนมากในเรื่องของการท่องเที่ยว ส่วนการแสดงออกในวันที่ 17 ก.พ.ก็ไม่ได้มีเจตนาล้มล้างรัฐบาล ในโลกขณะนี้โดยเฉพาะประเทศที่เอาจริงกับสิ่งแวดล้อม เรื่องถ่านหินลดลงเกือบหมดแล้ว จีนซึ่งถูกมองว่าก่อปัญหามากในเรื่องมลพิษ ก็เริ่มเปลี่ยนท่าทีแล้ว แล้วถ้าเราฝืนกระแสนี้ จะทำให้รัฐบาลทำงานยากขึ้นหรือไม่กับพันธสัญญาเรื่องการลดคาร์บอนต่างๆกับทั่วโลก

นักวิชาการเชียร์นายกฯเดินหน้าต่อ

ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงาน ก.พ.นายภิญโญ มีชำนะ แกนนำเครือข่ายนักวิชาการสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.ขอให้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ โดยนายภิญโญกล่าวว่า ในฐานะคณะกรรมการเพื่อศึกษาโครงการฯตามที่นายกฯลงนามแต่งตั้งได้ดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหิน และเทคโนโลยีสะอาดหลายประเทศทั่วโลก ไม่เคยพบข้อมูลความเจ็บป่วยร้ายแรง จากมลภาวะที่ปล่อยจากโรงไฟฟ้าฯอย่างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อุตสาหกรรมมาบตาพุด ผลิตไฟฟ้ามา 10 ปีก็ไม่ได้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆว่าเกิดปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม การคัดค้านจากบางกลุ่มทำให้โครงการล่าช้ามา 4 ปี ความต้องการการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่จะมีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจมีความเสี่ยงที่ไฟฟ้าจะไม่พอใช้ขั้นรุนแรง ขอให้นายกฯอนุมัติเดินหน้าโครงการต่อไป

ตั้ง “พล.ต.ต.อนันต์” นั่งนายกพัทยา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 ก.พ. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คําสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ที่ 6/2560 เรื่อง การแต่งตั้งนายกเมืองพัทยา โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 มีคําสั่งให้ประกาศ คสช.ที่ 85/2557 กำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นครบวาระหรือว่างลง ให้ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปฏิบัติหน้าที่ นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 1/2557 เรื่อง การได้มาซึ่งสมาชิกท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นชั่วคราว กรณีนายกเมืองพัทยาว่างลง โดยให้ดำเนินการตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 85/2557 เป็นอันสิ้นลง พร้อมให้ปลัดเมืองพัทยาซึ่งปฏิบัติหน้าที่นายกเมืองพัทยาพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่นายกเมืองพัทยา และให้ พล.ต.ต.อนันต์ เจริญชาศรี พ้นจากตำแหน่งในสภาเมืองพัทยา เป็นนายกเมืองพัทยา และให้มีรองนายกเมืองพัทยาไม่เกิน 4 คน จนกว่าจะมีการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาหรือ คสช.มีคําสั่งเปลี่ยนแปลง

วอน สนช.ทบทวน ก.ม.ยาสูบ

นางวราภรณ์ นะมาตร์ ผอ.บริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย เปิดเผยว่า สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ทำการสำรวจความคิดเห็นร้านค้าปลีกขนาดเล็ก (โชห่วย) ขายบุหรี่ 1,030 ร้านทั่วประเทศ ในประเด็นผลกระทบจากร่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พบร้านค้าโชห่วยร้อยละ 78 มองว่า ขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการออกกฎหมายควบคุมยาสูบที่ส่งผลต่อการค้าขาย ควรแก้ไขปัญหาเร่งด่วน เช่น เศรษฐกิจ และการปฏิรูปประเทศมากกว่า และกว่าร้อยละ 64 เห็นว่า สนช. ควรพิจารณาผลกระทบของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งอุตสาหกรรมควบคู่สุขภาพอนามัยของประชาชนด้วย และร้อยละ 82.50 มองว่ามาตรการซองเรียบส่งผลมีบุหรี่ปลอมมากขึ้น จึงเห็นว่าร้านค้ามีความกังวลต่อร่างกฎหมายที่สุดโต่ง หวังว่า สนช.จะมีการทบทวน กฎหมายดังกล่าว เพราะว่าสวนทางนโยบายรัฐบาลสนับสนุนร้านค้าขนาดเล็ก

ป.ย.ป.เดินเครื่องจับ ขรก.ผู้บริหารระดับสูงทำเวิร์กช็อปถอดรหัสยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี “ธีระ-เสี่ยตือ” นำทีมชาติไทยพัฒนาเข้าถกปรองดอง “สุวัจน์” ประกาศหนุนรัฐบาลเดินถูกทาง มั่นใจทำสำเร็จ ชูอภัยซึ่งกันและกัน 17 ก.พ. 2560 08:07 17 ก.พ. 2560 08:25 ไทยรัฐ