วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บทสุดท้ายรถเอ็นจีวี ใครพระเอกใครผู้ร้าย

ไม่รู้ไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจาก ไหน นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ผู้ชนะการประมูลรถเอ็นจีวี 489 คัน กับ ขสมก. ถึงหาญกล้าดับเครื่องชนฟ้องคดีอาญา มาตรา 157 ผู้บริหารระดับแถวบนของกรมศุลกากร 7 คน....

โทษฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พ่วงด้วยแจ้งข้อหาปลอมแปลงเอกสารทำให้บริษัทฯได้รับความเสียหาย กับเจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำด่านท่าเรือแหลมฉบังอีก 3 คน รวม 10 คน

“ยังครับ...ยังไม่หมด เท่าที่สรุปกับทีมกฎหมายน่าจะยังมีอีก 5 คดีเป็นอย่างน้อย แต่ยังไม่ขอบอกตอนนี้ สองเดือนที่ผ่านมานี้ผมไม่เคย ให้ข่าวตอบโต้เลยสักคำ แต่อีกฝ่ายกล่าวหาผมทุกวัน...จนผมตกเป็นจำเลยสังคมไปแล้ว จริงๆแล้วผมเป็นพ่อค้าไม่อยู่ในฐานะที่จะต่อกรกับอำนาจรัฐ ยิ่งผมทำธุรกิจนำเข้ารถบัสยิ่งไม่อยากมีปัญหากับกรมศุลฯ แต่ท่านจะเอาผมตายไม่สู้ไม่ได้แล้วครับ” คณิสสร์ ว่า

“ใครเขาก็ว่าโครงการนี้มีอาถรรพณ์ ประมูลไม่สำเร็จ 7 ชั่วโคตร แต่ผมว่าไม่ใช่อาถรรพณ์ เชื่อว่าเป็นเรื่องของคนเสียผลประโยชน์ที่ยังคงแค้นฝังหุ่นต้องการเอาชนะให้ได้ พยายามขัดขวางให้ส่งมอบรถไม่ได้”

ขนาดรถทั้ง 489 คันถึงประเทศไทยแล้ว มาจ่ออยู่หน้าประตู ขสมก.แล้ว โอนชื่อเป็นกรรมสิทธิ์ของ ขสมก.แล้ว 292 คันจากที่วางประกันภาษีเอารถออกมาได้แล้ว 390 คัน ยังคงอยู่ในอารักขาศุลกากรอีก 99 คัน...ก็ยังส่งมอบไม่ได้

สกู๊ปหน้า 1 ไล่เรียงเรื่องราวรถเอ็นจีวี ยังมีข้อกังขาไม่เข้าใจในหลายประเด็นอย่างเช่น หลังจากรถเอ็นจีวี 99 คัน เดินทางมาถึงท่าเรือแหลมฉบัง ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 และถูกกรมศุลกากรตั้งข้อสงสัยเรื่อง ถิ่นกำเนิด...กระทั่งวันที่ 6 ธันวาคม 2559 นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีและโฆษกกรมศุลกากร ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า กรมศุลกากรทราบดีถึงความเร่งของ ขสมก.ที่ต้องการใช้รถ

จึงขอเวลา 1 เดือน เพื่อตรวจสอบถิ่นกำเนิดรถเมล์เอ็นจีวีว่าไม่ได้นำเข้าจากจีน

เมื่อกรมศุลกากรขอเวลาเพียง 1 เดือน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องรอ รอจนกระทั่งเวลาก้าวล่วงไปถึงเดือนที่ 2 ขสมก.ทนรอต่อไปไม่ไหว ทำหนังสือไปทวงถามความคืบหน้าถึงผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องถิ่นกำเนิดรถเอ็นจีวี 489 คัน

ปรากฏว่า...วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 นายกรีชา เกิดศรีพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง กรมศุลกากร แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนยืนยันว่า กรมศุลกากรได้ตอบจดหมาย ขสมก.ไป 1 ฉบับแล้ว กรมศุลกากรยืนยันไปแล้วว่า “รถเมล์ที่นำเข้ามานั้นผลิตและประกอบที่จีน” แต่ ขสมก.ต้องการเอกสารเพิ่มเติมอีก เช่น รูปภาพ ใบขนสินค้าและอื่นๆ ซึ่งกรมศุลกากรไม่สามารถให้ได้ เพราะอยู่ระหว่างต่อสู้คดี แต่จดหมาย 1 ฉบับ ที่ได้ส่งไปให้แล้วนั้น น่าจะเพียงพอต่อการยกเลิกสัญญาได้

นั่นหมายความว่ากรมศุลกากรใช้เวลาไปแล้ว 2 เดือน กรมศุลกากร ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ชัดเจนว่ารถเมล์เอ็นจีวีมีถิ่นกำเนิดที่ใดกันแน่ และที่แน่นอนไปกว่านั้นคือ หนังสือที่นายกรีชา เกิดศรีพันธุ์ แถลงกับสื่อมวลชนที่ว่า...หนังสือที่ส่งให้ ขสมก.ไป 1 ฉบับนั้นก็พอเพียงที่ ขสมก.จะใช้อ้างเพื่อยกเลิกสัญญากับเบสท์ริน

ปรากฏว่าหนังสือ 1 ฉบับที่นายกรีชา เกิดศรีพันธุ์ บอกให้ ขสมก. ใช้เป็นเอกสารยืนยันเพื่อบอกยกเลิกสัญญากับเบสท์รินคือ หนังสือด่วนที่สุด เลขที่ 0521/730 ลงวันที่ 17 มกราคม 2560 ที่มีใจความสรุปถึงเรื่องการพิสูจน์ถิ่นกำเนิดรถเอ็นจีวีว่า “กรมศุลกากรอยู่ระหว่างดำเนินการสอบถามข้อเท็จจริงของประเทศกำเนิดจากศุลกากรมาเลเซีย”

ยังอยู่ระหว่างดำเนินการสอบถามข้อเท็จจริงแค่นี้หรือ คือสิ่งที่กรมศุลกากรใช้อ้างอิงเพื่อบอกยกเลิกสัญญาซื้อขายรถที่มีมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท รถเมล์ที่ประชาชนชาวกรุงเทพฯเฝ้ารอมา 12 ปี...เนี่ยนะ

ยิ่งหนักไปกว่านั้นเมื่อความจริงปรากฏ ตามบันทึกข้อความส่วนราชการของฝ่ายสืบสวนและปราบปรามส่วนควบคุมทางศุลกากร เรื่องรายงานผลการปฏิบัติราชการ ณ ประเทศมาเลเซีย หลุดออกมาจากผู้หวังดีภายในกรมศุลกากร เนื้อหาใจความมีว่า...

“กรมศุลกากรและกระทรวงการคลังได้อนุมัติให้ข้าราชการ 3 นายเดินทางไปราชการที่ประเทศมาเลเซียระหว่างวันที่ 8-10 ธันวาคม 2559 และอนุมัติหลักการให้ใช้เงินทุนสนับสนุนภารกิจของกรมศุลกากรเป็นค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงิน 111,000 บาท ตามหนังสือด่วนที่สุดลงวันที่ 6 ธันวาคม 2559

สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า ตามเอกสารที่ได้มาจากกรมศุลกากรประเทศมาเลเซียไม่สามารถใช้ไปอ้างอิงหรือใช้ในการดำเนินคดีหรือใช้ในการดำเนินการในชั้นศาลได้”

หมายความว่าอะไร?ถ้าไม่ใช่กรมศุลกากรยังไม่มีพยานหลักฐานใดที่จะเอาผิดกับผู้นำเข้าได้ แต่กลับถ่วงเวลาไปมากกว่า 2 เดือนแถมประโคมข่าว ฉายหนังเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้สื่อมวลชนดูแล้วดูอีก

เอกสารหลักฐานที่กรมศุลกากรมีอยู่ในมือเท่าที่เห็นก็มีแต่ภาพถ่ายและวีดิโอ รถวิ่งขึ้นเรือ รถวิ่งลงเรือ ถ้าขึ้นศาลก็แค่พยานแวดล้อม จะให้ ขสมก.ใช้เป็นหลักฐานยกเลิกสัญญา...ได้เหรอ?

ล่าสุด...มีเอกสารสำคัญหลุดออกมาจากผู้หวังดีอีกฉบับ ฉบับนี้เป็นหนังสือระหว่างประเทศที่กรมศุลกากรส่งไปสอบถามทางการมาเลเซียถึงการรับรองถิ่นกำเนิดรถเอ็นจีวี เป็นอังกฤษแปลเป็นไทยได้ความว่า

...หนังสือเลขที่ No.0518/18283 กรมศุลกากร ประเทศไทย ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 (2016) ถึงนางสาวซารีน่า อาริ ฮาสซาน (Zariina Ali @Hassan) ผู้ช่วยผู้อํานวยการสูงสุดกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ (MITI)

เรื่อง ขอให้ดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารฟอร์ม ดี No. JB-201606-CCF-122542-W-022450 อ้างถึง : ใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (FORM D) เลขที่อ้างอิง JB-201606-CCF-122542-W-022450 วันที่ 26 มิถุนายน 2016 ส่งออกโดย บริษัท อาร์ แอนด์ เอ คอมเมอร์เชียล วีฮีเคิลส์ เอสดีเอ็น บีเอชดี

หลังจากที่ได้พิจารณาฟอร์ม ดี และเอกสารรับรองอื่นๆ เราได้พบว่าในตารางที่ 8 ชี้ชัดว่าเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสําหรับรถบัส 1 คัน รุ่น ซันลอง SLK6129CNG เท่ากับ 90.11% ด้วยเหตุนี้เราจึงซาบซึ้งใจมาก หากท่านจะช่วยตรวจสอบความถูกต้องของเกณฑ์ถิ่นกำเนิดของสินค้าดังกล่าว

อีกทั้งช่วยจัดเตรียมสำเนาเอกสารหลักฐานอื่นๆ เช่น รายการต้นทุนของสินค้า แหล่งที่มาของวัตถุดิบต่างๆก่อนที่ผู้ค้าในประเทศจําหน่ายให้กับโรงงานเพื่อผลิต รถบัส รุ่น ซันลอง SLK6129 วิธีการคำนวณ อาร์วีซี (เกณฑ์มูลค่าวัตถุดิบในภูมิภาค) ที่ได้ส่งให้กับหน่วยงานผู้มีอำนาจในการออกเอกสารของท่าน

หมายความว่า...หนังสือฉบับนี้ กรมศุลกากรสอบถามข้อเท็จจริงจากทางการมาเลเซียเพื่อให้ยืนยันว่าเอกสารรับรองถิ่นกำเนิดของรถเอ็นจีวี 1 คัน คันที่ผู้นำเข้าใช้เป็นรถตัวอย่างสำหรับโชว์ในวันลงนามสัญญาซื้อขายเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2559 ปรากฏว่า...รถเอ็นจีวีคันตัวอย่างที่นำเข้ามาเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2559 เอกสารรับรองถิ่นกำเนิดหรือ Form D กรมศุลกากรไม่มีข้อสงสัย

แต่เพิ่งจะมาสงสัยเมื่อรถเอ็นจีวี 99 คันมาถึงท่าเรือแหลมฉบัง ในวันที่ 30 พฤศจิกายน ช่างตรงกับวันที่กรมศุลกากรได้ส่งหนังสือไปสอบถามทางการมาเลเซียเรื่องการรับรองถิ่นกำเนิดของรถเอ็นจีวี 1 คัน

ข้อสงสัย? จึงอยู่ที่ว่า “กรมศุลกากร” มีเจตนาเตะถ่วงหรืออย่างไรถึงใช้เวลา 5 เดือน เพิ่งจะมาสงสัยถิ่นกำเนิดรถเอ็นจีวีคันแรก แล้วจะใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะได้คำตอบว่ารถอีก 99 คันมันมาจากจีนหรือมาเลเซียกันแน่

ที่สำคัญ...ทางการมาเลเซียได้ยืนยัน “Form D” มาแล้วหรือยังว่า เป็น “ของจริง” หรือ “ของปลอม” หรือท่านได้คำตอบแล้ว...แต่มันไม่ตรงใจ.

ไม่รู้ไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจาก ไหน นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ผู้ชนะการประมูลรถเอ็นจีวี 489 คัน กับ ขสมก. ถึงหาญกล้าดับเครื่องชนฟ้องคดีอาญา มาตรา 157 ผู้บริหารระดับแถวบนของกรมศุลกากร 7 คน.... 16 ก.พ. 2560 12:08 17 ก.พ. 2560 05:22 ไทยรัฐ