วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
“โรงไฟฟาถ่านหิน” จำเป็นต้องสร้าง หลังปรับมาตรฐาน

“โรงไฟฟาถ่านหิน” จำเป็นต้องสร้าง หลังปรับมาตรฐาน

  • Share:
“แม่เมาะ” อยู่ในเกณฑ์ดี

ทุกฝ่ายยืนกราน โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ต้องสร้างเพราะความต้องการใช้ไฟภาคใต้เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ส.อ.ท.เสนอนำคนในชุมชนเข้าร่วมบริหารจัดการ

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.เห็นด้วยที่จะให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดกระบี่ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เนื่องจากภาคใต้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และมีภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ๆหลายประเภท เช่น อาหาร ยางพารา เซรามิก มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 4% สูงกว่าการขยายตัวจีพีดี หากยังต้องรอการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางหรือขยายสายส่งเพียงอย่างเดียว จะกระทบกับความมั่นคงไฟฟ้าของภาคใต้ และหากไฟฟ้าในพื้นที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ ก็จะเกิดปัญหาไฟตกไฟดับ ที่จะส่งผลกระทบต่อจีดีพีภาคใต้ถึง 1%


“นักลงทุนในภาคใต้ได้แสดงความกังวลความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ เพราะก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ใช้ผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ทยอยลดลงต่อเนื่องและขณะนี้รัฐบาลกำลังประกาศขยายการลงทุน ทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ อ.สะเดา จังหวัดสงขลา การสร้างนิคมอุตสาหกรรมยางพาราภาคใต้ (Rubber City) ความต้องการไฟฟ้าก็ยิ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ผมมองว่า โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน มีความเหมาะสม ถือเป็นเทคโนโลยีที่สะอาด ราคาเหมาะสม เห็นได้จากต่างประเทศที่เขาใช้กัน แต่จุดสำคัญต้องมาดูว่า การนำมาใช้ การขนถ่าย มีความรัดกุมเพียงพอ ไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม และชุมชนหรือไม่ จึงควรนำชาวบ้านในชุมชนร่วมบริหารจัดการด้วย”

ทั้งนี้ หากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ไม่อนุมัติการสร้างโรงไฟฟ้าในภาคใต้ ในการประชุม กพช.วันที่ 17 ก.พ.นี้ ภาคเอกชนก็ได้เตรียมแผนสำรองไว้อยู่แล้ว เช่นเดียวกับการเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับใน 14 จังหวัดภาคใต้ เช่น การเตรียมเครื่องปั่นไฟฟ้าสำรอง แต่ราคาการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยจะสูงกว่า เพราะใช้น้ำมันดีเซล ราคาหน่วยละ 9 บาท เทียบกับการซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ราคาหน่วยละ 4 บาท ขณะเดียวกันยังมีการซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซีย หน่วยละ 12 บาท ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า และกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขัน

ด้านนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า สถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเชียตะวันออก (ERIA) ได้นำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานการดูแลสิ่งแวดล้อมของประเทศอาเซียน ในเรื่องของประสิทธิภาพของข้อกำหนดการกำกับการปล่อยมลพิษของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ในอาเซียน โดยศึกษาได้เปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว 4 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย เยอรมนี สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และในอาเซียน+6 ในการควบคุมมลภาวะที่เกิดจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยศึกษาในประเทศหลัก 8 ประเทศ ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ญี่ปุ่น และอินเดีย ซึ่งจากผลประเมินโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทย โดยเฉพาะที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ อยู่ในระดับดีถึงดีมาก เนื่องจากที่ผ่านมามีการปรับปรุงมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง แต่ในด้านกระบวนการตรวจสอบ ประเทศไทย ปรับปรุงให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน วันนี้ (17 ก.พ.) ตนจะเสนอให้เดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ซึ่งมีกำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เนื่องจากโครงการได้ล่าช้ากว่าแผนมาแล้ว 2 ปี หากตัดสินใจเดินหน้า ก็จะสามารถจ่ายไฟเข้าระบบได้ในปี 2564-2565

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็นไปตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP 2015) ที่ต้องการเฉลี่ยค่าไฟฟ้าให้ต่ำ เพื่อสนับสนุนภาคเอกชนให้มีต้นทุนการผลิต ที่จะสามารถแข่งขันกับประเทศต่างๆได้ และตามแผนเทคโนโลยีที่ใช้ก็เป็นมาตรฐานโลกและประเทศไทยก็มีหน่วยงานต่างๆที่จะเข้าไปดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้